วันนี้ (19 พ.ค.2569) นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" เพื่อลดผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตพลังงานที่ได้ส่งผลต่อประชาชนทุกสาขาอาชีพ และผู้ประกอบการอย่างฉับพลัน รุนแรง มีความไม่แน่นอนสูง และมีแนวโน้มยืดเยื้อ
ผ่านแหล่งเงินเพิ่มเติมภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 โดยในระยะสั้น หากไม่ดำเนินมาตรการช่วยเหลือ และประคับประคองเศรษฐกิจอย่างทันท่วงที จะส่งผลให้เกิดการหดตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การปิดกิจการ และการว่างงานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
โครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" จะมุ่งเน้น
(1) ช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบให้กับประชาชนกลุ่มเปราะบาง ผ่านกลไกของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
(2) บรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและประคับประคองกำลังซื้อภาคประชาชน รวมถึงช่วยเหลือผู้ค้าขายรายย่อยให้สามารถประกอบอาชีพได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ โดยมีรายละเอียด ดังนี้
1. โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง
คณะรัฐมนตรีอนุมัติการจัดสรรงบประมาณให้แก่กองทุนประชารัฐสวัสดิการ เพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม สำหรับโครงการสนับสนุนและช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ที่ลงทะเบียนในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ตลอดปีงบประมาณ พ.ศ.2569 เพื่อให้ผู้มีบัตรฯ ได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐอย่างต่อเนื่องในปีงบประมาณ พ.ศ.2569
สำหรับเป็นวงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค วงเงินส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้ม วงเงินค่าเดินทางผ่านระบบขนส่งสาธารณะ และวงเงินค่าไฟฟ้าและน้ำประปา รวมทั้งเป็นเบี้ยสวัสดิการเพิ่มเติมให้แก่คนพิการ และอนุมัติโครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เพื่อเป็นการช่วยเหลือและบรรเทาภาระค่าครองชีพ จากวิกฤตพลังงานที่ส่งผลกระทบอย่างรวดเร็วและรุนแรงต่อความเชื่อมั่น และกำลังซื้อของกลุ่มผู้มีรายได้น้อยซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบาง
โดยผู้มีบัตรฯ จำนวนประมาณ 13.18 ล้านราย จะได้รับวงเงินเพิ่มอีกจำนวน 700 บาทต่อคนต่อเดือน เพิ่มเติมจากวงเงินที่ได้รับเดิมจำนวน 300 บาทต่อคนต่อเดือน รวม 1,000 บาทต่อเดือนเป็นระยะเวลา 4 เดือน ตั้งแต่เดือน มิ.ย. - ก.ย.2569 (กรณีมีวงเงินคงเหลือในเดือนใด จะไม่มีการสะสมไปในเดือนถัดไป)
กระทรวงการคลัง จะเร่งรัดให้มีการดำเนินโครงการลงทะเบียน เพื่อสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ เพื่อคัดกรองตามเกณฑ์คุณสมบัติที่กำหนดสำหรับผู้มีบัตรฯ เดิม พร้อมทั้งประสานกับกระทรวงมหาดไทย สำรวจกลุ่มคนชายขอบ ที่ตกหล่นให้ได้กลุ่มคนที่ถูกต้อง ตรงตามเป้าหมาย และสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยกระทรวงการคลัง จะเร่งนำเสนอรายละเอียดต่อคณะรัฐมนตรีโดยเร็วต่อไป
2. โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40)
โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือประชาชน ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและรักษากำลังซื้อของประชาชน
รวมถึงช่วยให้ผู้ประกอบการร้านค้ามีรายได้จากการขายสินค้าและบริการ เพื่อให้สามารถประกอบอาชีพหรือดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง โดยภาครัฐให้การสนับสนุนเงินร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนด ให้แก่ประชาชนผู้เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) เพื่อนำไปใช้จ่ายกับผู้ประกอบการร้านค้า ที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) โดยมีรายละเอียด ดังนี้
2.1 ระยะเวลาโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40)
ตั้งแต่วันที่ 25 พ.ค. - 30 ก.ย.2569 โดยมีรายละเอียด ดังนี้
2.1.1 เปิดรับลงทะเบียนร้านค้า
1) กรณีเป็นผู้ประกอบการที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส สามารถยืนยันสิทธิเพื่อเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ได้ตั้งแต่วันที่ 25 พ.ค. - 30 ก.ย.2569
2) กรณีเป็นผู้ประกอบการ ที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ผ่านสาขาของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้ตั้งแต่วันที่ 25 พ.ค. - 31 ก.ค.2569
2.1.2 เปิดรับลงทะเบียนประชาชน ตั้งแต่วันที่ 25 พ.ค. - 29 พ.ค.2569 (เวลา 06.00 - 22.00 น.) จนกว่าจะครบจำนวน 30 ล้านคน หรือถึงปิดลงทะเบียนวันสุดท้ายในวันที่ 29 พ.ค.2569 แล้วแต่เกณฑ์ใดจะถึงก่อน
2.1.3 ประชาชนผู้ได้รับสิทธิสามารถใช้สิทธิโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. - 30 ก.ย.2569 (เวลา 06.00 - 23.00 น.) โดยสามารถซื้ออาหาร เครื่องดื่ม สินค้าและบริการที่กำหนดจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40)
สำหรับการซื้ออาหารหรือเครื่องดื่มผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) ที่ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” สามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิ.ย. - 30 ก.ย.2569 (เวลา 06.00 - 21.00 น.)
