ไทย-จีน จับมือดัน "แพะ" โมเดลแก้จน ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากปัตตานี

สังคม
18:25
จำนวนผู้ชม 688
ไทย-จีน จับมือดัน "แพะ" โมเดลแก้จน ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากปัตตานี
ม.อ.ปัตตานี เดินหน้าแก้ความยากจนอย่างเป็นรูปธรรม เปิดศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อขจัดความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำ ไทย-จีน ร่วมกับ บพท. และ มหาวิทยาลัยกว่างซี พัฒนา "แพะ" ครบวงจรทั้งระบบ ยกระดับรายได้ สร้างอาชีพ ดันเศรษฐกิจฐานรากเติบโตอย่างยั่งยืน

การบริโภคเนื้อแพะในจังหวัดชายแดนใต้ที่มีพี่น้องมุสลิมอาศัยอยู่ ได้แก่ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สงขลา และสตูล ส่วนใหญ่แพะจะใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาอิสลาม ในช่วงเทศกาลหรือวันสำคัญทางศาสนา เพื่อทำบุญและแบ่งปันให้คนยากจน แต่การบริโภคในครัวเรือนยังมีอยู่บ้างแต่ไม่มากนัก สาเหตุที่ไม่นิยมบริโภคมากนักอาจเนื่องมาจากเนื้อแพะมีราคาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับเนื้อสัตว์ชนิดอื่น และไม่สามารถหาซื้อได้ตามท้องตลาด

ไทย-จีน จับมือดัน "แพะ" โมเดลแก้จน ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากปัตตานี

ไทย-จีน จับมือดัน "แพะ" โมเดลแก้จน ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากปัตตานี

พ.ศ. 2567 จังหวัดปัตตานีมีเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะจำนวน 9,755 ราย มีแพะรวมทั้งสิ้น 51,782 ตัว ค่าเฉลี่ยของจำนวนแพะที่เลี้ยงคือ 5.3 ตัวต่อครัวเรือน สภาพทั่วไปของการเลี้ยงแพะสำหรับเกษตรกรในพื้นที่ จ.ปัตตานี ส่วนใหญ่ทำการเลี้ยงเป็นอาชีพเสริมรองจากอาชีพหลัก ได้แก่ การปลูกพืช ทำสวน เช่น สวนยางพารา สวนผลไม้ ทำนา ประมง ค้าขาย และรับจ้าง มีรูปแบบการเลี้ยงแบบดั้งเดิม โดยปล่อยแพะให้หากินเองอย่างอิสระ และรูปแบบการเลี้ยงแบบผูกล่าม โดยเลี้ยงในพื้นที่รอบบริเวณบ้าน ใช้หญ้าธรรมชาติในทุ่งนา และระหว่างร่องสวนยางและสวนผลไม้

สายพันธุ์ที่นิยมเลี้ยงเป็นส่วนใหญ่ ได้แก่ สายพันธุ์พื้นเมือง ซึ่งมีข้อดีคือมีความสามารถในการปรับตัวได้ดีในสภาพอากาศร้อนชื้น แพะที่เลี้ยงมีภูมิต้านทานโรคสูงกว่าสายพันธุ์ที่นำเข้าจากต่างพื้นที่ การเลี้ยงแพะสายพันธุ์พื้นเมืองใช้ยาปฏิชีวนะน้อยกว่าสายพันธุ์ต่างประเทศ แต่ข้อด้อยของพันธุ์พื้นเมืองคือมีขนาดลำตัวเล็ก อัตราการเจริญเติบโตช้า น้ำหนักเฉลี่ยเมื่อโตเต็มที่ 25–30 กิโลกรัม

ไทย-จีน จับมือดัน "แพะ" โมเดลแก้จน ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากปัตตานี

ไทย-จีน จับมือดัน "แพะ" โมเดลแก้จน ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากปัตตานี

เกษตรกรผู้เลี้ยงแพะในจังหวัดปัตตานีมีข้อจำกัดหลายประการในการพัฒนาและยกระดับการผลิตแพะ เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่มีฐานะยากจน และขาดองค์ความรู้ในการพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ หรือยกระดับพันธุกรรมแพะให้มีประสิทธิภาพด้านผลผลิตทั้งเนื้อและนม

