รายงานพิเศษ : ประชามติจำลองเรื่องเอกราช : อย่ากลัวเหมือนเห็นผี

การเมือง
18:22
จำนวนผู้ชม 651
รายงานพิเศษ : ประชามติจำลองเรื่องเอกราช : อย่ากลัวเหมือนเห็นผี
หลากมุมมองของภาคนักวิชาการ ต่อกรณีการทำประชามติจำลอง เรื่องเอกราช ความกังวลต่อการอาจจะเกิดขึ้น ของ ปรากฏการณ์ของ Pataniphobia
อย่าให้การทำประชามติจำลองเรื่องเอกราชของนักศึกษา ที่เหมือนการทดลองในห้องวิทยาศาสตร์ กลายเป็นปรากฎการณ์ Pataniphobia

มันเป็นแค่การทดลองของคนไม่กี่คน

เป็นความกังวลของ รศ.ดร.สามารถ ทองเฝือ นักวิชาการคณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ที่มองถึงกระแสการวิพากษ์วิจารณ์เรื่อง ขบวนนักศึกษาแห่งชาติ จัดปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “การกำหนดอนาคตตนเอง” และมีการจำลองการลงประชามติเพื่อแยกตัวเป็นเอกราช

โดยเชื่อว่า กิจกรรมของนักศึกษามีความมุ่งหมายเพียงแค่ต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ฟังเสียงของพวกเขา ไม่ถึงขั้นที่จะแบ่งแยกดินแดน เพราะการประชามติจำลอง ก็เหมือนเด็ก ๆ ที่เรียนอยู่ในห้องวิทยาศาสตร์ กำลังทดลอง ในวันนี้ คนที่เข้าร่วมกิจกรรมก็ไม่กี่สิบคน มันก็อยู่ในกรอบกติกา แต่หน่วยงานความมั่นคงอาจวิตกกังวลเกินไป

เหมือนคนกลัวผี ทั้งที่ไม่รู้ว่าผีมีจริงหรือเปล่า

มันก็เหมือนเรากลัวผี แต่ไม่รู้ว่า ผีมีอยู่จริงไหม ผมขอเรียกว่า สิ่งนี้กำลังสร้างให้เกิด ปาตานีโฟเบีย (Pataniphobia) เช่นเดียวกับปรากฏการณ์อิสลามโฟเบีย ที่ทำให้เกิดความเกลียดชังคนมุสลิมไปทั่วโลก จึงอยากให้หน่วยงานด้านความมั่นคงเปิดใจให้กว้าง

รศ.ดร.สามารถ มองว่า ตามหลักการสังคมประชาธิปไตย ต้องสามารถถกเถียงกันได้ พูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้ ให้อยู่ในกรอบ ในหลักเกณฑ์และกติกา และเรื่องนี้ก็เป็นการจำลองของกลุ่มนักศึกษา ซึ่งถือเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำ ที่เยาวชนได้เรียนรู้ในพื้นที่ปลอดภัยคือมหาวิทยาลัย ดีกว่า ไปทำประชามติจำลอง ในตลาด ชุมชน หรือในหมู่บ้านที่ไม่ปลอดภัยเลย

เรื่องนี้ถ้าเปรียบการเล่นกีฬา ยังไม่ได้เริ่มเล่นเลย อีกฝั่งหนึ่งก็โดนใบแดงแล้ว ทั้ง ๆ ที่ใบเหลืองก็ยังไม่ได้ให้เลย มันหนักเกินไปสำหรับเยาวชน สิ่งสำคัญคือผู้ใหญ่อย่างเราๆ ต้องใช้หลักรัฐศาสตร์ให้มากกว่าหลักนิติศาสตร์ การเมืองนำการทหาร เพราะอย่าลืมว่า แม้วันนี้ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ความรุนแรงลดลง แต่ต้องยอมรับความจริงว่า ความขัดแย้งยังดำรงอยู่ตลอดเวลา การปิดปาก ไม่ให้ได้ส่งเสียงเลย มันจะแก้ความขัดแย้งได้อย่างไร จะนำไปสู่ความสันติสุขได้อย่างไร

อาจผลักให้ผู้คิดต่าง กลับไปสู่การต่อสู้ใต้ดินอีกครั้ง

แม้เรื่องของการกำหนดอนาคตตัวเอง จะเป็นเรื่องที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยในหลายเวทีทางวิชา การและเครือข่ายภาคประชาชน แต่เมื่อพูดถึงเอกราช ก็ยังเป็นคำที่อ่อนไหว สำหรับสังคมทั่วไป หรือหน่วยงานด้านความมั่นคง ในมุมมองของ ผศ.ดร.อับดุลรอนิง สือแต นักวิชาการ คณะวิทยาการอิสลาม มอ.ปัตตานี

เป็นการพูด “ผิดเวลา”

โดยเห็นการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในเรื่องนี้ อาจเป็นเพราะเป็นการหยิบยกมาพูด “ผิดเวลา” เพราะถ้าหยิบเรื่องนี้มาพูดในอีก 3-4 ปี ให้หลัง สังคมอาจจะเข้าใจหลักการนี้มากกว่านี้ แต่การพูด หรือ ทำกิจกรรมในปัจจุบัน ก็ทำให้เกิดการรับไม่ได้และฝืน อีกทั้งอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านของรัฐบาล จึงถูกนำมาตีให้เสียงดังมากขึ้น ทั้ง ๆ ที่มันเป็นกิจกรรมที่ใหญ่โตมากมาย และยังเป็นกิจกรรมพ่วงของการเสวนาทั้งหมด

เช่นเดียวกับยุคหนึ่งที่คำว่า “ญิฮาด” หรือการต่อสู้ทางศาสนาสงครามศักดิ์สิทธิ์ คำว่า “ปาตานี” กลายเป็นคำอ่อนไหว แต่วันนี้ก็พูดกันได้ เข้าใจกัน สังคมเปิดกว้างมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้เรื่องนี้จะถูกหยิบมาพูด “ผิดเวลา” แต่ในกระบวนการสร้างสันติภาพในพื้นที่ หลายฝ่ายพยายามที่จะเปิดโอกาสให้กลุ่มที่คิดต่าง เข้ามาแสดงความคิดเห็น ส่วนแนวคิดการแบ่งแยกดินแดน ก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งแค่ความคิดบางคน ซึ่งการเปิดให้แสดงความคิดนี้คือ หนทางการต่อสู้ในเชิงสันติวิธีที่สุดแล้ว

การกำหนดอนาคตตัวเอง-เป็นเอกราช คนละเรื่องกัน

และสังคมต้องทำความเข้าใจว่า “การกำหนดอนาคตตัวเองและการเป็นเอกราช” นั้นไม่ใช่เรื่องเดียวกันทั้งหมด เพราะจุดหมายปลายทางของการกำหนดอนาคตตัวเอง อาจเป็นแค่การกระจายอำนาจ หรือ การกำหนดเงื่อนไขต่าง ๆ ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยที่มีอยู่เดิม

ซึ่งการเป็นเอกราช หรือ แบ่งแยกดินแดนมันไกลมาก และอาจจะไม่ใช่ จุดหมายปลายทางของการกำหนดอนาคตตัวเอง หรือ อาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของความต้องการของคนที่นี่ทั้งหมดก็ได้

เราพยายามที่จะชักจูง หรือเรียกร้องให้คนที่ใช้อาวุธ หรือความรุนแรงในการต่อสู้ เข้าสู่การต่อสู้ทางการเมือง ซึ่งการเปิดกว้างในเรื่องของความคิดเห็น เป็นจุดสำคัญ ที่จะเรียกให้ผู้คนที่ยังปฏิบัติการความรุนแรงในพื้นที่หันหน้ามาคุย แต่หากรัฐเลือกใช้ยาแรง ทำให้กระบวนการที่กำลังเดินไป มันสั่นคลอน อาจทำให้เด็กและเยาวชนหรือคนที่จะเปิดใจก้าวมาใช้วิธีทางการเมือง ก็อาจกลับไปใต้ดินใหม่

หวั่นเรื่องนี้จะกระทบการพูดคุยสันติสุข

ผศ.ดร.อับดุลรอนิง ยังกังวลว่า หากมีการเลือกใช้กฎหมายหนักกับผู้ที่เกี่ยวข้อง อาจกระทบกับการพูดคุยสันติสุขกับบีอาร์เอ็น หนึ่งใน 3 หัวข้อของการหารือ ระหว่างการทำแผนปฏิบัติการร่วมเพื่อสร้างสันติสุขแบบองค์รวม หรือ JCPP

ประเด็นการปรึกษาหารือกับประชาชน เพื่อนำไปสู่การแสวงหาทางออกทางการเมือง ก็เป็นหนึ่งในหัวข้อที่ถูกบรรจุไว้ แต่หากหน่วยงานในพื้นที่ปฏิบัติแตกต่างออกไป ก็กลัวว่าจะเกิดอาการช็อก หรือ เกิดภาวการณ์ถอยหลังกระบวนการนี้อีกครั้ง

เรื่องนี้จะจบได้สวย หากทุกฝ่ายเปิดใจจับเข่าคุยกัน แบบบริสุทธิ์ใจ เพราะหากไม่สามารถให้คนที่คิดต่างมีความรู้สึกได้ว่า ตัวเขาเองอยู่ร่วมกันในประเทศชาติ พวกเขาเหล่านั้นอาจจะคิดว่า อยู่ไปก็ไม่มีประโยชน์ อยู่ไปก็ไม่มีความเป็นธรรม อยู่ก็ไม่มีสิทธิ จะอยู่ไปทำไม ขอแบ่งไปเลยดีกว่า

ผศ.ดร.อับดุลรอนิง แนะนำว่า หน่วยงานด้านความมั่นคง ก็ต้องแสดงจุดยืนให้ชัดเจนว่า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้อง หรือได้รับไฟเขียวจากการเมือง และควรเปิดโอกาสให้ว่าที่ ส.ส.ที่ร่วมเวที ที่เชื่อว่าทุกคนก็ได้รับเชิญเหมือนปกติ ซึ่งเมื่อมีกิจกรรมของนักศึกษาเชิญมาร่วมบรรยายก็ตอบรับ แต่เหนือสิ่งอื่นใด โดยอาจไม่ทราบถึงกิจกรรมนี้ แต่ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง หน่วยงานด้านความมั่นคง นักศึกษา หรือคนทั่วไปก็ต้องมีสิทธิชอบธรรมที่จะแสดงความคิดเห็นในเรื่อง

ชี้อย่าใช้อารมณ์ แต่ให้ทำความเข้าใจ

รศ.ดร.มารค ตามไท อาจารย์ประจำสาขาสันติศึกษา มหาวิทยาลัยพายัพ เป็นหนึ่งในผู้ที่ได้ปาฐกฎาพิเศษ ที่เข้าร่วมงานในวันนั้นผ่านทางออนไลน์ ระบุว่า ไม่ได้รู้จักกลุ่มนักศึกษาเป็นการส่วนตัว แต่สนับสนุนกิจกรรม หรือการแสดงออกของนักศึกษาอยู่แล้ว อีกทั้งเป็นผู้ที่ทำงานวิจัย และศึกษา เรื่องของการกำหนดอนาคตตัวเองมานาน จึงเข้าร่วม

รู้สึกแปลกใจ ที่เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องนี้ เพราะหากย้อนมองประวัติศาสตร์ เรื่องการกำหนดอนาคตตัวเอง เป็นเรื่องเก่าแก่นับร้อยปี เป็นสิทธิ เป็นหลักการ และเป็นที่ยอมรับของสังคมที่เข้าใจประชาธิปไตย ซึ่งการกำหนดอนาคตตัวเองมันมีหลายระดับ ตั้งแต่ระดับชีวิตตัวเอง ครอบครัวหรือ ชุมชน หรือจะให้เข้าใจง่ายๆ คือ การกำหนดอนาคตตัวเอง ทั้งภายในหรือภายนอก ภายนอกก็คือ การกระจายอำนาจ ทั่วโลกก็เป็นแบบนี้

ถ้าวันหนึ่งคนที่อยู่ในสังคมบอกว่า ไม่อยากอยู่ด้วยแล้ว ไม่มีความสุขที่จะอยู่กับรัฐ เพราะความฝันเราต่างกัน เราก็ไปใช้วิธีรับฟังความคิดเห็นร่วมกัน ในการการกำหนดชะตากรรมตัวเองแบบภายนอก แต่เรื่องนี้กลับถูกไปโยงกับเรื่องเอกราช ซึ่งไม่ใช่คำตอบทั้งหมด

รศ.ดร.มารค ยังตั้งข้อสังเกต ถึงรายละเอียดในบัตรการลงประชามติ ซึ่งพบว่าไม่ใช่ประชามติให้เลือกเอกราชหรือไม่ แต่ในบัตรชี้ชัดว่า เห็นด้วยหรือไม่ หากจะมีการทำประชามติเรื่องเอกราช อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และท้ายสุดแล้ว การเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ไม่ได้ส่งผลอะไร

จริง ๆ วิธีที่นักศึกษาใช้ อาจเป็นความพยายามที่จะใช้สันติวิธีแก้ปัญหา และกลุ่มนี้ก็คงอยากรู้ว่าคนปัตตานีไม่ว่าจะเป็นใครเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยหรือไม่ ซึ่งการทำประชามติเพื่อเป็นเอกราชของจริง มันคนละเรื่องกันเลย บางคนอาจจะแย้งว่า เรื่องนี้มันผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ อยากบอกว่า มันไม่ไกลถึงขนาดนั้น และระบอบประชาธิปไตย คือ ทุกคนมีสิทธิ์แสดงความเห็นว่าไม่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ต้องถกเถียงกันด้วยเหตุและผล และเรื่องนี้ก็ไม่ควรเอาอารมณ์มาชี้นำ

ตนเห็นว่า ควรสนับสนุนเยาวชนนักศึกษาในทุกเรื่องไม่ใช่เฉพาะเรื่องภาคใต้ เพื่อให้เยาวชน ได้มีส่วนในการช่วยกันคิดแก้ปัญหาบ้านเมือง ใช้ปัญญา และพื้นฐานที่ต่างกันมาช่วยกัน ไม่ควรทำให้พวกเขาหดหู่ไม่อยากมีส่วนช่วยบ้านเมืองนี้ ซึ่งจะไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศเลย

ติชิลา พุทธสาระพันธ์ ผู้สื่อข่าว ศูนย์ข่าวภาคใต้ รายงาน

แท็กที่เกี่ยวข้อง:

-