วันนี้ (9 ส.ค.2569) รศ.ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ บริพัตร อาจารย์ประจำสาขาวิชาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า การที่ไทยมีปฏิสัมพันธ์กับรัฐบาลทหารเมียนมาในครั้งนี้ เหมือนเป็นเกมวัดใจ บนหลักประกันที่ยังไม่แข็งแรง เพราะการดำเนินนโยบายลักษณะนี้ของไทย เป็นไปเพื่อสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ และส่งสัญญาณบอกรัฐบาลเมียนมาว่า ไทยเป็นมิตร พึ่งพาได้ และไม่หักหลัง รวมถึงพิสูจน์ให้เห็นถึงความพร้อมที่จะเป็นมิตรในทุกมิติ ผ่านการแบกรับข้อวิจารณ์ หรือความเสี่ยงที่เกิดขึ้นทั้งภายใน และภายนอกประเทศไทยเอง ดังนั้น รัฐบาลเมียนมาเองก็ต้องพิสูจน์ว่าหลังจากนี้จะสามารถดำเนินการได้ตามที่ไทยมุ่งหวังหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ไทยจะคาดหวังการดำเนินงานของรัฐบาลทหารเมียนมาได้มากน้อยขนาดไหน ซึ่งถ้าดูจากพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ และความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศก็ถือว่าเป็นเรื่องยาก และไม่ใช่เรื่องที่จะแก้ไขได้เร็ว ไม่ว่าจะเป็นการเปิดให้เมียนมาเข้าไปในอาเซียน หรือกระบวนการสันติภาพที่จะเกิดขึ้น เพราะที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าการเมืองเมียนมามีการควบคุมตัวเองมาโดยตลอด และปัจจัยภายนอกแทบจะไม่มีผลกับการขับเคลื่อนกระบวนการทางการเมืองภายในเมียนมาเลย
ขณะที่ประเด็นปัญหาต่างๆ ที่ส่งผลกระทบมายังไทย ซึ่งมีการหยิบยกมาหารือด้วยนั้น ตนมองว่า ประเด็นเรื่องการจัดการปัญหาสแกมเมอร์น่าจะช่วยแก้ไขกันได้ เพราะมีความร่วมมือมาอยู่แล้ว และเมียนมาเองก็ได้รับผลกระทบเหมือนกัน หรือเรื่องการค้าชายแดนก็คิดว่าพอไปได้ เนื่องจากเมื่อมีข้อตกลงระหว่างกันมากขึ้นก็เห็นถึงแรงสนับสนุนจากภาคเอกชนของไทยที่พยายามจะให้มีการฟื้นฟูความสัมพันธ์ แต่ถ้าเป็นเรื่องความรุนแรง หรือปัญหามลพิษและสิ่งแวดล้อมข้ามชายแดน คงจะคาดหวังไม่ได้ว่า สิ่งเหล่านี้จะได้รับการแก้ไขในเร็ววัน จากการมีเงื่อนไขหลายส่วน เช่น ชนกลุ่มน้อยที่ถ้ากระบวนการสันติภาพไม่เริ่มเกิดขึ้น การแก้ไขก็น่าจะทำได้โดยไม่มีประสิทธิภาพ
หากมองเรื่องจังหวะเวลา ก็ถือเป็นช่วงจังหวะเวลาที่ดีของไทยในการจะมีปฏิสัมพันธ์กับเมียนมา เนื่องด้วยเหตุผล 2 ประการ ได้แก่ 1. ประเทศไทยกำลังจะเป็นประธานและเจ้าภาพอาเซียน ในปี พ.ศ.2571 ซึ่งระหว่างนี้หากสามารถช่วยประสานงานในเรื่องสันติภาพ และทำให้เมียนมาเข้าสู่อาเซียนเต็มตัวอีกครั้งได้ ก็น่าจะส่งผลดีให้กับไทย และ 2.นายมิน ออง ไลง์ เพิ่งได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ถึงแม้จะยังไม่มีความชอบธรรม 100% แต่ก็มีการแสดงให้เห็นว่า ยังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศมหาอำนาจอีก 2 ประเทศ คือ จีน และอินเดีย จึงทำให้เกิดแรงส่งให้ไทยต้องหาทางเกี่ยวพันกับเมียนมาบางประการไว้
รศ.ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ กล่าวต่อไปว่า ในอีกด้าน การที่ประเทศไทยเชื้อเชิญมิน ออง ไลง์ มาเยือน พร้อมกับมีการต้อนรับในระดับสูงสุดเช่นนี้ ในแง่พฤตินัยแล้วถือเป็นการแสดงการยอมรับการมีอยู่ของรัฐบาลเมียนมาภายใต้ผู้นำอย่าง มิน ออง ไลง์ ที่ถึงแม้ทางรัฐบาลไทยจะบอกว่า ไม่เกี่ยวกับความชอบธรรมของรัฐบาลเมียนมาก็ตาม ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้ ไทยก็จะต้องเผชิญกับการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมในการแสดงมิตรไมตรี กับผู้นำประเทศที่ยังคงโดนการกดดันระหว่างประเทศ โดนคว่ำบาตร และยังมีความสุ่มเสี่ยงที่จะถูกดำเนินคดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
