เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.2568 ตัวแทนเครือข่ายหลายจังหวัดในภาคใต้ เดินทางมาชุมนุมที่แยกควนหนองหงส์ อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช คัดค้าน “โครงการแลนด์บริดจ์ชุมพร-ระนอง” และคัดค้าน พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ ซึ่งกำลังจัดทำขึ้น เพื่อรองรับนิคมอุตสาหกรรมใน จ.ชุมพร และ จ.ระนอง
เป็นการชุมนุมในชื่อ “รวมพลคนใต้ปกป้องแผ่นดินหยุดกฎหมาย SEC” ประกอบด้วย กลุ่มรักษ์พะโต๊ะ จ.ชุมพร กลุ่มรักษ์ระนอง จ.ระนอง ทีมนาบอน จ.นครศรีธรรมราช สมาคมประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย ทีมรักษ์เขากระบี่ จ.กระบี่ ทีมสายน้ำสีเขียว จ.พัทลุง ทีมจะนะรักษ์ถิ่น จ.สงขลา ทีมนักรบผ้าถุง จ.สงขลา ตัวแทน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตัวแทน จ.พังงา จ.ภูเก็ต และ จ.ตรัง
ระหว่างการชุมนุม ตัวแทนกลุ่มต่าง ๆ ได้ร่วมกันออกแถลงการณ์ “คนใต้นับ10 ล้านคน ไม่อยู่ในสายตาของรัฐบาล” ระบุว่า เรียนพี่น้องประชาชนชาวใต้และพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ
บัดนี้รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทย ได้มีมติคณะรัฐมนตรี ให้ผลักดันกฎหมายกำกับการพัฒนาภาคใต้ฉบับหนึ่ง เรียกว่า “พระราชบัญญัติระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้”
ซึ่งเป็นกฎหมายที่จะนำไปสู่การยึดกุมทรัพยากรในแผ่นดินภาคใต้ นำไปให้กับนักลงทุนต่างชาติ กฎหมายฉบับนี้จะก่อเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างกว้างขวาง ครอบคลุมพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้และยึดกุมยาวนานชั่วลูกชั่วหลาน
กฎหมายการพัฒนาระดับพระราชบัญญัติที่ชื่อว่า พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะคือ การสถาปนาแม่บทแห่งการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งจะส่งผลต่อทุกคนรวมและทรัพยากรธรรมชาติทั้งมวล
ภายใต้ความสำคัญเช่นนี้ ควรอย่างยิ่งที่รัฐบาลจะต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ รับฟังอย่างรอบด้าน และกำหนดมาตรการจากข้อเท็จจริงของพื้นที่ แต่ในความจริงกลับปรากฏว่า รัฐบาลกำลังดำเนินการตรงกันข้าม ด้วยการกำหนดกฎหมายการพัฒนาภาคใต้ จากการลอกกฎหมายฉบับอื่นมาสวมทับคนใต้ เสมือนว่า ถ้าจะพัฒนาภาคใต้ ไม่จำเป็นต้องขบคิดใคร่ครวญว่าคนใต้จะเป็นอย่างไร
เนื้อหาของกฎหมายฉบับคณะรัฐมนตรีทั้ง 71 มาตรา ไม่ปรากฏว่า คนใต้อยู่ในสมการการพัฒนา เพราะเมื่อประมวลเนื้อหาทั้ง 71 มาตราแล้ว กฎหมายฉบับนี้บีบให้คนใต้ มีหน้าที่เพียง 2 ประการ คือ หน้าที่การรับรู้ข้อมูลข่าวสาร และรับการเยียวยาจากผลกระทบ
