วันนี้ (29 ส.ค.2568) สส.พรรคเพื่อไทย นัดรวมตัวกัน 14.00 น. ก่อนเดินทางไปทำเนียบรัฐบาล เพื่อให้กำลังใจ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สอดรับกับรายงานข่าวที่อ้างถึง นายกรัฐมนตรี ที่จะเข้าทำเนียบรัฐบาลในวันนี้ เพื่อติดตามฟังคำวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญ เหตุจากคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฯ ฮุน เซน
จนถึงเวลานี้ พรรคเพื่อไทย ยังมั่นใจว่า นายกรัฐมนตรี จะหลุดพ้นจากข้อกล่าวหาในคำร้อง โดยให้ความสำคัญกับเจตนาที่เป็นไปโดยบริสุทธิ์ใจ และบทสนทนาเป็นไปตามหลังเจรจาเพื่อคลี่คลายปมชายแดนไทย-กัมพูชา โดยบริสุทธิ์ใจ
นอกจากการตีความจาก "มติ 5 : 4" คล้ายจะให้โอกาสนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร เลื่อนส่งคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเป็นครั้งที่ 2 หรือตีความจากการเปิดไต่สวน "ผู้ถูกร้องและพยาน" เหมือนจะเปิดโอกาสรับฟังนายกฯ แพทองธาร หรือจะตีความจากความมั่นใจของคนในพรรคเพื่อไทย ที่บอกว่าได้รับสัญญาณเชิงบวก หากแต่ย้อนกลับไปฟังคลิปเสียงสนทนานั้นอีกครั้ง ควบคู่ไปกับคำชี้แจงของนายกฯ แพทองธาร อาจมองเห็นแนวโน้มว่า "รอด"
คลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฯ ฮุน เซน ที่ถูกอ้างในคำร้องหากประมวลจากคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ของนายกรัฐมนตรี "แพทองธาร ชินวัตร" ควบคู่ไปกับข้อสังเกต ที่พอจะมองเห็นและเป็นประเด็นว่า อาจเป็นข้อวินิจฉัย ความซื่อสัตย์-สุจริต หรือเหตุที่จะกระทำการ ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรม
จากบทสนทนามุมหนึ่งชี้ว่า "ไม่อยากให้อังเคิลฟังคนที่เป็นฝั่งตรงข้าม" เนื้อความตรงนี้ ชี้ถึงความสัมพันธ์ ระหว่างนายกฯ กับฮุน เซน แต่อีกมุมหนึ่งเห็นว่าเนื้อหาสาระที่ผสมผสานอยู่ในวลีนี้ คือการพูดคุยเรื่องชายแดน ที่แจกแจงว่า ไม่อยากให้รู้สึกไม่ชอบใจหรือโกรธ นั่นเท่ากับกำลังแยกคนออกจากปัญหา
หรือบทสนทนาที่ทางหนึ่งเชื่อว่าถ้อยคำ "เห็นใจหลานหน่อย คนไทยไล่เราไปเป็นนายกฯ ที่เขมรหมดแล้ว" คือความที่บ่งบอกถึงการรักษาสถานะของตัวเอง แต่อีกทางหนึ่งกลับเห็นว่า ความที่ปะปนอยู่กับประโยคร้องขอ คือเจตนาต้องการให้เกิดความสงบสุข เหมือน "ตอนก่อนที่จะปะทะ" นี่คือเจตนาเจรจาคลี่คลายปัญหาประเทศ
หรือจะบทสนทนาที่ว่า "อยากได้อะไร ก็ให้บอกมาได้เลย เดี๋ยวจะจัดการให้" ซึ่งเป็นข้อครหา ว่ายินยอมคู่เจรจา แต่ส่วนท้ายของถ้อยคำนี้ อ้างถึงการเปิด-ปิดชายแดนตรงช่องบก ก่อนจะร้องขอให้สถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ โดยในรายละเอียดทั้งหมด ผู้ร้องอ้างไว้ในคำร้องและผู้ถูกร้องก็แก้ข้อกล่าวหาในคำชี้แจง
คลิปเสียงสนทนาระหว่างนายกรัฐมนตรีกับฮุน เซน ที่ถูกเผยแพร่ในสังคมออนไลน์ เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.ที่ผ่านมา ความยาวอยู่ที่ 9.30 วินาที แต่คลิปเสียงสนทนาฉบับเต็ม รวม 17 นาที
ตามกระบวนการพิจารณาคดีความอาญาคือต้อง "ให้สิ้นความสงสัย" ขณะที่คำร้องคลิปเสียงสนทนา นอกจากข้อกล่าวหาของผู้ร้อง และคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของผู้ถูกร้อง ที่ต้องประมวลข้อมูลทั้งหมดแล้ว ยังต้องประกอบกับข้อมูลที่ได้จากการไต่สวนและโดยหลักพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญเรียกว่า ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจ ที่จะพิจารณาจากข้อกฎหมาย ข้อเท็จจริง และความเป็นจริง ซึ่งสถานการณ์บ้านเมืองและการเมืองก็เคยเป็นข้ออ้างถึง
ถ้ายึดตามข้อกฎหมาย ปฏิเสธไม่ได้ว่า การจะวินิจฉัยให้พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี หรือจะไปถึงขั้นตัดสิทธิ์ทางการเมือง ย่อมต้องตีความและชี้ขาดเคร่งครัด เพราะมีผลต่อบุคคลและตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วย แต่ก็ต้องยอมรับอีกว่าข้อกล่าวหาตามคำร้องเขียนไว้แบบกว้าง
รศ.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์จากสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ที่จะอ้างถึงมาตรฐานทางจริยธรรม ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา 30 ม.ค.2561 ข้อที่ 17 : เขียนว่า "ไม่กระทำการใดที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง" ซึ่งตีความแล้วไม่ใช่มาตรฐานจริยธรรมอันเป็นอุดมการณ์
ประกอบกับ ข้อที่ 27 : เขียนว่า "การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม (ในหมวด 1) คือ จริยธรรมอันเป็นอุดมการณ์ให้ถือมีลักษณะร้ายแรง แต่การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม (หมวด 2 และ 3) จริยธรรมอันเป็นค่านิยมและจริยธรรมทั่วไป จะถือว่ามีลักษณะร้ายแรงหรือไม่ ให้พิจารณาถึงพฤติกรรม เจตนา และความเสียหาย
ซึ่งนอกจากคำร้อง จะรวบรวมทั้ง 3 หลักการพิจารณาเป็นข้อกล่าวหาแล้ว ในคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของ นายกฯ แพทองธาร ก็ไล่เรียงแต่ละประเด็นนี้ไว้เช่นกัน
คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญมีผลผูกพันทุกองค์กร แต่ตอนนี้มีคนพูดกันจนเป็นกระแสว่า "5:4" และ "9:0" ไม่ใช่ว่านายกฯ แพทองธาร รอดแบบฉิวเฉียด 5:4 แต่กำลังสะพัดกันว่ารอดด้วยเสียงเอกฉันท์ "9:0" และรัฐบาลพรรคเพื่อไทย เตรียมแถลงผลงานครบรอบ 1 ปี
อ่านข่าว :
ถ่ายทอดสด ศาล รธน.นัดชี้ชะตา "แพทองธาร" ปมคลิปเสียงคุย "ฮุนเซน"
"แพทองธาร" หวังได้ไปต่อ ลุ้นศาลชี้ชะตา 29 ส.ค.
จับตาทีมกฎหมาย "แพทองธาร" ยื่นแถลงปิดคดีคดีคลิปเสียงฮุนเซน 25 ส.ค.