ในโอกาสนี้มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ.ปัตตานี) ร่วมกับ บพท. ให้การต้อนรับคณะศึกษาดูงานจากมหาวิทยาลัยกว่างซี สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อร่วมลงพื้นที่ศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายใต้ศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อขจัดความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำ ไทย–จีน โดยได้เยี่ยมชมฟาร์มแพะของกลุ่มสหกรณ์การเกษตรเครือข่ายผู้เลี้ยงแพะแกะปัตตานี จำกัด อ.ยะรัง จ.ปัตตานี

"แพะ" จิ๊กซอว์เศรษฐกิจชุมชน

นายมาฮามะ ตุยง ที่ปรึกษาสหกรณ์การเกษตรเลี้ยงแพะแกะปัตตานี จำกัด อ.ยะรัง จ.ปัตตานี เปิดเผยว่า เริ่มเลี้ยงแพะมาตั้งแต่ปี 2553 และได้มีการพัฒนาระบบการเลี้ยงอย่างจริงจังอีกครั้งในปี 2565 ทั้งด้านสายพันธุ์และการจัดการฟาร์ม จากเดิมที่เลี้ยงแพะพื้นบ้าน ได้ปรับปรุงเป็นแพะลูกผสม ทำให้ได้น้ำหนักและปริมาณเนื้อเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

มาฮามะ ตุยง ที่ปรึกษาสหกรณ์การเกษตรเลี้ยงแพะแกะปัตตานี จำกัด อ.ยะรัง จ.ปัตตานี

มาฮามะ ตุยง ที่ปรึกษาสหกรณ์การเกษตรเลี้ยงแพะแกะปัตตานี จำกัด อ.ยะรัง จ.ปัตตานี

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่เกษตรกรยังคงเผชิญปัญหาราคาตกต่ำ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ โดยเฉพาะในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งถือเป็นตลาดบริโภคแพะขนาดใหญ่ของประเทศ แต่กลับมีการนำเข้าแพะจากนอกพื้นที่และจากประเทศเพื่อนบ้านจำนวนมาก ส่งผลให้ราคาแพะในท้องถิ่นลดลง

แพะจากข้างนอกบางส่วนคุณภาพไม่ดี และอาจมีความเสี่ยงเรื่องโรค เราจึงพยายามพัฒนาแพะในพื้นที่ เพื่อให้พี่น้องได้บริโภคของที่มีคุณภาพ

ปัจจุบัน ราคาแพะน้ำหนักประมาณ 20 กิโลกรัม ซึ่งเป็นขนาดที่ตลาดนิยม อยู่ที่ราว 3,000 บาทต่อตัว แต่ในช่วงที่ราคาตกต่ำอาจลดลงเหลือเพียง 1,000 บาท ขณะที่ต้นทุนการเลี้ยงเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2,000 บาทต่อตัว ทำให้เกษตรกรต้องแบกรับภาวะขาดทุน

เพื่อลดต้นทุน เกษตรกรจึงหันมาพัฒนาพืชอาหารสัตว์เอง รวมถึงนำมูลแพะและเศษวัสดุเหลือใช้จากฟาร์มมาทำเป็นปุ๋ยหมัก ใช้ในสวนทุเรียน ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านปุ๋ยเคมี และสร้างระบบเกษตรแบบหมุนเวียนที่ยั่งยืน

"แพะเป็นเหมือนจิ๊กซอว์สำคัญของระบบเกษตร ถ้าขาดไป วงจรก็ไม่สมบูรณ์" เกษตรกรระบุ พร้อมย้ำว่าการทำเกษตรผสมผสานช่วยเกื้อกูลทั้งด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ ยังได้รับการสนับสนุนองค์ความรู้จากคณาจารย์ในพื้นที่ เช่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ที่เข้ามาช่วยพัฒนาทั้งด้านการเลี้ยงสัตว์และการจัดการฟาร์ม

ไทย-จีน จับมือดัน "แพะ" โมเดลแก้จน ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากปัตตานี

ไทย-จีน จับมือดัน "แพะ" โมเดลแก้จน ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากปัตตานี

สำหรับความต้องการบริโภคแพะในพื้นที่ยังคงสูง เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและหลักศาสนาอิสลาม เช่น การเฉลิมฉลอง และการตั้งชื่อทารกแรกเกิด โดยหากเป็นเด็กผู้ชายจะใช้แพะ 2 ตัว และเด็กผู้หญิงใช้ 1 ตัว ทำให้ปริมาณแพะในพื้นที่ยังไม่เพียงพอ และต้องนำเข้าจากภายนอก

ทั้งนี้ แพะในพื้นที่มีสัดส่วนเพียงประมาณ 10% ของความต้องการ ขณะที่อีก 90% มาจากต่างพื้นที่และประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมา ซึ่งมีต้นทุนอาหารสัตว์ต่ำกว่า

ในด้านตลาด หากเลี้ยงแพะให้มีน้ำหนักเกิน 20 กิโลกรัม ซึ่งไม่เป็นที่นิยมบริโภคในพื้นที่ มักส่งออกไปยังประเทศมาเลเซีย ขณะที่ราคาจำหน่ายในไทยอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 150 บาท (ขายส่ง) และ 180 บาท (ขายปลีก) ส่วนในประเทศจีน ราคาสูงถึงประมาณกิโลกรัมละ 180–190 บาท ขึ้นอยู่กับคุณภาพและปริมาณเนื้อ

รศ.เทียนทิพย์ ไกรพรม หัวหน้าปฏิบัติการแก้จนห่วงโซ่ปศุสัตว์ โครงการวิจัยเชิงพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนฯ

รศ.เทียนทิพย์ ไกรพรม หัวหน้าปฏิบัติการแก้จนห่วงโซ่ปศุสัตว์ โครงการวิจัยเชิงพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนฯ

ม.อ.ปัตตานี ชูโมเดล "แพะแก้จน" ครบวงจร พลิกโฉมปศุสัตว์ท้องถิ่น สู่เศรษฐกิจชุมชนยั่งยืน

รศ.เทียนทิพย์ ไกรพรม หัวหน้าปฏิบัติการแก้จนห่วงโซ่ปศุสัตว์ โครงการวิจัยเชิงพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำ จ.ปัตตานี เปิดเผยว่า โครงการยกระดับการเลี้ยงแพะในพื้นที่ จ.ปัตตานี ม.อ.ปัตตานี ซึ่งถือเป็นอาชีพสำคัญของประชาชนในระดับครัวเรือน และมีศักยภาพต่อยอดสู่เศรษฐกิจชุมชนได้อย่างยั่งยืน

โครงการดังกล่าวดำเนินการครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยสนับสนุนพ่อแม่พันธุ์แพะคุณภาพดี ลดต้นทุนอาหารซึ่งสูงถึง 70% ด้วยการนำเศษเหลือจากอุตสาหกรรมประมงและวัตถุดิบในท้องถิ่นมาผลิตอาหารสัตว์ พร้อมส่งเสริมการปลูกพืชอาหารสัตว์ เช่น หญ้าเนเปียร์และหม่อน รวมถึงการวิจัยพืชชนิดใหม่เพื่อใช้เลี้ยงแพะ

ไทย-จีน จับมือดัน "แพะ" โมเดลแก้จน ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากปัตตานี

ไทย-จีน จับมือดัน "แพะ" โมเดลแก้จน ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากปัตตานี

พร้อมกันนี้ ยังมีการต่อยอดการใช้วัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร เช่น ชานอ้อย มาหมักเป็นอาหารสัตว์ เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มทางเลือกให้เกษตรกร

นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาองค์ความรู้ด้านสุขภาพสัตว์ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาพยาธิ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการตายของแพะในพื้นที่ ผ่านการตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ และการใช้สมุนไพรท้องถิ่นควบคู่กับการรักษาทางสัตวแพทย์

