"Crash Detection" เมื่อเทคโนโลยีคือเสียงส่ง "สัญญาณแรก" ในอุบัติเหตุ

วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี
12:32
จำนวนผู้ชม 75
"Crash Detection" เมื่อเทคโนโลยีคือเสียงส่ง "สัญญาณแรก" ในอุบัติเหตุ
Botnoi Voice
อุบัติเหตุรถไฟชนรถเมล์ที่อโศก-ดินแดง ไม่เพียงสะท้อนความผิดพลาดของระบบขนส่ง แต่ยังเผยระบบสำคัญ Crash Detection หลังสมาร์ทวอทช์ของผู้ประสบเหตุส่งพิกัดฉุกเฉินถึงครอบครัวอัตโนมัติในไม่กี่วินาที กลายเป็น "เสียงแรก" ที่ร้องขอความช่วยเหลือในช่วงวิกฤตชีวิต

เมื่อวันที่ 16 พ.ค.2569 เวลาประมาณ 15.41 น. เกิดอุบัติเหตุขบวนรถสินค้าที่ 2126 ปะทะกับรถโดยสารประจำทางสาย 206 บริเวณจุดตัดทางรถไฟแยกอโศก-ดินแดง ในระหว่างที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยและหน่วยงานรัฐกำลังเร่งระดมสรรพกำลังเข้าควบคุมสถานการณ์เพลิงไหม้

มีรายงานว่า ครอบครัวของผู้ประสบเหตุคนหนึ่ง นางวิภาดา จันทำ ได้รับข้อมูลเบื้องต้นผ่านระบบแจ้งเตือนฉุกเฉินของสมาร์ทวอทช์ที่ "น้องโรส" ผู้ประสบเหตุซึ่งเป็นลูกสาวบุญธรรมสวมใส่ ระบบดังกล่าวได้ส่งพิกัดพิกัดภูมิศาสตร์ ไปยังสมาร์ทโฟนของนางวิภาดา ที่อยู่ จ.อุบลราชธานี ทันที หลังตรวจพบแรงกระแทกอย่างรุนแรง

ข้อมูลนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า เทคโนโลยีการตรวจจับการชน (Crash Detection) ไม่ได้เป็นเพียงฟีเจอร์ด้านความสะดวกสบาย แต่เป็นเครื่องมือสื่อสารวิกฤตที่ทำงานได้รวดเร็วกว่าการแจ้งเหตุโดยมนุษย์ในสภาวะที่ผู้ประสบเหตุอยู่ในภาวะช็อกหรือไม่สามารถตอบสนองได้

เบื้องหลังเซนเซอร์ "High-G" กลไกฟิสิกส์บนข้อมือ

เทคโนโลยีตรวจจับการชนรุนแรงทำงานโดยการรวบรวมข้อมูลจากเซนเซอร์หลายประเภทเพื่อความแม่นยำสูงสุด องค์ประกอบหลักที่สำคัญที่สุดคือ มาตรวัดความเร่งแบบ High-G (High G-force Accelerometer) ซึ่งในอุปกรณ์รุ่นใหม่มีความสามารถในการตรวจวัดแรงกระแทกได้สูงสุดถึง 256 Gs

ข้อมูลเชิงสถิติระบุว่า การทำสมาร์ทโฟนตกพื้น โดยทั่วไปจะเกิดแรงกระแทกเพียงไม่เกิน 4 Gs ในขณะที่การชนกันของยานพาหนะที่ความเร็ว 55 ไมล์/ชั่วโมง หรือ 88 กม./ชั่วโมง อาจเกิดแรงกระทำถึง 100-120 Gs เซนเซอร์นี้จะบันทึกการเปลี่ยนแปลงความเร็วที่เกิดขึ้นในระดับมิลลิวินาที เพื่อยืนยันว่า ลักษณะของแรงกระแทกนั้นสอดคล้องกับอุบัติเหตุทางรถยนต์

นอกจากมาตรวัดความเร่งแล้ว ระบบยังใช้ "ไจโรสโคปแบบช่วงไดนามิกสูง (High Dynamic Range Gyroscope)" ในการตรวจสอบการเปลี่ยนทิศทางของยานพาหนะอย่างกะทันหัน เช่น การพลิกคว่ำหรือการหมุนเคว้งหลังการปะทะ ควบคู่ไปกับ บารอมิเตอร์ (Barometer) ที่ทำหน้าที่ตรวจวัดการเปลี่ยนแปลงความดันอากาศภายในห้องโดยสาร ซึ่งมักเกิดขึ้นเมื่อถุงลมนิรภัยทำงาน และ สุดท้ายคือ ไมโครโฟน (Microphone) ที่จะดักฟังคลื่นเสียงที่มีรูปแบบเฉพาะ ของการชนรุนแรง เช่น เสียงกระจกแตกหรือเสียงโลหะบิดเบี้ยว

