วันนี้ (30 มี.ค.2569) สำนักข่าว CNN รายงานการประท้วงภายใต้ชื่อ "No Kings" ที่เกิดขึ้นทั่วสหรัฐอเมริกาเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (28 มี.ค.2569) ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีผู้เข้าร่วมจำนวนมากในหลายเมืองใหญ่ รวมถึงการชุมนุมขนาดเล็กในเขตชานเมืองและพื้นที่ชนบท แม้กระทั่งในรัฐที่มีแนวโน้มสนับสนุนพรรครีพับลิกัน ขณะเดียวกันการเคลื่อนไหวยังขยายไปถึงหลายประเทศในยุโรป สะท้อนการรับรู้ในระดับนานาชาติ
ผู้จัดการประท้วง ระบุว่า เกือบครึ่งหนึ่งของการประท้วงเกิดขึ้นใน "รัฐสีแดง" หรือรัฐสมรภูมิ เพื่อขยายฐานการเคลื่อนไหวออกนอกพื้นที่ ที่เป็นฐานเสียงเดิมของพรรคเดโมแครต โดยเอซรา เลวิน ผู้ร่วมก่อตั้งองค์กร Indivisible Project ชี้ว่า นี่เป็นความพยายามเชิงยุทธศาสตร์ในการสร้างการมีส่วนร่วมในวงกว้างมากขึ้น
แม้การชุมนุมส่วนใหญ่ดำเนินไปอย่างสงบ แต่มีเหตุการณ์ปะทะเล็กน้อย เช่น การจับกุมผู้ชุมนุม 75 คน ในลอสแอนเจลิส จากการไม่ยอมสลายตัวและการเผชิญหน้าทางวาจาระหว่างผู้สนับสนุน ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ กับผู้ประท้วงในรัฐฟลอริดา
ด้านโฆษกทำเนียบขาว โดย อะบิเกล แจ็กสัน ให้ความเห็นปฏิเสธความสำคัญของการชุมนุม โดยระบุว่าเป็นกิจกรรมสำหรับคนที่กำลังบำบัดโรคเกลียดชังทรัมป์ และสื่อที่รายงานข่าวก็ถูกจ้างมา
แรงจูงใจของผู้ประท้วงมีความหลากหลาย ตั้งแต่ความกังวลเรื่องประชาธิปไตย นโยบายตรวจคนเข้าเมือง ค่าครองชีพที่เพิ่มสูง ไปจนถึงสถานการณ์สงครามกับอิหร่าน ตัวอย่างเช่น ฌอน ฟูจิอุ จากชิคาโก ซึ่งมีพื้นฐานครอบครัวเคยถูกกักกันในค่ายช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ระบุว่า เธอเติบโตมากับมรดกแห่งความยุติธรรมทางสังคมจากพ่อและแม่ การต่อสู้เพื่อความยุติธรรมเป็นมรดกที่ต้องสืบต่อเพื่อยืนหยัดสิทธิสำหรับทุกคน
ทอม อาร์นดอร์เฟอร์ เข้าร่วมชุมนุมในมินนิอาโปลิส มองว่า ประชาธิปไตยกำลังถูกคุกคาม ขณะที่ในชิคาโก คริส โฮลี และลูกชาย นิโคลัส โฮลี ออกมาประท้วงเป็นครั้งแรก โดยระบุว่า ต้องการแสดงความไม่พอใจ ต่อสิ่งที่มองว่าเป็นความไม่ยุติธรรมในสังคม
ด้าน เฟดริก อินแกรม ผู้นำแรงงาน เข้าร่วมประท้วงในพอร์ตแลนด์ รัฐโอเรกอน พร้อมเน้นย้ำว่า ประชาชนควรมีความหวัง ไม่ใช่ความกลัว และชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงควรเกิดผ่านกระบวนการประชาธิปไตย เช่น การเลือกตั้ง
ในลอสแอนเจลิส ตูราจ โมดัส วัย 70 ปี ระบุว่า ออกมาร่วมประท้วงเพราะต้องการต่อต้านสงครามอิหร่าน โดยไม่ต้องการให้สหรัฐฯ หรืออิสราเอลโจมตีอิหร่าน ขณะที่ ริซ ฮอร์เตกา แสดงจุดยืนสนับสนุนการยกเลิกหน่วยงานตรวจคนเข้าเมือง (ICE) และเรียกร้องสิทธิของผู้อพยพ
ประเด็นเศรษฐกิจยังเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญ เทเรซา กันเนลล์ กล่าวถึงค่าครองชีพที่เพิ่มสูง ทั้งอาหารและราคาน้ำมัน รวมถึงความกังวลเรื่องการเข้าถึงระบบสาธารณสุข ขณะที่ เจนนิเฟอร์ วิลเคนส์ ผู้อพยพจากเยอรมนี แสดงความกังวลเชิงประวัติศาสตร์ โดยเปรียบเทียบสถานการณ์กับยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2
จินนี ผู้ประท้วงวัย 81 ปี ในนิวยอร์ก ซึ่งเคยร่วมเคลื่อนไหวต่อต้านสงครามเวียดนาม ระบุว่า สถานการณ์ปัจจุบันสร้างความยากลำบากมากกว่าที่เธอเคยประสบ พร้อมแสดงความกังวลต่อการตัดงบประมาณ Medicaid และสวัสดิการอาหาร
การชุมนุมยังได้รับความสนใจจากบุคคลสาธารณะ อาทิ เจน ฟอนดา, โจน เบเอซ, ทิม วอลซ์, อิลฮาน โอมาร์ และ เบอร์นี แซนเดอร์ส รวมถึง บรูซ สปริงสทีน ที่ขึ้นเวทีและแสดงบทเพลงประท้วง
อ่านข่าวอื่น :
คิดจะพักแบบไหน? คิทแคท 12 ตันหายวับระหว่างขนส่งจากอิตาลีสู่โปแลนด์
อิหร่านยืนยัน "ตังซีรี" ผู้สั่งปิด "ฮอร์มุซ" ถูกอิสราเอลเล็งเป้าโจมตีเสียชีวิต
1 เม.ย.รัสเซียเตรียมระงับส่งออก "เบนซิน" รับมือน้ำมันตะวันออกกลางผันผวน
