"อนุทิน" ย้ำไร้เส้นสาย สั่งปราบอาชญากรรมข้ามชาติ "สุดซอย"

การเมือง
16:56
จำนวนผู้ชม 368
"อนุทิน" ย้ำไร้เส้นสาย สั่งปราบอาชญากรรมข้ามชาติ "สุดซอย"
นายกฯ ประกาศนโยบายปราบอาชญากรรมข้ามชาติ แบบขุดรากถอนโคน สั่ง จนท.ตรวจสอบเส้นทางเงินขบวนการนอมินี เปิดมาตรการเยียวยาให้ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอคืนทรัพย์สินใน 90 วัน ทุกอย่างว่าไปตามกฎหมายคืนความเป็นธรรมให้ประชาชน

วันนี้ (9 เม.ย.2569) ภายหลังการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน ถึงความคืบหน้าการปราบปรามขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะกรณีกลุ่มสแกมเมอร์ที่เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ในประเทศไทย ผ่านรูปแบบบริษัทนอมินี เพื่อถือครองทรัพย์สินแทนคนต่างชาติ

นายกฯ เปิดเผยว่า ในปัจจุบันรัฐบาลยกระดับกฎเกณฑ์การทำธุรกรรมทางการเงิน ให้มีความเข้มงวดมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้กลุ่มมิจฉาชีพจะพยายามหลบเลี่ยงด้วยการตั้งบริษัทนอมินี แต่หากตรวจสอบพบธุรกรรมทางการเงินที่ผิดปกติ หรือไม่สอดคล้องกับการประกอบธุรกิจทั่วไป เจ้าหน้าที่มีอำนาจหน้าที่ในการสันนิษฐานและตรวจสอบพฤติการณ์ทันที

และยังหยิบยกกรณีการประมูลเรือยอร์ชของ "น.ส.แตงไทย" ขึ้นมาเป็นบทเรียนสำคัญ โดยตั้งข้อสังเกตว่าพฤติการณ์ในการประมูลเรือยอร์ชจำนวนมากถึง 10 ลำนั้น ไม่สอดคล้องกับหน้าที่การงานและรายได้ที่แท้จริง ซึ่งความผิดปกติทางการเงินในลักษณะนี้เอง ที่เป็นกุญแจสำคัญให้เจ้าหน้าที่รัฐนำไปสู่การขยายผลการสืบสวน

นอกจากนี้ รัฐบาลยังสร้างเครือข่ายความร่วมมือแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) กับต่างประเทศ เพื่อร่วมกันสืบสวนหาเส้นทางการเงินข้ามพรมแดน นายกฯ มั่นใจว่าด้วยศักยภาพทางเทคโนโลยีและความสามารถของเจ้าหน้าที่ในปัจจุบัน อาชญากรที่ทำผิดกฎหมายในลักษณะนี้ จะมีโอกาสรอดพ้นกระบวนการยุติธรรมได้ยากยิ่ง

ต่อข้อซักถามถึงประเด็นบริษัทนอมินีที่มักถูกเรียกว่า "บริษัทผี" นายอนุทินยืนยันเสียงแข็งว่า ขบวนการที่ตรวจสอบพบในปัจจุบันไม่ใช่ "ผี" แต่เป็นบุคคลที่มีตัวตนและชื่อเสียงเรียงนามชัดเจน ซึ่งต้องขอชื่นชมเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานอย่างเข้มข้น พร้อมระบุว่ารัฐบาลชุดนี้ ปิดประตูการเข้า-ออกประเทศไทยแบบไร้การควบคุมเหมือนในอดีต โดยปัจจุบันส่งกลับอาชญากรที่มีหมายจับจากประเทศต้นทางอย่างต่อเนื่อง และคุมเข้มการขอสัญชาติไทยอย่างถึงที่สุด เพื่อไม่ให้ไทยกลายเป็นแหล่งกบดานของมิจฉาชีพ

"ตั้งแต่วันแรกในฐานะหัวหน้ารัฐบาล สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เดินหน้าปราบปรามเรื่องนี้แบบสุดซอย และกำชับ ปปง. และ ตร. ทำงานอย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลเรื่องอิทธิพลหรือคอนเน็กชันใด ๆ ความเดือดร้อนของประชาชนคือสิ่งที่สำคัญที่สุด

ด้านความคืบหน้าทางคดีของ "นายเบน สมิธ" พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) ระบุว่าขณะนี้ยังเหลือคดีฉ้อโกงอีกหนึ่งคดี ที่อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน เมื่อได้ความชัดเจนแล้วจะดำเนินการออกหมายจับ และประสานงานออก "หมายแดง" เพื่อติดตามตัวมาดำเนินคดีต่อไป

"อนุทิน" ย้ำไร้เส้นสาย สั่งปราบอาชญากรรมข้ามชาติ "สุดซอย"

"อนุทิน" ย้ำไร้เส้นสาย สั่งปราบอาชญากรรมข้ามชาติ "สุดซอย"

ปปง. เปิดช่องผู้เสียหายยื่นขอคืนทรัพย์สิน ขีดเส้น 90 วัน

ขณะที่นายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ประกาศข่าวดีสำหรับผู้เสียหาย โดยระบุว่าขณะนี้ ปปง.อยู่ระหว่างการจัดทำประกาศเพื่อให้ผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวงมายื่นคำร้องขอรับทรัพย์สินคืน

จะมีการเปิดศูนย์คุ้มครองสิทธิ์ที่สำนักงาน ปปง. และสภ.ทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชน นอกจากนี้ ยังเปิดช่องทางออนไลน์และไปรษณีย์เพื่อให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น

ผู้เสียหายจะมีเวลา 90 วัน นับจากวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาในการเตรียมเอกสาร อาทิ สลิปการโอนเงิน รายการเดินบัญชี และหลักฐานการแจ้งความ เพื่อเข้าสู่กระบวนการรวบรวมความเสียหายเสนอต่อคณะกรรมการธุรกรรมและอัยการเพื่อยื่นต่อศาลแพ่งให้มีคำสั่งโอนทรัพย์สินคืนต่อไป

ในช่วงท้าย นายกฯ ยังได้ฝากถึงกรณีที่ผู้ต้องหาอาจจ้างทนายความชื่อดังมาสู้คดี โดยยันยืนว่ารัฐบาลไม่มีความกังวลในเรื่องนี้ เพราะหากพยานหลักฐานชัดเจนว่ากระทำผิดกฎหมาย และสร้างความเสียหายต่อประชาชนจริง ต่อให้ทนายเก่งเพียงใดก็ไม่มีทางที่จะชนะคดีได้แน่นอน ส่วนทรัพย์สินประเภทเรือยอร์ชแอตลาส ที่อายัดไว้ได้แล้วนั้น ปปง.อยู่ระหว่างเตรียมการนำออกขายทอดตลาด เพื่อนำเงินมาคืนให้แก่ผู้เสียหายโดยเร็วที่สุด

อ่านข่าวอื่น :

ดีเอสไอ มีมติรับคดีกักตุนน้ำมัน เป็นคดีพิเศษแล้ว

ยุโรปประสานเสียง! รุมจวกอิสราเอลถล่มเลบานอน "ผิดมหันต์-ยอมรับไม่ได้"

ไทยมีน้ำมันสำรอง 109 วัน - กองทุนติดลบเฉียด 6 หมื่นล้านบาท