จับตาแนวทางช่วยเหลือผู้ประกอบการ ก่อน 70 จังหวัดปรับขึ้นค่าแรง 300 บาท
เผดิมชัย สะสมทรัพย์ รมว.แรงงานยืนยันหนักแน่นทุกครั้ง ว่ารัฐบาลจะเดินหน้านโยบายปรับค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ ต้นปีหน้า และเตรียมร่างข้อเสนอกำหนดมาตรการบรรเทาผลกระทบเสนอ ครม.ใน 6 มาตรการหลัก หรือ 27 มาตรการย่อย ช่วยทั้งนายจ้างและลูกจ้าง เช่น ลดเงินสมทบประกันสังคม ยกเว้นเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน จัดเงินให้กู้ยืมไปพัฒนาแรงงาน ลดหย่อนภาษีฝึกอบรม จนถึงแจกบัตรลดราคาสินค้า
แต่ช่วงเวลาที่เหลือเพียงเดือนเศษก่อนมีผลบังคับใช้ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชนสามสถาบัน(กกร.)ออกมาเคลื่อนไหวอย่างหนัก ขอรัฐบาลชะลอนโยบายออกไป 3 ปี โดยชี้ว่ามาตรการช่วยเหลือของรัฐไม่มีรายละเอียดและลดต้นทุนเอสเอ็มอีได้เพียงร้อยละ 6 ผิดกับค่าจ้างที่ต้องขึ้นไปร้อยละ 85 แต่เมื่อการเคลื่อนไหวไม่เป็นผล จึงเปลี่ยนแนวทางขอเจรจาต่อรองให้รัฐอุดหนุนให้มากที่สุด โดยตั้งกรรมการรวบรวมข้อมูล และขอพบนายกรัฐมนตรี จันทร์หน้า
ขณะที่การศึกษาเรื่อง"อุตสาหกรรมไทยจะ แข่งขันอย่างไร ภายใต้ค่าแรงที่สูงขึ้น" ของ ดร.เชษฐา อินทรวิทักษ์ นักวิจัยทีดีอาร์ไปเช่นกัน ระบุว่า การเร่งปรับค่าแรงอย่างรวดเร็ว ไม่เป็นระบบและไม่มีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ ในภาวะตลาดส่งออกมีปัญหา ย่อมกระทบต่อการค้าของเอกชนไทย จนอาจทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจลดลงร้อยละ 2-3 ทันที และอาจทำให้อัตราว่างงานมีมากถึง 1 ล้านคน หรือ 10 เท่าเทียบกับปัจจุบัน
สำหรับนโยบายการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ พรรคเพื่อไทยได้ประกาศว่าต้องการให้มีผลตั้งแต่ 1 มกราคม 2555 แต่ภายหลังขยับเลื่อนออกไป 4 เดือน หลังเกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ โดยให้ 7 จังหวัด ได้แก่ ภูเก็ต กรุงเทพฯและปริมณฑล ได้นำร่อง 300 บาทไปก่อน ส่วน 70 จังหวัดที่เหลือปรับขึ้นร้อยละ 40 และเพิ่มเป็นวันละ 300 บาทในวันที่ 1 มกราคม 2556 พร้อมกับคงอัตรานี้ไปจนถึงปี 2558
หากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เรื่องนี้จะผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีสัปดาห์หน้า เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้ผู้ใช้แรงงาน 70 จังหวัด แต่รัฐบาลคงต้องเตรียมคำตอบว่าจะช่วยเหลือผู้ประกอบการอย่างไร ไม่ให้เลิกจ้าง เพราะอ้างต้นทุนสูง และไม่เป็นปัจจัยฉุดให้เศรษฐกิจตกต่ำอย่างที่มีการคาดการณ์ไว้