รวมถึงการออกแบบคอกแพะแบบเคลื่อนย้ายได้ เพื่อรองรับปัญหาน้ำท่วม การพัฒนาเทคโนโลยีการผสมเทียมและย้ายฝากตัวอ่อน เพื่อยกระดับสายพันธุ์แพะในพื้นที่ โดยเฉพาะพันธุ์นูเบียนที่เหมาะต่อการเลี้ยงและให้ผลผลิตสูง ตลอดจนการผลิตเนื้อแพะ การแปรรูปผลิตภัณฑ์ และการเชื่อมโยงภาคเอกชนกับตลาดเชิงพาณิชย์ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์แพะในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

ไทย-จีน จับมือดัน "แพะ" โมเดลแก้จน ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากปัตตานี

ไทย-จีน จับมือดัน "แพะ" โมเดลแก้จน ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากปัตตานี

ทั้งนี้ตั้งแต่การขึ้นทะเบียนรายชื่อเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะ ทำให้ครัวเรือนยากจนที่ได้รับผลประโยชน์จากโครงการจำนวน 172 ครัวเรือน หรือ 1,629 คน ขณะที่ครัวเรือนยากจนที่เข้าร่วมจะมีรายได้เพิ่มขึ้น 2,750-3,500 บาทต่อเดือน ต่อครัวเรือน (รายได้เดิมโดยเฉลี่ย 4,500-5,000 บาทต่อเดือน ต่อครัวเรือน) นอกจากนี้ยังได้จำนวนแพะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1 เท่าต่อครัวเรือน และยังทำให้เกิดที่ดินแปลงรวมสำหรับผลิตอาหารหยาบ ได้แก่ ใบหม่อน และ หญ้าเนเปีย กว่า 90 ไร่

ผู้เชี่ยวชาญจีน เสนอ 5 เทคโนโลยีเลี้ยงแพะ ยกระดับปศุสัตว์ปัตตานี แก้จนยั่งยืน

Zeng Jun ผู้เชี่ยวชาญด้านการปรับปรุงพันธุ์แพะ จากสถาบันวิจัยพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตรและสัตวบาล มหาวิทยาลัยกว่างซี สาธารณรัฐประชาชนจีน เปิดเผยแนวทางพัฒนาอุตสาหกรรมการเลี้ยงแพะ โดยระบุว่า การเลี้ยงแพะถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมสำคัญที่ช่วยแก้ปัญหาความยากจนของครัวเรือนในประเทศจีน โดยเฉพาะในเขตกว่างซีที่มีสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศเหมาะสม อีกทั้งผู้บริโภคนิยมบริโภค "แพะดำ" ทำให้กลายเป็นอุตสาหกรรมอาหารที่มีความสำคัญ

Zeng Jun ผู้เชี่ยวชาญด้านการปรับปรุงพันธุ์แพะ จากสถาบันวิจัยพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตรและสัตวบาล มหาวิทยาลัยกว่างซี

Zeng Jun ผู้เชี่ยวชาญด้านการปรับปรุงพันธุ์แพะ จากสถาบันวิจัยพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตรและสัตวบาล มหาวิทยาลัยกว่างซี

ทั้งนี้ คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยกว่างซีได้ลงพื้นที่ศึกษาฟาร์มเลี้ยงแพะในจังหวัดปัตตานี พบว่ามีลักษณะใกล้เคียงกับพื้นที่กว่างซี จึงได้นำเสนอ 5 เทคโนโลยีหลักที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถยกระดับการผลิตและลดความยากจนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับเทคโนโลยีด้านแรก คือ การปรับปรุงพันธุ์แพะ โดยใช้แพะพื้นเมืองผสมกับพันธุ์นูเบียน ซึ่งเป็นแพะนม เพื่อเพิ่มผลผลิตและให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และความต้องการของตลาด ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีผสมเทียมและย้ายฝากตัวอ่อน อย่างไรก็ตาม การพัฒนาสายพันธุ์จำเป็นต้องคำนึงถึงพฤติกรรมผู้บริโภคเป็นหลัก