กลุ่มเป้าหมาย ประชาชนจำนวนไม่เกิน 30 ล้านคน โดยมีคุณสมบัติ
1) เป็นผู้มีสัญชาติไทย
2) มีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน
3) มีบัตรประจำตัวประชาชน
4) ไม่เป็นผู้ที่ถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนในโครงการคนละครึ่งในอดีต ได้แก่ (1) โครงการคนละครึ่ง (2) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 (3) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 (4) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4 (5) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 5 และ (6) โครงการคนละครึ่ง พลัส และ 5) ไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ตามฐานข้อมูลของกระทรวงการคลัง ณ วันที่ 18 พ.ค.2569
2.3 การใช้จ่าย
ภาครัฐสนับสนุนเงินร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนด ในอัตราร้อยละ 60 แต่ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน ตั้งแต่เดือน มิ.ย.-ก.ย.2569 (4 เดือน)
ทั้งนี้ กรณีมีวงเงินสิทธิเหลือในเดือนใด จะไม่ทบสิทธิไปในเดือนถัดไป ซึ่งประชาชนกลุ่มเป้าหมายสามารถใช้สิทธิในโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เพื่อซื้ออาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนดจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) หรือซื้ออาหารและเครื่องดื่มจากร้านค้า ที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส
(60/40) ผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) ที่ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) โดยรับชำระเงินผ่านแอปพลิเคชัน "ถุงเงิน" ซึ่งกระทรวงการคลัง โดยกรมบัญชีกลางจะดำเนินการโอนเงิน ในส่วนที่ภาครัฐร่วมจ่ายให้แก่ร้านค้า ที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ภายในระยะเวลาที่กำหนดต่อไป
ทั้งนี้ การดำเนินโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) จะเป็นการช่วยเหลือประชาชน ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและรักษากำลังซื้อของประชาชน
รวมถึงช่วยให้ผู้ประกอบการร้านค้ามีรายได้จากการขายสินค้าและบริการ เพื่อให้สามารถประกอบอาชีพหรือดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้ง จะช่วยสนับสนุนให้ประชาชนสามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายและสภาพคล่องได้อย่างเหมาะสม ในช่วงที่ค่าครองชีพอยู่ในระดับสูง นอกจากนี้ การดำเนินโครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) จะช่วยรักษาการบริโภคและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ
นอกจากนี้ ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ยังจะพัฒนาความรู้และทักษะที่จำเป็น ผ่านแอปพลิเคชัน "ถุงเงิน" โดยการนำปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) เข้ามาวิเคราะห์ธุรกิจ เช่น การบริหารจัดการต้นทุน การบริหารจัดการสินค้าคงคลัง และสภาพคล่องหมุนเวียน การวิเคราะห์ยอดขายตามช่วงเวลา เป็นต้น
เพื่อให้ผู้ประกอบการร้านค้าได้เรียนรู้ทักษะใหม่ และเพิ่มทักษะที่จำเป็นต่อธุรกิจ ซึ่งเป็นการสนับสนุนการเข้าถึงองค์ความรู้และเทคโนโลยี รวมถึงสนับสนุนการจัดเก็บข้อมูลรายได้รายจ่ายเพื่อใช้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนต่อไป
ข้อมูลเพิ่มเติม
1. โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569
1.1 ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โทร. 0-2109-2345
1.2 Call Center กรมบัญชีกลาง โทร. 0-2270-6400
1.3 สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง 0-2126-5800
1.4 สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง โทร. 0-2273-9020 ต่อ 3509 และ 3548
ตั้งแต่วันจันทร์ - วันศุกร์ ระหว่างเวลา 08.30-16.30 น. ยกเว้นวันหยุดราชการ และวันหยุดนักขัตฤกษ์
2. โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40)
2.1 เว็บไซต์โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40): ติดตามรายละเอียดโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40)
และข้อมูลข่าวสารได้ทาง www.ไทยช่วยไทยพลัส.th
2.2 ศูนย์ช่วยเหลือสำหรับประชาชน:
2.2.1 ติดต่อสอบถาม โทร. 0-2111-1122 ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการและวันนักขัตฤกษ์ 24 ชั่วโมง
2.2.2 ตรวจสอบผลการลงทะเบียนหรือวงเงินคงเหลือ โทร. 0-2111-1122 กด 2 ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ
และวันนักขัตฤกษ์ 24 ชั่วโมง
2.3 ศูนย์ช่วยเหลือสำหรับร้านค้า:
2.3.1 ติดต่อเกี่ยวกับรายการรับเงินภาครัฐ และการใช้งานแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” โทร. 0-2111-1122 กด 3 ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการและวันนักขัตฤกษ์ 24 ชั่วโมง
2.3.2 ตรวจสอบสถานะลงทะเบียนร้านค้า โทร. 0-2111-1122 กด 3 ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการและวันนักขัตฤกษ์ 24 ชั่วโมง
2.4 สอบถามข้อมูลโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40):
สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง โทร. 085-842-7102, 085-842-7103, 085-842-7104, 085-842-7105, 085-842-7106, 085-842-7107, 085-842-7108, 085-842-7109 ตั้งแต่วันจันทร์ - ศุกร์ ระหว่างเวลา 08.30 - 16.30 น. ยกเว้นวันหยุดราชการ และวันหยุดนักขัตฤกษ์
อ่านข่าว :
"ไทยช่วยไทยพลัส" แจกเงิน 4,000 บาท ลงทะเบียน 25-29 พ.ค.69
เปิดลงทะเบียน "ไทยช่วยไทยพลัส" 25 พ.ค. เฟสแรก 2,000 บาท เริ่มใช้ 1 มิ.ย.นี้
ครม.เคาะ 16 ต.ค.69 เป็นวันหยุดพิเศษ เฉพาะพื้นที่ กทม. ให้หน่วยงานราชการ WFH 3 วัน
