ทบ.แถลงครบ 53 วัน หลัง "หยุดยิง" พบ "กัมพูชา" ละเมิดข้อตกลงหลายเหตุการณ์

การเมือง
08:15
จำนวนผู้ชม 560
ทบ.แถลงครบ 53 วัน หลัง "หยุดยิง" พบ "กัมพูชา" ละเมิดข้อตกลงหลายเหตุการณ์
ทบ. แถลงครบ 53 วัน หลัง "ตกลงหยุดยิง" พบกัมพูชาละเมิด "หยุดยิง" ทั้ง วางทุ่นระเบิด-ยิงปืนเล็กก่อกวน-พฤติกรรมยั่วยุ-บินโดรนล้ำแดน-ปล่อยเฟกนิวส์-โล่มนุษย์ ชี้หากพบ "สอดแนม-เตรียมโจมตี" เป็นเหตุ "ป้องกันตนเอง" ได้

วันนี้ (19 ก.ย.2568) พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษก ทบ.แถลงข่าวสรุปสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา นับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงที่ไทยและกัมพูชาได้กำหนดร่วมกันโดยไม่มีเงื่อนไขในวันแรก คือช่วงเช้าของวันที่ 29 ก.ค. 68 จนถึงวันนี้เป็นวันที่ 53 แล้ว

ซึ่งไทยได้มีความพยายามในการเข้าร่วมประชุมหารือเพื่อเห็นชอบร่วมกันผ่านการประชุมต่าง ๆ เช่น การประชุม GBC ไทย–กัมพูชา สมัยวิสามัญ ณ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 7 ส.ค.2568 และได้ข้อสรุปร่วมกัน 13 ข้อ เพื่อยุติความรุนแรงตามแนวชายแดน และวางกลไกเพื่อรักษาสันติภาพอย่างยั่งยืน ทำให้สถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนไทยและกัมพูชา ทั้งในพื้นที่ ทภ.1 และ ทภ.2 มีการพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นในหลายประการ

ภาพประกอบข่าว ทบ.แถลงครบ 53 วัน หลัง

โดยกำลังทหารของฝ่ายไทยได้ยึดมั่นและปฏิบัติตามข้อตกลงมาโดยตลอด รวมทั้งยังคงเตรียมพร้อม เฝ้าติดตามสถานการณ์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด แต่ก็พบว่า กำลังทหารของฝ่ายกัมพูชายังคงมีความพยายามในการดำเนินการต่าง ๆ ที่ถือเป็น การละเมิดต่อข้อตกลงหยุดยิง ในหลายประการ โดยสามารถแบ่งได้เป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่

1. การใช้อาวุธ : ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ไทยได้พบหลักฐานที่แสดงถึงว่า ทางกัมพูชามีความพยายามในการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 ผ่านการลักลอบเข้ามาในพื้นที่ประเทศไทย เพื่อทำการวางทุ่นระเบิดดังกล่าว หวังทำร้ายเจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่อง ซึ่ง PMN-2 นั้นเป็นชนิดใหม่ที่ไม่เคยปรากฏในการสู้รบในอดีต ทำให้สามารถยืนยันได้อย่างชัดเจนว่าทางกัมพูชามีการใช้ทุ่นระเบิด PMN-2 หลังการเจรจาในข้อตกลงหยุดยิง ผ่านหลักฐาน ดังนี้

ภาพประกอบข่าว ทบ.แถลงครบ 53 วัน หลัง

1.1 การใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล

- ทุ่นระเบิดที่เจ้าหน้าที่ทหารไทยเหยียบ และได้รับบาดเจ็บ รวมจำนวน 3 ครั้งหลังข้อตกลงหยุดยิง

- ทุ่นระเบิดที่ได้ตรวจพบ โดยศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) ที่ได้ปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อเสริมความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เคยได้มีการเคลียร์ให้ปลอดภัยเรียบร้อยแล้ว แต่กลับพบแนวการวางใหม่ และทั้งหมดอยู่ในสภาพใหม่ พร้อมใช้งาน ซึ่งผลการปฏิบัติของชุด TMAC สามารถตรวจพบได้ ดังนี้

ภาพประกอบข่าว ทบ.แถลงครบ 53 วัน หลัง

• ห้วงวันที่ 10 – 23 ส.ค.68 สามารถเก็บกู้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลได้ 122 ทุ่น, ทุ่นระเบิดต่อต้านยานพาหนะ 4 ทุ่น, สรรพาวุธระเบิดที่ยังไม่ระเบิด 50 รายการ และสรรพาวุธระเบิดที่ถูกทิ้งไว้ในพื้นที่ 1,575 รายการ

• ห้วงวันที่ 29 ส.ค. – 21 ก.ย.68 สามารถเก็บกู้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลได้ 227 ทุ่น, สรรพาวุธระเบิดที่ยังไม่ระเบิด 25 รายการ, สรรพาวุธระเบิดที่ถูกทิ่งไว้ในพื้นที่ 467 รายการ

ภาพประกอบข่าว ทบ.แถลงครบ 53 วัน หลัง

1.2 การใช้อาวุธปืนเล็กยิงก่อกวนเจ้าหน้าที่ทหาร ตามที่หน่วยในพื้นที่ชายแดน ทภ.2 ได้ตรวจพบและบันทึกหลักฐานนำส่งรายงานมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ

• เมื่อวันที่ 29 ก.ค.2568 เวลา 21.30 น. ในบริเวณพื้นที่ช่องคานม้า ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ พบกองทัพกัมพูชาใช้อาวุธปืนเล็กยิงเข้าใส่แนวกำลังฝ่ายไทย เป็นเหตุให้เกิดการปะทะจนถึงเวลา 22.00 น. จึงยุติ

• เมื่อวันที่ 29 ก.ค.2568 ตั้งแต่เวลา 22.00 น. ในพื้นที่เขาพระวิหาร บริเวณภูมะเขือและห้วยตามาเรีย จ.ศรีสะเกษ พบกองทัพกัมพูชาใช้อาวุธปืนเล็กยิงอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับใช้อาวุธยิงสนับสนุนประเภทเครื่องยิงลูกระเบิด ฝ่ายไทยจึงจำเป็นต้องใช้สิทธิตามหลักสากลในการตอบโต้เพื่อป้องกันตนเอง การยิงจากฝ่ายกัมพูชายังคงเกิดขึ้นเป็นระยะจนถึงช่วงเช้าวันที่ 30 ก.ค.2568

• เมื่อวันที่ 30 ก.ค.2568 เวลา 05.17 น. ในพื้นที่ผามออีแดง จ.ศรีสะเกษ ตรวจพบการยิงเครื่องยิงลูกระเบิดจากฝั่ง กัมพูชา เข้ามาในเขตแดนประเทศไทยอย่างชัดเจน

ภาพประกอบข่าว ทบ.แถลงครบ 53 วัน หลัง

2. การแสดงออกถึงพฤติกรรมการยั่วยุ

ซึ่งภายหลังข้อตกลงหยุดยิงที่ทางไทยและกัมพูชาได้ให้ร่วมกันไว้ ฝ่ายกัมพูชาก็ยังคงพยายามแสดงออกถึงพฤติกรรมต่างๆ เพื่อมุ่งหวังให้กระทบต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทหารไทยอย่างต่อเนื่อง ได้แก่

2.1 การใช้อากาศยานไร้คนขับ (โดรน) บินลาดตระเวนรุกล้ำเขตแดนไทย ซึ่งถือว่าเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคงของประเทศ ที่อาจส่งผลต่อการปฏิบัติการทางทหาร โดยในห้วง 28 ก.ค.–16 ก.ย. 68 (หลังข้อตกลงหยุดยิง) ตรวจพบรวมทั้งสิ้น 2,905 ครั้ง ( มากที่สุดในบริเวณพื้นที่ตอนในของ ทภ.2 )

• ในพื้นที่ ทภ.2 ตรวจพบรวม 2,443 ครั้ง

• ในพื้นที่ ทภ.1 และ กปช.จต. ตรวจพบจำนวน 462 ครั้ง

ภาพประกอบข่าว ทบ.แถลงครบ 53 วัน หลัง

2.2 การเผยแพร่ข่าวบิดเบือนข้อเท็จจริง

ที่พบว่ากัมพูชามีความพยายามในการดำเนินการอย่างต่อเนื่องในการให้ข้อมูลหรือข่าวสารที่บิดเบือน และไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ทั้งจากทางรัฐบาล กระทรวงกลาโหม และภาคประชาชนของกัมพูชา อาทิ

• การไม่ยอมรับในเรื่องการวางทุ่นระเบิด ทั้งที่มีหลักฐานการใช้ทุ่นระเบิดอย่างชัดเจน

• การกล่าวอ้างว่าฝ่ายไทยได้ใช้อาวุธเคมี ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนของกัมพูชาในห้วงที่ผ่านมา

• และความพยายามในการบิดเบือนเรื่องของพื้นที่อ้างสิทธิ์ว่าเป็นพื้นที่ของฝั่งตน เป็นต้น 

ภาพประกอบข่าว ทบ.แถลงครบ 53 วัน หลัง

2.3 การใช้กำลังภาคประชาชน อาทิ สตรี เด็ก และพระภิกษุสงฆ์ แสดงสัญลักษณ์ หรือออกกระทำการแทนรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ทหาร ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กัมพูชาได้ปล่อยให้กลุ่มมวลชนออกมาแสดงออกในพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมต่อเจ้าหน้าที่ทหารไทยและประชาชนชาวไทย หรือเป็นฝ่ายเรียกร้องแทนในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในพื้นที่ ทภ.1 และ ทภ.2

ดังเช่นภาพที่ปรากฏเมื่อคณะ IOT ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง และทหารกัมพูชาเข้ามาแสดงพฤติกรรมที่ก้าวร้าว เมื่อ 18 ส.ค.68 ในบริเวณช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี และล่าสุดในพื้นที่ บ.หนองจาน และ บ.หนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้ว

ภาพประกอบข่าว ทบ.แถลงครบ 53 วัน หลัง

จะเห็นได้ว่า การกระทำของฝ่ายกัมพูชาในข้างต้นนี้ ล้วนเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า กัมพูชามีการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งฝ่ายไทยได้รวบรวมและข้อมูลส่งให้คณะ IOT รวมถึงกระทรวงการต่างประเทศเข้าประท้วงในเวทีและการประชุมต่างๆ ในระดับนานาชาติเป็นที่เรียบร้อย

แม้ว่าไทยได้พบการกระทำของกัมพูชาในเรื่องดังกล่าว แต่ไทยยังแสดงความจริงใจและให้ความสำคัญในเรื่องของการจัดการประชุมเพื่อหารือถึงทางออกอย่างสันติวิธี ร่วมกับทางกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง โดยจะเห็นได้จากการเข้าร่วมการประชุม GBC ไทย–กัมพูชา ครั้งที่ 2 ที่จัดขึ้น ณ เกาะกง ประเทศกัมพูชา เมื่อ 10 ก.ย.68 ที่ผ่านมา เพื่อรักษาบรรยากาศที่ดี ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยมุ่งหวังถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ

ภาพประกอบข่าว ทบ.แถลงครบ 53 วัน หลัง

และสถานการณ์ล่าสุด ที่พบว่าประชาชนชาวกัมพูชาได้ออกมาชุมนุมประท้วงขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย มีพฤติการณ์ที่ยั่วยุและใช้สิ่งเทียมอาวุธ เช่น ไม้ หรือหินขว้างปาทำร้ายเจ้าหน้าที่ทหารไทย ในพื้นที่เขตอธิปไตยไทย บริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ซึ่งบริเวณดังกล่าว ไม่ใช่ พื้นที่อ้างสิทธิ์ตาม MOU 43 แต่อย่างใด