ทั้งนี้ตนคิดว่าการดำเนินการในครั้งนี้ของประเทศไทย คงไม่กระทบกับภาพรวมความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ และการดำเนินนโยบายการต่างประเทศของไทย เพราะถ้าดูมิติประวัติศาสตร์แล้ว ไทยมีปัญหาและถูกตั้งคำถามถึงความเกี่ยวพันกับรัฐบาลทหารเมียนมามาโดยตลอด ฉะนั้นครั้งนี้จึงไม่ใช่ครั้งแรก เพียงแต่ในครั้งล่าสุดนี้ประชาคมระหว่างประเทศให้ความสนใจมาก เพราะความรุนแรงที่เกิดขึ้นในเมียนมา ตั้งแต่ปี พ.ศ.2564 ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรง และลึกซึ้งต่อประชาชนเมียนมาในหลากหลายมิติและเห็นได้ชัด
“ข้อวิพากษ์วิจารณ์จะถาโถมสู่ประเทศไทยอยู่แล้ว แต่ไม่ใช่ไทยไม่เคยเจอ เพราะครั้งหนึ่งหลังเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1988 และการล้มการเลือกตั้งเมื่อปี ค.ศ.1990 ไทยก็ยังยึดมั่นในแนวนโยบายเกี่ยวพันอย่างสร้างสรรค์กับรัฐบาลทหารเมียนมาในขณะนั้น และการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในเมียนมาก็กลายมาเป็นข้อวิพากษ์วิจารณ์ถึงสาเหตุที่ไทยยังคงใช้นโยบายเชิงบวกกับรัฐบาลทหารเมียนมา” รศ.ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ กล่าว
กระนั้น สิ่งที่อาจเป็นผลกระทบต่อไทยได้ก็คือ ถ้าหลังจากนี้ไทยมีการทำการค้าการลงทุนมากขึ้นกับเมียนมา แต่ต่อมามีการพิสูจน์ทราบ และออกหมายจับ มิน ออง ไลง์ ในคดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และนำไปสู่การคว่ำบาตรระหว่างประเทศที่ขยายวงกว้างมากขึ้น ก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ส่งผลมาถึงไทย และทำให้การค้าการลงทุนของไทยผ่านเมียนมาได้รับผลกระทบ
เมื่อไทยเลือกที่จะดำเนินนโยบายเปิดกว้าง กับรัฐบาลทหารเมียนมาภายใต้มิน ออง ไลง์ แล้ว หลังจากนี้จะต้องเดินหน้าเต็มที่ และมีความชัดเจนว่า ประเทศไทยต้องการให้เมียนมาทำอะไร รวมถึงควรจะมีข้อเรียกร้องออกมาให้ชัดเจน ทั้งเรื่องการเมืองในประเทศ ปัญหาข้ามพรมแดน และสันติภาพ ที่จะต้องมีพัฒนาการที่เห็นได้ชัด และสะท้อนถึงความจริงใจที่จะฟื้นฟูกระบวนการสันติภาพในประเทศ
และไทยเองก็ต้องหากระบวนการที่จับต้องได้ เข้าไปไกล่เกลี่ย ไม่ว่าจะผ่านการเป็นพื้นที่เจรจา พูดคุย และประนีประนอมการเมืองภายในของเมียนมา ซึ่งไทยดำเนินการอย่างไม่เป็นทางการมาอยู่แล้วตั้งแต่ในอดีต หรือการเป็นสะพานเชื่อมกับประเทศต่างๆ อย่างจีน หรืออินเดีย ที่ตอนนี้ก็มีความสัมพันธ์เชิงบวก
“ถ้าประเทศไทยคิดว่าจะเผชิญกับต้นทุนทางการเมืองโดยการ Engage กับเมียนมา ก็ต้องชัดเจนว่าจะดำเนินการอย่างไร และควรจะมี Red line หรือเงื่อนไขว่าการดำเนินการถ้าถึงจุดหนึ่งแล้วที่เมียนมาพิสูจน์ทราบว่าการดำเนินนโยบายฉันมิตรไม่ได้นำมาซึ่งประโยชน์ที่ดี หรือความเปลี่ยนแปลงภายในเมียนมา ไทยก็ควรจะประเมินการดำเนินนโยบายต่อเมียนมา ซึ่งเป็นสิ่งที่ทั้งประชาคมภายในประเทศ และต่างประเทศต้องการเห็น ไม่ใช่เปิดความสัมพันธ์แล้ว ปล่อยให้การดำเนินสันติภาพอยู่ในความพอใจของเมียนมาฝ่ายเดียว” รศ. ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ กล่าว
อ่านข่าว:
"อนุสรณ์" ตะโกนเรียกร้องสันติภาพระหว่าง ปธ.วุฒิสภาต้อนรับ "มิน ออง ไลง์"
ไทย-เมียนมา ลงนาม TOR แก้สารพิษแม่น้ำกก ถกนัดแรก ส.ค.นี้
ผู้นำรัฐบาลเมียนมา "มิน ออง ไลง์" คาดหวังอะไรจากการเยือนไทย ?
