เมื่อ 11 ปีที่แล้ว คดีทุจริตระบายข้าวจีทูจี (G to G) หรือ “คดีร่วมกันทุจริตโครงการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ” ที่เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นอีกคดีสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย แม้ “บุญทรง เตริยาภิรมย์” อดีต รมว.พาณิชย์ และ “ภูมิ สาระผล” อดีต รมช. ได้รับโทษ-พ้นโทษแล้วก็ตาม โดยเฉพาะ “บุญทรง” ซึ่งมีโทษจำคุก 48 ปี ได้รับการพักโทษ ตั้งแต่เดือน ธ.ค.2567 เหลือ 10 ปี ต้องติดกำไล EM มีกำหนดพ้นโทษวันที่ 21 เม.ย.2571 และระหว่างพักโทษได้รับอภัยโทษอย่างต่อเนื่อง จึงมีผลให้พ้นจากโทษจำคุกและคุมประพฤติ” แล้วก็ตาม หากทว่า ผลพวงของ “คดีดังกล่าว” ยังไม่สิ้นสุด
หลัง ป.ป.ช. มีมติเมื่อวันที่ 18 พ.ค.2569 ชี้มูลความผิด “บุญทรง เตริยาภิรมย์” ในฐานะ รมว.พาณิชย์ รองประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ และประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว (ในขณะนั้น) ได้กระทำการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว และการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) และการกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อเงินงบประมาณแผ่นดินที่รั่วไหลเป็นจำนวนมาก
มีทรัพย์สินอยู่ในความครอบครอง ร่ำรวยผิดปกติ พบทรัพย์สินกว่า 107 ล้านบาท โอนเข้าบัญชี “บุญทรง-เมีย-ลูก-แม่ยาย” พิสูจน์ที่มาไม่ได้ ป.ป.ช.จึงมีมติส่งสำนวนให้อัยการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้ยึดทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 118
หากไม่สามารถบังคับเอาแก่ทรัพย์สินที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่า ร่ำรวยผิดปกติตกเป็นของแผ่นดินได้ทั้งหมด หรือแต่บางส่วนแล้ว ให้ขอให้ศาลบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินอื่น ของผู้ถูกกล่าวหาได้ ภายในระยะเวลาสิบปี ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 125 ด้วย
"บุญทรง" รวยผิดปกติคดีระบายข้าว "เตริยาภิรมย์" ไม่ปิด(ตาย)ประตูการเมือง
หากย้อนรอยคดีนั้นกลับไปเมื่อปี 2558 พบว่า ทั้งบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ และ ภูมิ สาระผล รัฐมนตรีช่วยฯ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในกระทรวงพาณิชย์ และพ่อค้าข้าว ร่วมกันกระทำความผิดเกี่ยวกับการทำสัญญาขายข้าวให้แก่บริษัท Guangdong Stationery & Sporting Goods Import & Export Corporation (บริษัทกวางตุ้ง) และบริษัท ไห่หนาน เกรน แอนด์ ออยล์ อินดัสเทรียล เทรดดิ้ง จำกัด (บริษัทห่ายหนาน) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของสาธารณรัฐประชาชนจีนรวม 4 สัญญา
โดยอ้างว่า เป็นการซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐ และขายในราคาต่ำกว่าท้องตลาดทำให้รัฐเสียหาย แต่ความจริงเป็นการขายข้าวบางส่วนให้แก่พ่อค้าข้าวในประเทศ เป็นการเสนอราคาซื้อขาย โดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม เป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต เป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ งบประมาณแผ่นดิน หน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ประเทศชาติ และประชาชน เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 เมื่อวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ.2558
