ไทยเตรียมรับแรงกระแทก "ศึกอิสราเอล-สหรัฐฯ-อิหร่าน" บานปลาย

การเมือง
15:19
จำนวนผู้ชม 3,509
ไทยเตรียมรับแรงกระแทก "ศึกอิสราเอล-สหรัฐฯ-อิหร่าน" บานปลาย
Botnoi Voice

สถานการณ์ที่ร้อนระอุในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอิหร่านที่ตกเป็นเป้าถูกอิสราเอลและสหรัฐอเมริกาจับมือรุมกินโต๊ะ ปฏิเสธไม่ได้ว่า มีผลไปทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย

ทั้งเรื่องคนงานไทยที่ไปทำงานในพื้นที่เสี่ยงภัย เพราะกรอบเวลาที่ผู้นำสหรัฐฯ ส่งสัญญาณว่า จะยืดเยื้อไม่ต่ำกว่า 4 สัปดาห์นั้น ทำให้การอพยพเคลื่อนย้ายต้องมีความจำเป็น และการอพยพก็ไม่ได้หมายความว่า ส่งเครื่องบินไปรับถึงที่แล้วกลับไทยได้เลย เพราะอาจมีหลายขั้นตอน

มีกูรูบางคนเห็นว่า สภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช. ควรจะรีบหาเรือโดยเร็วตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ กลับรอเรียกประชุมในวันทำการปกติ จันทร์ที่ 2 มีนาคม 2569

เรื่องน้ำมันสำรอง ที่กระทรวงพลังงานรายงานว่า ไทยมีน้ำมันในถังสำรองและอยู่ในระหว่างการขนส่งผ่านช่องแคบเฮอร์มุซกลับมาประเทศไทยประมาณ 60 วัน จากปกติ 45 วันก็ถือว่าสุ่มเสี่ยงอยู่แล้ว

แม้จะมีน้ำมันจากแหล่งอื่นขาย แต่ราคาจะปรับเพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน 67 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ในตลาดเท็กซัส และ 72 เหรียญต่อบาร์เรลในตลาดเบรนท์ ยิ่งยืดเยื้อ ยิ่งราคาสูง และอาจขยับแบบพุ่งทะยานได้

ถัดมา เรื่องความชัดเจนในการประกาศจุดยืนของรัฐบาลไทยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และต่อความมั่นคงของประเทศ แม้ว่าจะเป็นรัฐบาลรักษาการ แต่มีอำนาจเต็ม และยังไม่ชัดเจนเรื่องตัวบุคคลที่จะมารับตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหม ในระหว่างสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคุกรุ่น

ทำให้ไม่แน่ใจว่า ประเทศเพื่อนบ้านจะใช้จังหวะนี้ ขยับเคลื่อนไหว หรือเอาใจสหรัฐ ทำอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่

นักยุทธศาสตร์ทางการทหาร อย่าง พล.ท.ภราดร พัฒนถาวร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือสมช. เห็นว่า เป้าหมายจริงของสหรัฐฯ ต้องการเปลี่ยนผู้นำและระบอบการปกครองของอิหร่าน ทั้งหวังว่าจะมีเสียงตอบรับจากมวลชนในประเทศ แต่เหตุการณ์ไม่เป็นไปตามนั้น ทำให้ส่อเค้าว่า การปะทะจะยืดเยื้อ

เห็นได้ชัดจากอิหร่าน ได้อ้างการปกป้องตนเอง และปฏิบัติการตอบโต้ไปยังฐานทัพสหรัฐฯ ใน 7 ประเทศอ่าวเปอร์เซียโดยใช้ขีปนาวุธจำนวนมาก โดยไม่มีใครรู้ศักยภาพการรบและอาวุธยุทโธปกรณ์ที่แท้จริงของอิหร่านว่าเป็นอย่างไร และส่อให้เห็นแนวโน้มการลุกลามขยายผล ไม่ใช่แค่คู่กรณี นอกจากนี้ ล่าสุด อิสราเอล ได้โจมตีเลบานอน อ้างว่าเกรงกลุ่มฮิซบอลเลาะห์จะตลบหลัง

ส่งผลให้ช่องแคบเฮอร์มุซ ซึ่งเป็นช่องทางขนส่งน้ำมันน้ำมันทางเรือของโลก กลับมาระอุอีกรอบ

พล.ท.ภราดร ย้ำว่าต้องจับตาดูสถานการณ์จะบานปลายหรือไม่ ด้วยเป็นพื้นที่ภูมิรัฐศาสตร์สำคัญของโลก และต้องดูว่า สหรัฐจะเปิดเกมรุกต่อ ถึงขั้นต้องยกกำลังภาคพื้นเข้าไปจัดการเหมือนกรณีอิรักและอัฟกานิสถานหรือไม่ ขณะที่อิหร่าน ก็มีแบ๊คอัพอย่างจีนและรัสเซีย คอยให้การช่วยเหลือสนับสนุน

โลกจึงมีสิทธิ์จะปั่นป่วนจากราคาน้ำมัน ภาวะเศรษฐกิจ และภาวะตึงเครียดอีกภูมิภาคหนึ่งได้

สำหรับสหรัฐกับอิหร่าน ถือเป็นคู่แค้นมีเหตุกระทบกระทั่งกันมายาวนาน โดยเฉพาะ เหตุการณ์เมื่อปลายปี 2522 ที่กลุ่มนักศึกษาปฏิวัติมุสลิมเคร่งศาสนา ไม่พอใจอย่างมากที่สหรัฐยอมให้กษัตริย์ซาห์ ปาห์ลาวี แห่งอิหร่าน ลี้ภัยในแผ่นดินสหรัฐ จึงได้ปิดล้อมและบุกเข้าไปในสถานทูตสหรัฐในกรุงเตหะราน พร้อมจับเจ้าหน้าที่และผู้ทำงานด้านการทูตสหรัฐ 52 คน กักตัวไว้นานถึง 444 วัน

สหรัฐพยายามช่วยเหลือตัวประกัน ด้วยปฏิบัติการกรงเล็บอินทรีย์ (Operation Eagle Claw) เมื่อปี 2523 แต่ล้มเหลว ทำให้สูญเสียทหารในปฏิบัติการไป 8 นาย จนต้องล้มเลิกแผนดังกล่าว

ก่อนที่เหตุการณ์ครั้งนั้น จบลงเมื่อมีการลงนามในสัญญา Algiers Accords ที่ประเทศแอลจีเรีย ในต้นปี 2524 เมื่อมีการปล่อยตัวประกันคนอเมริกันที่ถูกกักตัวในอิหร่าน ขณะเดียวกัน ก็มีการปล่อยตัวคนสัญชาติอิหร่านที่ต้องโทษในสหรัฐเป็นการแลกเปลี่ยน

ครั้งนี้จึงเป็นเสมือนไฟแค้นที่ถูกจุดขึ้นอีกครั้ง

วิเคราะห์ : ประจักษ์ มะวงศ์สา บรรณาธิการอาวุโส

อ่านข่าว

ย้อนไทม์ไลน์เหตุการณ์ ก่อน "สหรัฐ-อิสราเอล" โจมตี "อิหร่าน"

"สีหศักดิ์" แจงแผนอพยพคนไทย-ประสานนำเครื่อง ทอ.รับกลับ

"นายกฯ" ถก "สมช." ประเมินผลกระทบสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง