คำพิพากษา “แข็งกระด้าง” AI ดาบสองคม “กระบวนการยุติธรรม”

อาชญากรรม
18:01
จำนวนผู้ชม 3,323
คำพิพากษา “แข็งกระด้าง” AI ดาบสองคม “กระบวนการยุติธรรม”

โลกยุคดิจิทัล AI เปรียบเสมือนดาบสองคม แม้ทุกภาคส่วนองค์กรของรัฐและเอกชนจะเปิดประตูใช้งานนวัตกรรมใหม่ ๆ ให้เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการเพิ่มศักยภาพการทำงาน แต่อีกด้านหนึ่ง AI ก็ยังมีความเสี่ยง และข้อจำกัดไม่น้อย โดยเฉพาะการนำมาใช้งานในกระบวนการยุติธรรม 

มีรายงานว่า ขณะนี้ศาลทั่วโลกกำลังเผชิญปัญหา หลังมีการนำ AI มาใช้ในการช่วยร่างเขียนคำฟ้อง คำร้อง คำขอ และคำแถลง เพื่อยื่นต่อศาล เนื่องจากยังมีความเสี่ยงด้าน อัลกอรึทึม ข้อมูลอาจมีความลำเอียง มีปริมาณน้อย ไม่หลากหลาย แต่สำหรับงานด้านกฎหมายหรือการพิจารณาคดี ต้องอาศัยหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า AI มีความถูกต้อง และเชื่อถือได้

บทความเรื่อง ข้อจำกัดของการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในระบบงานตุลาการ ( The Limited Use of the Artificial Intelligence in Judicial System ) เล่มที่ 1 ปี 2567 เขียนโดย ดร.ไกรพล อรัญรัตน์ ผู้พิพากษาศาลจังหวัดนครราชสีมา ระบุว่า ก่อนปี 2565 ระบบตุลาการของประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลก ยังมิได้รับผลกระทบจาก AI หรือเทคโนโลยีดิจิทัลที่ทำให้เกิดการเปลี่ยน แปลงครั้งสำคัญ (disruptive technologies) แต่ในฝรั่งเศสได้ผ่านกฎหมายในปี 2562 ห้ามมิให้นำ AI มาใช้เพื่อคาดการณ์ผลการดำเนินคดีโดยเด็ดขาด

ภาพประกอบข่าว คำพิพากษา “แข็งกระด้าง” AI ดาบสองคม “กระบวนการยุติธรรม”

ขณะที่จีนกลับเลือกดำเนินแนวทางที่แตกต่างออกไปอย่างมีนัยสำคัญ
กล่าวคือ แทนที่จะจำกัดการใช้ AI ในกระบวนการยุติธรรม รัฐบาลจีนกลับเห็นว่า AI เป็นเครื่องมือสำคัญ ในการเร่งรัดความทันสมัยของระบบศาลให้สอดรับกับยุคดิจิทัล โดยจีนมีแรงจูงใจเฉพาะในการนำ AIเข้ามาเสริมสร้างความทันสมัยของระบบยุติธรรม ทั้งในด้านการยกระดับประสิทธิภาพและการเพิ่มความน่าเชื่อถือของกระบวนการตุลาการ

โดยปัจจัยสนับสนุนสำคัญ คือ ปัญหาการขาดแคลนผู้พิพากษาอย่างต่อเนื่อง ความอ่อนแอของภาพลักษณ์ศาล และความจำเป็นในการปฏิรูประบบยุติธรรมให้ทันสมัย เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและการขยายตัวของจำนวนคดีในช่วงสี่ทศวรรษที่ผ่านมา โดยตั้งแต่ปี 2530 จำนวนคดีเพิ่มขึ้นกว่า 30 เท่า ขณะที่จำนวนผู้พิพากษาเพิ่มขึ้นเพียง 3 เท่าในปี 2558

ประกอบกับในปี 2557 ศาลประชาชนสูงสุด (Supreme People’s Court – SPC) ได้กำหนดมาตรการประเมินผู้พิพากษาอย่างเข้มงวดและจำกัดจำนวนผู้มีสิทธิพิจารณาคดีไว้เพียง 39% ของบุคลากรศาลทั้งหมด เป็นผลให้ในปี 2560 จำนวน ผู้พิพากษาลดลงถึง 49% เหลือประมาณ120,000 คน จากจำนวนกว่า 200,000 คน

แม้ว่าการยกระดับความเป็นมืออาชีพของตุลาการและการยึดมั่นในหลักกฎ หมายจะเป็นเป้าหมายร่วมกัน แต่สถานการณ์ดังกล่าวกลับทำให้ระบบศาลต้องเผชิญกับแรงกดดันจากปริมาณคดีที่เพิ่มขึ้น โดยมีทรัพยากร บุคคลจำกัดลงอย่างเห็นได้ชัด

นอกจากนี้ จากบทความในบางช่วงตอน ดร.ไกรพล ยังระบุถึง ผลกระทบที่จากการนำ AI มาใช้มาตรฐานเดียวกัน ในการตัดสินทุกคดี อาจก่อให้เกิดภาวะที่เรียกว่า “คำพิพากษาที่แข็งกระด้าง” เพราะในความเป็นจริงแล้ว ทุกคดีแม้จะมีข้อหา หรือข้อเท็จจริงคล้ายคลึงกัน แต่มูลเหตุจูงใจในการกระทำของคู่ความอาจแตกต่างกัน ซึ่งในส่วนนี้ AI ไม่อาจสามารถรับรู้ในระดับเดียวกับผู้พิพากษามนุษย์

โดยยกตัวอย่างประกอบ เช่น คดีลักนมผงในห้างสรรพสินค้า 2 คดี คดีหนึ่งจำเลยรับสารภาพว่า ลักนมผง เพื่อไปขายต่อเป็นกำไร ส่วนอีกคดีหนึ่งจำเลยรับสารภาพว่า ลักนมผงไป เพราะฐานะทางบ้านยากจน ไม่มีเงินซื้อนมให้บุตรกิน

ดร.ไกรพล ระบุว่า คดีลักษณะนี้ อาจเป็นเรื่องง่าย สำหรับผู้พิพากษามนุษย์ ที่แยกแยะความแตกต่างระหว่างความร้ายแรงของคดีลักทรัพย์ 2 คดี แต่สำหรับ AI มองในแง่ของการกระทำและองค์ประกอบความคิดเป็นหลัก แล้วตัดสินโดยใช้มาตรฐานเดียวกัน ให้จำเลยทั้ง 2 คดี ต้องโทษจำคุกโดยไม่รอการลงโทษ

กรณีนี้ ถือเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า การที่ AI ใช้มาตรฐานเดียวกันในคดีที่มีลักษณะเหมือนกัน อาจทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมขึ้นได้
ภาพประกอบข่าว คำพิพากษา “แข็งกระด้าง” AI ดาบสองคม “กระบวนการยุติธรรม”

ความเสี่ยงของอัลกอริทึมจากการใช้งาน AI ในกระบวนการยุติธรรม ทำให้นางชนากานต์ ธีรเวชพลกุล ประธานศาลฎีกา ต้องออกคำแนะการใช้งาน AI ในชั้นศาลโดยระบุว่าจำเป็นต้องมีกรอบและกติกา ตามที่องค์กรระหว่างประเทศ สภาแห่งยุโรป (Council of Europe) ,องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ( UNESCO) และองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ได้ให้คำแนะนำ คือ ต้องอยู่ภายใต้หลักการสำคัญเน้น “ ความเป็นธรรม ความรับผิดชอบ ความโปร่งใส และการเปิดเผย (disclose)”

สุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวว่า ศาลยุติธรรมไม่ได้ปฏิเสธการมีอยู่และการใช้งาน AI แต่เน้นย้ำว่า การใช้งานในชั้นศาลจำเป็นต้องมีกรอบและกติกา เพื่อวางกรอบการใช้งานที่ชัดเจน ประธานศาลฎีกา จึงได้ออกคำแนะนำเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในการปฏิบัติงานคดี พ.ศ. 2568

วัตถุประสงค์ เพื่อเน้นย้ำให้ผู้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดีทุกฝ่ายต้องเคารพหลัก ความเป็นธรรมและความบริสุทธิ์ยุติธรรมของกระบวนการศาล โดยหลักการสำคัญ ที่คู่ความต้องยึดถือในการเรียบเรียงและยื่นเอกสารต่อศาล คือ ต้องเปิดเผย (Disclose) และโปร่งใส (Transparency) โดยคู่ความต้องเปิดเผยให้ศาลทราบว่ามีการใช้ข้อมูลที่สร้างจากปัญญาประดิษฐ์ในการร่างเอกสารเหล่านั้น