อย่างไรก็ตาม การชี้มูลความผิดของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังไม่ถือเป็นที่สุด สำหรับ "บุญทรง" ในฐานะผู้ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลถึงที่สุด
"บุญทรง" รวยผิดปกติคดีระบายข้าว "เตริยาภิรมย์" ไม่ปิด(ตาย)ประตูการเมือง
หลังพ้นโทษ “บุญทรง” เดินทางบ้านที่ จ.เชียงใหม่ ใช้ชีวิตเรียบง่ายอยู่กับครอบครัว เดชนัฐวิทย์ เตริยาภิรมย์ หรือ “ป้ำ” ลูกชายคนที่ 2 เคยบอกว่า บิดาได้วางมือทางการเมืองแล้ว พักผ่อนอยู่กับครอบครัวแบบผู้สูงวัย โดยเลี้ยงหลานอยู่ที่บ้านไม่เกี่ยวข้องการเมืองอีก เพราะมีอายุมากแล้ว ถ้ามีโอกาสอาจพบปะแกนนำชุมชน และผู้รู้จักมักคุ้นตามความเหมาะสมบางเวลา ไม่มีอะไรเป็นพิเศษอย่างใด อยากอยู่สงบและเรียบง่ายในชีวิตบั้นปลายเท่านั้น
จำนวนบุตรทั้ง 3 ของครอบครัวเตริยาภิรมย์ คือ สฤษฎิ์วงษ์ เตริยาภิรมย์ เดชนัฐวิทย์ เตริยาภิรมย์ และกฤษฎิ์ชนัต เตริยาภิรมย์ ปัจจุบันมีเพียง “เดชนัฐวิทย์” ที่เดินบนถนนสายการเมือง โดยเข้าสู่เส้นทางการเมืองเมื่อปี 2562 และเคยเปิดตัวกับพรรคเพื่อไทย เป็นกลุ่มนักการเมืองรุ่นใหม่ ทายาทนักการเมือง แต่ในภายหลังได้ลาออกมาลง สส.พรรคพลังประชารัฐ ในเขตพื้นที่เดิมของบิดา คือ อ.แม่ริม อ.แม่แตง อ.สะเมิง และ อ.กัลยาณิวัฒนา
"บุญทรง" รวยผิดปกติคดีระบายข้าว "เตริยาภิรมย์" ไม่ปิด(ตาย)ประตูการเมือง
แม้จะเดินจากต้นสังกัดเก่าบิดา “พรรคเพื่อไทย” และพลังประชารัฐ แต่ยังไม่ปิดตายเส้นทางการเมือง ล่าสุดเมื่อวันที่ 14 พ.ค. ที่ผ่านมา “เดชนัฐวิทย์” ได้ย้ายสังกัดมาอยู่กับ “ค่ายน้ำเงิน” พรรคภูมิใจไทย ภายใต้การนำของหัวหน้าพรรคฯ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย โดยหวังสานต่อพื้นที่การเมือง
เดชนัฐวิทย์ ระบุว่า ต้องการรอเวลาทำงานการเมืองอย่างเป็นทางการ เนื่องจากไม่เคยทิ้งพื้นที่ อีกทั้งยังมีโอกาสพบปะแกนนำชุมชนรับฟังปัญหาและอุปสรรคการพัฒนาพื้นที่ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ การเกษตร โครงสร้างพื้นฐาน แหล่งน้ำ และการท่องเที่ยว ที่เป็นหัวใจหลักของเขตดังกล่าว และอยากเป็นผู้สมัคร สส.เขตมากกว่า สส.บัญชีรายชื่อ เพื่อสามารถลงพื้นที่ทำงานใกล้ชิดประชาชนในพื้นที่มากที่สุด
น่าจับตาอนาคตทางการเมืองของ “เดชนัฐวิทย์” หลังย้ายมาอยู่กับภูมิใจไทย และยิ่งต้องตามดูว่าตระกูล “เตริยาภิรมย์” จะสามารถปักธง สส.ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ได้หรือไม่
อ่านข่าว
ไม่ใช่แค่เรื่องระบบ! อดีต ผู้ว่าฯ รฟท. ยันอุบัติเหตุทางรางเกิดจาก "คนฝ่าฝืนกฎ"
ครม.เคาะ 16 ต.ค.69 เป็นวันหยุดพิเศษ เฉพาะพื้นที่ กทม. ให้หน่วยงานราชการ WFH 3 วัน
"สุชาติ" ยกมือไหว้ รุดขอโทษสื่อ หลังปะทะคารมปมถูกจี้ถามผลโพล กกร.
