นักวิชาการทีดีอาร์ไอชี้รัฐ
นักวิชาการทีดีอาร์ไอ เผย กขช.ปรับราคารับจำนำข้าวตันละ 15,000 บาท และไม่เกิน 500,000 บาทต่อครอบครัว ชี้อาจทำให้รัฐหยุดจำนำข้าวก่อน15 ก.ย.56 เหตุงบฯหมด แนะอย่าเผยตัวเลขระบายข้าว หวั่นกระทบราคาตลาดโลก-ขายไม่ออก
หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) มีมติปรับราคารับจำนำข้าวจาก 12,000 บาทต่อตัน เป็น 15,000 บาทต่อตัน รวมถึงจำกัดวงเงินไม่เกิน 500,000 บาทต่อครอบครัว ถึงวันที่ 15 ก.ย. 2556 นั้น รศ.นิพนธ์ พัวพงศ์กร นักวิชาการเกียรติคุณ ทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า การจำกัดวงเงินรับจำนำข้าวในแต่ละครอบครัวที่ 500,000 บาท และวงเงินรวมที่ 345,000 ล้านบาท ซึ่งหากจำนวนนี้หมด ก็จะไม่สามารถรับจำนำได้ถึง 15 ก.ย.2556 ซึ่งหมายถึงการหยุดรับจำนำข้าว เพราะข้าวนาปรังที่เหลืออยู่ขณะนี้ค่อนข้างเยอะ และมีชาวนาจำนวนหนึ่งไม่ได้เข้าโครงการในครั้งนี้ ทั้งนี้ ในการรับจำนำข้าวรอบใหม่ รัฐบาลควรพิจารณาราคาให้เรียบร้อย และชัดเจนมากกว่านี้
นอกจากนี้ เห็นว่า รัฐบาลควรมีกลยุทธในการระบายข้าว ซึ่งไม่ควรประกาศระบายข้าว 5-6 ล้านตัน ให้ได้ภายใน 3 เดือน เนื่องจากจะส่งผลต่อราคาในตลาด ทำให้ราคาข้าวตกลง อย่างไรก็ตาม การระบายข้าวนึ่งเป็นนโยบายที่ดี ขณะที่การระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) นั้น สามารถทำได้ค่อนข้างลำบาก เนื่องจากมีคู่แข่งจำนวนมาก ขณะที่ความต้องการมีเพียง 3 ล้านตันเท่านั้น ซึ่งหากต้องการขายได้ จำเป็นต้องตัดราคาให้ต่ำลง
รศ.นิพนธ์ ยังกล่าวอีกว่า ยังมีข้าวที่หายไป 2.5 ล้านตัน ตั้งข้อสังเกตว่า อาจเป็นสาเหตุหนึ่งในการลดราคาจำนำข้าวลงมาที่ 12,000 บาทต่อตัน ซึ่งเชื่อว่ามีความเกี่ยวโยงกัน และนำข้าวมาหมุนเวียนในโครงการ ที่ถึงแม้ว่า รัฐบาลมีระบบการตรวจสอบที่ดี และในทางกลับกัน แนวทางการปฏิบัติและตรวจสอบข้าวนั้น ยังไม่รัดกุม และมีประสิทธิภาพมากเท่าที่ควร
ทั้งนี้ รัฐบาลควรจะมีกลไก หรือเครื่องมือในการป้องกัน การนำข้าวมาหมุนเวียนในระบบ ซึ่งอาจต้องพึ่งเทคโนโลยี เช่น ระบบจีพีเอส ในการติดตามข้าวที่เข้าโครงการไปจนถึงโรงสีข้าว ซึ่งอาจเป็นทางหนึ่งที่ช่วยปัญหาการนำข้าวมาหมุนเวียนในโครงการได้
อย่างไรก็ตาม วันนี้ (2ก.ค.56) กขช.เตรียมเสนอมติการขยายรับจำนำข้าวในราคาตันละ 15,000 บาทให้คณะรัฐบมนตรีทราบต่อไป