นอกจากนี้ ต้องมีความรับผิดชอบ (Accountability) คู่ความจะต้อง ตรวจสอบผลลัพธ์ ที่ได้จาก AI เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาคำคู่ความ ข้อกฎหมาย หรือแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ AI ค้นหามาอ้างอิง เนื่องจาก คู่ความเป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบ ต่อเนื้อหาที่ AI สร้างขึ้น

ข้อควรระวังสำคัญอีกประเด็น คือ การนำ พยานหลักฐานในสำนวนคดีที่มีข้อมูลอ่อนไหวหรือข้อมูลส่วนบุคคล (Personal Data) ใส่ลงไปในคำสั่ง (Prompt) เพื่อให้ AI ประมวลผล คู่ความต้องระมัดระวังและพิจารณาให้ละเอียดรอบคอบว่า จะไม่เป็นการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวต่อบุคคลที่สามโดยไม่ตั้งใจ

โฆษกศาลยุติธรรม ย้ำว่า แม้การใช้ Generative AI จะช่วยลดเวลาและภาระในการทำงานคดีได้จริง แต่การใช้งานในการปฏิบัติงานคดีในชั้นศาลนั้นมีข้อจำกัดและข้อควรระมัดระวังอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเคารพหลัก Due Process of Law หรือกระบวนการที่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในกระบวนพิจารณา

ปฏิเสธไม่ได้ว่า การใช้ AI มาช่วยประมวลผลในกระบวนการยุติธรรมไม่ได้มีในหน่วย งานของศาลเท่านั้น แต่ในชั้นการทำงานของพนักงานสอบสวนอัยการ ก็มีการใช้ด้วยเช่นกัน โดยการแถลงนโยบายการทำงานของ อิทธิพร แก้วทิพย์ อัยการสูงสุด เมื่อวันที่ 8 ต.ค.2568 ระบุตอนหนึ่งว่า

ภาพประกอบข่าว คำพิพากษา “แข็งกระด้าง” AI ดาบสองคม “กระบวนการยุติธรรม”

“การทำคดีของพนักงานอัยการ จะต้องลงไปคลุกคลีกับประชาชน พูดคุย ดูแลปัญหาความเดือดร้อน เพื่อสามารถสอบสวนข้อเท็จจริงให้ชัดเจนว่า เรื่องราวเป็นมาอย่างไร เราจะไม่ได้เชื่อสำนวนการสอบสวนเพียงอย่างเดียว ...บางครั้งพนักงานสอบสวนก็จะเรียกสำนวนการสอบสวนว่า “นิยายการสอบสวน” ซึ่งเราจะไม่อ่านอะไรอย่างนี้ แต่เราจะไปเสาะหาค้นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น”

และปัจจุบันการดำเนินคดีของพนักงานอัยการก็มีการนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการทำงานเพื่อลดสำนวนค้างคา ซึ่งมีไม่น้อย ถือเป็นใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยสนับสนุนการบริหารคดี และร่วมมือเชิงรุกกับหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อบังคับใช้กฎหมายปราบปรามทุจริตอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

โดยเฉพาะการสืบค้นข้อมูล ซึ่งไม่ได้มีข้อห้ามใด ๆ แต่สำหรับการพิจารณาหรือการวินิจฉัยคดีนั้น อิทธิพร บอกว่า พนักงานอัยการสามารถใช้ดุลยพินิจอย่างอิสระตามปกติ

แม้ AI จะมีประโยชน์มากมาย แต่ฉันใด ก็ฉันนั้น บางบริบทที่เกิดขึ้นในสังคมไทย โดยเฉพาะในกระบวนการยุติธรรม AI ไม่สามารถใช้หลักรัฐศาสตร์และดุลยพินิจมาพิจารณาประกอบตัดสินได้

อ่านข่าว 

มฤตยูดำ "พืชเสพติด" บัญชีใหม่ "สายพันธุ์" อันตรายในโลกโซเชียล

“ตลาดลับ” ค้ายาเสพติดในโลกออนไลน์ โจทย์ใหญ่ท้าทายรัฐบาล