ภาพประกอบข่าว ทบ.แถลงครบ 53 วัน หลัง

การชุมนุมประท้วงดังกล่าวพบว่า มีทหารกัมพูชาร่วมในเหตุการณ์และไม่ได้มีท่าทีในการห้ามปรามประชาชน เป็นสิ่งบ่งชี้ให้เห็นถึงการใช้ประชาชนออกหน้าในการยั่วยุ รุกล้ำดินแดน และกระทำการที่ผิดกฎหมายไทยอย่างชัดเจน ซึ่งทางการไทยจำเป็นต้องใช้มาตรการควบคุมการจลาจล โดยกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจร่วมกับฝ่ายปกครอง เข้าดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อรักษาความสงบและบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ ซึ่ง ณ วันนี้สถานการณ์ก็ยังไม่มีท่าทีคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น เนื่องจากฝ่ายกัมพูชาไม่มีท่าทีและความจริงจังในการดำเนินการต่อปัญหาดังกล่าว

ภาพประกอบข่าว ทบ.แถลงครบ 53 วัน หลัง

จากที่ผมกล่าวมาทั้งหมด คงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า ฝ่ายกัมพูชาละเมิดข้อตกลงมาโดยตลอด และไม่มีความจริงใจในการแก้ไขปัญหา ทั้งยังพยายามสร้างปัญหาเพิ่มเติม ผ่านการนำมวลชนและองค์กรต่าง ๆ มาใช้ในการแสดงออก เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ให้เป็นผู้แสวงหาสันติภาพ และเหมือนเป็นผู้ถูกกระทำโดยฝ่ายไทย

ภาพประกอบข่าว ทบ.แถลงครบ 53 วัน หลัง

ทั้งที่ความจริงนั้นกลับย้อนแย้งโดยสิ้นเชิง ที่ชัดเจนว่า กัมพูชาคือผู้สร้างปัญหา ริเริ่มให้เกิดความขัดแย้ง และใช้ประโยชน์จากความขัดแย้งนั้นเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของตนเอง โดยไม่สนใจในความเดือดร้อนของประชาชน และความสัมพันธ์ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านและประชาคมอาเซียนที่มีมาอย่างยาวนาน

ภาพประกอบข่าว ทบ.แถลงครบ 53 วัน หลัง

สุดท้ายนี้ ไม่ว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจะเป็นอย่างไร กองทัพบกจะยืนหยัดในความพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาตามกรอบนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงกลาโหม ปฏิบัติตามแนวทางดำเนินการต่อการละเมิดอธิปไตยของไทย ตามกฎการใช้กำลังสากล (ROE-Rules of Engagement) เมื่อการกระทำเข้าข่ายการกระทำที่เป็นปรปักษ์ (Hostile Act) หรือเจตนาที่เป็นปรปักษ์ (Hostile Intent)

โดยเฉพาะหากเป็นการสอดแนมหรือเตรียมโจมตี ซึ่งสามารถใช้เป็นเหตุเริ่มการป้องกันตนเองได้ ทั้งในมาตรการเชิงรุกและเชิงรับ เพื่อปกป้องอธิปไตย รักษาผลประโยชน์ของชาติและประชาชนอย่างเต็มกำลังความสามารถ

อ่านข่าว : ทบ.ย้ำบ้านหนองหญ้าแก้วของไทย ซัด "ฮุน มาเนต" บิดเบือนข้อมูลในเวทีโลก

ทภ. 2 พบโดรนเขมร 28 ลำเหนือปราสาทพระวิหาร-ตาควาย-ช่องสายตะกู 

ทหารพาสื่อไทย-เทศลง "บ้านหนองหญ้าแก้ว" จุดเขมรรุกเขตไทย