ด้านที่ 2 คือ การพัฒนาอาหารสัตว์ โดยเน้นการใช้พืชและวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในท้องถิ่น เช่น หญ้าเนเปียร์ หญ้าแพงโกล่า หญ้ากินนี หญ้ารูซี่ รวมถึงชานอ้อย เศษผลไม้ และซากดอกมะลิ ซึ่งมีโปรตีนสูงถึง 20–25% นำมาหมักเป็นอาหารเสริม ช่วยให้แพะเจริญเติบโตเร็วและเพิ่มน้ำหนักได้ดี

ด้านที่ 3 คือ การจัดการฟาร์ม เน้นการเลี้ยงอย่างเป็นระบบ แยกคอกตามประเภทและช่วงอายุของแพะ พร้อมส่งผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อยกระดับการเลี้ยงให้เป็นระบบอุตสาหกรรม

ไทย-จีน จับมือดัน "แพะ" โมเดลแก้จน ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากปัตตานี

ไทย-จีน จับมือดัน "แพะ" โมเดลแก้จน ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากปัตตานี

ขณะที่ด้านที่ 4 คือ การป้องกันโรค เน้นมาตรการเชิงป้องกันควบคู่กับการควบคุม เช่น การฉีดวัคซีน และการฆ่าเชื้อฟาร์มอย่างสม่ำเสมอทุก 7–10 วัน เพื่อลดปัญหาโรคและพยาธิ ซึ่งเป็นปัญหาที่พบทั้งในไทยและจีน

ส่วนด้านสุดท้าย คือ การพัฒนาห่วงโซ่อุตสาหกรรมครบวงจร ตั้งแต่การเลี้ยง การแปรรูป ไปจนถึงการตลาด ทั้งในรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อแก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาดและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน ทำให้เกษตรกรมีตลาดรองรับและมีแรงจูงใจในการพัฒนาคุณภาพการผลิตอย่างต่อเนื่อง

ไทย-จีน จับมือดัน "แพะ" โมเดลแก้จน ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากปัตตานี

ไทย-จีน จับมือดัน "แพะ" โมเดลแก้จน ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากปัตตานี

บพท. จับมือ "มณฑลกวางสี" เดินหน้าโมเดลแก้จนไทย-จีน นำร่อง 4 จังหวัดยากจน

รศ.อุเทน คำน่าน รองผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ ฝ่ายบริหารจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรม ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมการสร้างเศรษฐกิจฐานรากและความเข้มแข็งของชุมชน สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ. เปิดเผยถึงการนำคณะนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญ จากมหาวิทยาลัยกวางซี สาธารณรัฐประชาชนจีน ลงพื้นที่ศึกษาดูงานวิจัยแก้ปัญหาความยากจนของประเทศไทยว่า โดยได้เลือก 4 จังหวัดนำร่องได้แก่

  • เลี้ยงกุ้งก้ามกราม ม.กาฬสินธุ์
  • การยกระดับการผลิตและแปรรูปข้าว จ.ร้อยเอ็ด
  • แพะแก้จน ม.อ.ปัตตานี
  • การพัฒนาระบบเลี้ยงควายปลัก จ.พัทลุง
รศ.อุเทน คำน่าน รองผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่

รศ.อุเทน คำน่าน รองผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่

รศ.อุเทน ระบุว่า มหาวิทยาลัยกวางซี ปัญหาเรื่องความยากจน มันเป็นปัญหาที่มีความซับซ้อน และเกิดจากปัจจัยหลายรูปแบบมากๆ ซึ่งจีนมีประสบความสำเร็จในการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในการแก้ไขปัญหาความยากจนอยู่แล้ว รวมถึงมีบริบททางภูมิศาสตร์และพหุวัฒนธรรมที่คล้ายคลึงกับประเทศไทย ความร่วมมือครั้งนี้จึงเปรียบเสมือน "กุญแจบานแรก" ที่จะช่วยให้ไทยสามารถนำเรื่องของเทคโนโลยี นวัตกรรม และองค์ความรู้ของประเทศจีน มาปรับใช้แก้ปัญหาความยากจนในภาคเกษตรของไทย