เมื่อพิจารณาเนื้อหาทั้งหมด ก็สอดคล้องกับความตั้งใจของรัฐบาล นั่นคือ การไม่ให้คุณค่าคนท้องถิ่นและศักยภาพของพื้นที่ โดยทั้ง 71 มาตรา มุ่งสู่เป้าหมาย 2 ประการคือ การยกเว้นกฎหมาย เพื่อทำให้นักลงทุนดำเนินการลงทุนได้อย่างสะดวก และการกำหนดมาตรการพิเศษเพื่อจูงใจให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาครอบครองทรัพยากร
ทิศทางของกฎหมาย SEC บ่งชี้ชัดเจนว่า ถ้าภาคใต้จะเจริญต้องยกกรรมสิทธิ์ในปัจจัยการพัฒนาทั้งปวงแก่นักลงทุน หากปล่อยให้กฎหมายฉบับนี้ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา จะก่อการเปลี่ยนแปลงเชิงลบต่อเศรษฐกิจการเกษตรและการท่องเที่ยว ประชาชนจะสูญเสียที่ดิน รวมทั้งพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการเกษตร การประมงและกิจการท่องเที่ยวจะเหลือน้อยลง
ภาคใต้จะถูกยึดน้ำเพื่อนำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรม ผังเมืองจะเปลี่ยนแปลงรองรับการเกิดนิคมอุตสาหกรรม ที่ดินและแหล่งน้ำจะกลายเป็นแหล่งรองรับขยะอุตสาหกรรม ภายใต้กฎหมายฉบับนี้ต่างชาติจะมีสิทธิเหนือกว่าคนไทย
การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้ รัฐบาลกำหนดไว้ว่า จะต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในเดือนธันวาคม 2568 โดยในเดือนกรกฎาคมนี้ จะนำร่างเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร หากเป็นไปตามที่รัฐบาลกำหนด ปีหน้า 2569 ภาคใต้จะมีแผ่นดินใหม่ นั่นคือ หนึ่งพื้นที่สองการปกครอง คนใต้จะเริ่มต้นกลายเป็น “คนพื้นเมือง” ซึ่งกฎหมายจะยกเว้นไม่คุ้มครอง ส่วนต่างชาติจะอยู่ภายใต้กฎหมายพิเศษที่ได้รับความคุ้มครองเป็นพิเศษ
จึงเป็นวาระสำคัญยิ่ง ที่คนใต้จะต้องช่วยกันสร้างการรับรู้ เพื่อให้เกิดการตื่นตัวต่อการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ วันนี้ 1 มิ.ย.2568 ณ สี่แยกควนหนองหงส์ อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช จึงถือเป็นการรวมตัวครั้งสำคัญของเครือข่ายประชาชนภาคใต้ จำนวนนับร้อยเครือข่าย
เพื่อประกาศเจตนารมณ์ต่อรัฐบาลว่า ประชาชนภาคใต้จะไม่ยินยอมให้เกิดกฎหมายพิเศษเช่นนี้ขึ้น เราจะปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างการตื่นตัวแก่คนใต้ และคนทั่วประเทศเพื่อต้านทานการนำทรัพยากรของประชาชนไปให้นักลงทุนต่างชาติถือครอง
ขอน้อมเตือนไปยังรัฐบาลว่า จงเดินกลับมาสู่เส้นทางที่ถูกต้อง นั่นคือยุติการดำเนินการเพื่อให้พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้สู่การบังคับใช้ หากรัฐบาลยังไม่ยินยอมยุติการเดินหน้ากฎหมายฉบับนี้ เราจะใช้ความพยายามทั้งมวล ยกระดับปฏิบัติการ เพื่อปกป้องแผ่นดินภาคใต้ที่เป็นของประชาชน มิให้คณะรัฐบาลชุดนี้นำไปขายให้กับต่างชาติ
อ่านข่าว : “ชาวประมง-แม่ค้าปลา” เชียงแสน โอดขายปลาไม่ได้ วอนรัฐเร่งแก้ปัญหาแม่น้ำกก
นายกฯกัมพูชา เตรียมนำข้อพิพาทชายแดนไทยสู่ "ศาลโลก"
"อนุทิน" เมินโผหลุด มท. "ประเสริฐ" แทน โอดล้มก้นจ้ำเบ้า มือบวม