ข้อมูลทั้งหมดจะถูกประมวลผลร่วมกับอัลกอริทึม ที่เรียนรู้จากข้อมูลอุบัติเหตุจริงหลายล้านชั่วโมง เพื่อลดความผิดพลาดในการแจ้งเตือน

แจ้งเหตุวิกฤตภายใน 20 วินาที

กระบวนการทำงานของระบบตรวจจับการชน ถูกออกแบบมาให้มีการตรวจสอบสิทธิของผู้ใช้งาน ก่อนส่งต่อข้อมูลไปยังหน่วยกู้ภัย เมื่ออุปกรณ์ตรวจพบแรงกระแทกที่เข้าข่ายอุบัติเหตุรุนแรง (ซึ่งมักส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บในระดับ MAIS 3 ระบบจะเริ่มดำเนินการตามลำดับดังนี้

MAIS 3 หรือ Maximum Abbreviated Injury Scale คือ การบาดเจ็บระดับรุนแรงแต่ยังไม่ถึงขั้นคุกคามชีวิตในทันที (Serious not life threatening) เช่น กระดูกหักหลายซี่หรืออวัยวะภายในบอบช้ำ

  • วินาทีที่ 1-10 อุปกรณ์จะส่งสัญญาณเตือนด้วยเสียงดังต่อเนื่องพร้อมแรงสั่นที่รุนแรงที่สุด และปรากฏปุ่มตัวเลือกบนหน้าจอเพื่อให้ผู้ใช้กดแจ้งว่า "ฉันปกติ" หรือเลือกโทรหาเบอร์ฉุกเฉินทันที
  • วินาทีที่ 11-20 หากไม่มีการโต้ตอบจากผู้ใช้งาน ระบบจะเริ่มนับถอยหลังอีก 10 วินาทีด้วยระดับเสียงที่ดังขึ้น หากยังคงไม่มีการยกเลิก อุปกรณ์จะถือว่าผู้ใช้งานอยู่ในสภาวะหมดสติหรือไม่สามารถขยับตัวได้
  • การแจ้งเหตุอัตโนมัติ เมื่อครบกำหนดเวลา ระบบจะทำการโทรออกไปยังหมายเลขฉุกเฉินท้องถิ่น (เช่น 191 หรือ 1669) โดยอัตโนมัติ ระบบจะเล่นข้อความเสียงที่ระบุว่า "เจ้าของอุปกรณ์นี้ประสบอุบัติเหตุรถชนรุนแรงและไม่ตอบสนอง" พร้อมแจ้งพิกัด นอกจากนี้ ระบบจะส่งข้อความแจ้งเตือนพร้อมพิกัดสถานที่เกิดเหตุไปยังรายชื่อผู้ติดต่อฉุกเฉินที่ผู้ใช้ตั้งค่าไว้เพื่อให้ญาติได้รับทราบเหตุการณ์ในทันที

เมื่อสมาร์ทวอทช์คือผู้พิทักษ์สุดท้ายบนขนส่งสาธารณะ

อุบัติเหตุที่มักกะสันสะท้อนถึงความล้าสมัย และความประมาทในระบบขนส่งมวลชน รายงานผลการสอบสวนพบว่า พนักงานขับรถไฟตรวจพบสารเสพติดในปัสสาวะ ในขณะที่ระบบไม้กั้นสัญญาณไฟบกพร่องในการประสานงาน ทำให้รถโดยสารประจำทางจอดคร่อมราง โดยไม่ทราบถึงอันตราย ในสภาวะที่ยานพาหนะสาธารณะ ไม่มีการติดตั้งระบบเซนเซอร์แจ้งเหตุล่วงหน้า อุปกรณ์ไอทีพกพาส่วนตัวจึงทำหน้าที่เป็น "กล่องดำ" เพียงชิ้นเดียวที่ช่วยระบุสาเหตุและพิกัดที่แท้จริงของอุบัติเหตุ

ตราบใดที่ระบบขนส่งสาธารณะยังขาดการบูรณาการเทคโนโลยีเหล่านี้ เทคโนโลยีระบบตรวจจับการชนบนข้อมือ จึงเปรียบเสมือนประกันชีวิตชั้นสุดท้ายของผู้โดยสารในการเข้าถึงความช่วยเหลือทางการแพทย์อย่างทันท่วงที