"ต้องสร้างจุดแข็งของแต่ละจังหวัด หสกพื้นที่อื่นต้องการจะขยายเรื่องกุ้งก้ามกราม ก็ จ.กาฬสินธุ์เป็น Node ในการขยายผล เป็น Role Model หรือ บุคคลต้นแบบ อะไรที่ยังขาด ก็สามารถดึงผ่านพอร์ตของกาฬสินธุ์ได้ อย่างเช่น เรื่องแพะก็ต้องมาผ่านพอร์ตของ ม.อ. ปัตตานี ให้โตเป็นคลัสเตอร์ เป็นคลัสเตอร์แพะ คลัสเตอร์กุ้งก้ามกราม คลัสเตอร์เรื่องข้าวหอม เป็นต้น ในอนาคตถ้า 4 ตัวนี้นำร่งนี้ประสบความสำเร็จ เห็นผลภายใน 1- 2 ปี ผมเชื่อว่ารัฐบาลจีนจะมีการผลักดันให้ขยายความร่วมมือต่อเนื่อง"

ทั้งนี้ได้บทสรุปที่เห็นพ้องร่วมกัน โดยคณะนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญ มหาวิทยาลัยกวางซี ยินดีให้การสนับสนุนแก่นักวิจัยไทยอย่างเป็นรูปธรรมในการร่วมกันพัฒนาพื้นที่ทดลองเลี้ยงสัตว์น้ำอัจฉริยะ (Aquaculture Sandbox) โดยนำร่องจากการเลี้ยงกุ้งก้ามกราม และปรับปรุงพันธุ์กุ้งก้ามกรามให้มีภูมิต้านทานโรค โตเร็ว มีคุณภาพได้มาตรฐานระดับสากล

กรณีข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ คณะนักวิจัยมหาวิทยาลัยกวางซี จะช่วยพัฒนาสายพันธุ์ให้ทนต่อภัยแล้ง ภัยน้ำท่วม ดินด่าง ดินเค็ม ควบคู่กับการถ่ายทอดเทคโนโลยีตลอดห่วงโซ่การผลิตข้าว เพื่อให้ได้ข้าวคุณภาพ มูลค่าสูง ขณะเดียวกันก็จะช่วยพัฒนาสายพันธุ์แพะคุณภาพ และห่วงโซ่การผลิตแพะคุณภาพมูลค่าสูง ในส่วนของควายน้ำ คณะนักวิจัย มหาวิทยาลัยกวางสี จะช่วยพัฒนาสายพันธุ์ ให้ควายน้ำ เป็นควายที่ให้น้ำนมที่มีสารอาหารทรงคุณค่า มีมูลค่าสูง

สำหรับก้าวต่อไปของความร่วมมือนี้คือการเปลี่ยนจากแผ่นกระดาษสู่ภาคปฏิบัติผ่านการจัดตั้ง "Joint Lab" หรือห้องปฏิบัติการร่วมในแต่ละจังหวัด เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อสร้างโมเดลต้นแบบในการขยายผลไปยังพื้นที่อื่น ๆ

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้อยู่ที่นโยบายของภาครัฐ ที่ทางผู้เชี่ยวชาญจีนต้องรายงานผู้ใหญ่ที่อยู่ระดับมณฑลและผู้ใหญ่ระดับรัฐบาล ขณะเดียวกันฝั่งไทยจะนำเสนอต่อ นายกิตติ สัจจวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) เพื่อจะได้รายงานไปยัง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ซึ่งจำเป็นต้องมีการวางแผนอย่างรอบคอบ และประสานงานทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติ เพื่อกำหนดก้าวต่อไป ของความร่วมมือไทย-จีนให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในอนาคต

อ่านข่าว :

ผลงานวิจัยนวัตกรรมติดดิน สังเคราะห์ข้อมูล 4 ภูมิภาค ดันสู่แผนพัฒนาฯ ฉ.14 สภาพัฒน์

เปิดแคตตาล็อกนวัตกรรมพร้อมใช้มหาวิทยาลัยทั่วอีสาน ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก

"ฮับส่งโฮงยา-โทรเวชกรรม" ยกระดับดูแลคนป่วยพื้นที่ห่างไกล ลดช่องว่างทางสุขภาพ