ในปัจจุบัน เทคโนโลยีการตรวจจับอุบัติเหตุไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในสมาร์ทวอทช์เท่านั้น แต่ได้ขยายเข้าสู่ภาคยานยนต์และระบบปฏิบัติการมือถือรุ่นใหม่ ๆ ได้แก่

  • ในรถยนต์นั่งส่วนบุคคลรุ่นใหม่ มักมีการติดตั้งระบบ eCall หรือปุ่ม SOS ฉุกเฉินที่เชื่อมต่อกับศูนย์ควบคุมของบริษัทผู้ผลิตหรือหน่วยงานรัฐ ซึ่งจะส่งข้อมูลพิกัดและข้อมูลถุงลมนิรภัยทันทีเมื่อเกิดการปะทะ
  • โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนที่ออกวางจำหน่ายตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา ส่วนใหญ่ได้รับการอัปเกรดมาตรวัดความเร่งและอัลกอริทึมเพื่อรองรับฟีเจอร์นี้เป็นมาตรฐานความปลอดภัยพื้นฐาน
  • ระบบ V2V (Vehicle to Vehicle) และ GPS งานวิจัยล่าสุดมุ่งเน้นการผสานข้อมูลพิกัดที่มีความแม่นยำสูง (คลาดเคลื่อนไม่เกิน 3 เมตร) เข้ากับเครือข่ายสื่อสารระหว่างรถ เพื่อแจ้งเตือนรถคันอื่น ๆ ในรัศมีใกล้เคียงให้ระวังอุบัติเหตุที่เพิ่งเกิดขึ้น

วิธีตั้งค่าระบบฉุกเฉิน ช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตและลดความยุ่งยากในกระบวนการกู้ชีพ

  1. เปิดการใช้งาน Crash Detection ตรวจสอบในเมนู การตั้งค่า (Settings) > SOS ฉุกเฉิน (Emergency SOS) เพื่อยืนยันว่าตัวเลือก "โทรหลังจากตรวจพบการชนรุนแรง" (Call After Serious Crash) ถูกเปิดใช้งานแล้ว
  2. ตั้งค่า Medical ID และผู้ติดต่อฉุกเฉิน ระบุข้อมูลที่สำคัญต่อการกู้ชีพ เช่น กรุ๊ปเลือด โรคประจำตัว และประวัติการแพ้ยา รวมถึงรายชื่อบุคคลที่ต้องการให้ระบบส่งข้อความแจ้งพิกัดอัตโนมัติ ข้อมูลนี้จะปรากฏบนหน้าจอล็อกเพื่อให้เจ้าหน้าที่แพทย์ทราบข้อมูลเบื้องต้นโดยไม่ต้องปลดล็อกเครื่อง
  3. การเชื่อมต่อในยานพาหนะ หากใช้รถยนต์ส่วนบุคคล ควรทำการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนกับระบบเครื่องเสียงหรือศูนย์ควบคุมของรถผ่านบลูทูธหรือระบบเฉพาะของรถ เพื่อให้การส่งสัญญาณเสียงแจ้งเหตุมีประสิทธิภาพสูงสุด

สุดท้ายแล้ว แม้ว่าเทคโนโลยีการตรวจจับการชนจะไม่สามารถป้องกันพฤติกรรมความประมาทเลินเล่อหรือการละเลยกฎหมายของมนุษย์ได้ทั้งหมด แต่อุปกรณ์เหล่านี้คือ เครื่องมือทางวิศวกรรมที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดในปัจจุบัน ในการช่วย "ซื้อเวลา" เพื่อยื้อและเซฟชีวิตผู้ใส่ในวินาทีชีวิตได้

ข้อมูลเพิ่มเติม : Accident Recognition on iPhone 14 and Apple Watch 8: A Story of Rescue with a Good Ending, Decoding Apple’s Crash Detection: A deep dive into its functionality, DETECTING A VEHICLE CRASH USING A MOBILE COMPUTING DEVICE

อ่านข่าวอื่น :

"ทีมชัชชาติ" ห้ามผู้สมัคร สก. ใช้ "หน้า-ชื่อ-โลโก้" โหนเลือกตั้ง

"สุชาติ" แหวกกลางวงนักข่าว หลังถูกถามจี้ปมตรวจสอบ "กรมควบคุมมลพิษ"

กระทรวงอุตฯ ดัน "มอก.แผงโซลาร์เซลล์" เป็นมาตรฐานบังคับต้นปี 70