ค้นหา
ทีวีออนไลน์
เว็บไซต์ในเครือ
เว็บไซต์บริการ

โชว์วิจัย "ติดดิน กินได้" เครือข่าย มทร.-มรภ.เพิ่มรายได้ เสริมคุณภาพชีวิตประชาชนภาคใต้

สังคม
18:26
461
โชว์วิจัย "ติดดิน กินได้" เครือข่าย มทร.-มรภ.เพิ่มรายได้ เสริมคุณภาพชีวิตประชาชนภาคใต้
อ่านให้ฟัง
19:39อ่านข่าวให้ฟังโดย Botnoi Voice เว็บแอปพลิเคชันสำหรับสร้างเสียงจากข้อความด้วย AI (Text to Speech)

นวัตกรรมพร้อมใช้และเทคโนโลยีที่เหมาะสมจากรั้วมหาวิทยาลัย คือ องค์ความรู้ เครื่องมือ กระบวนการ ที่พัฒนาให้สามารถนำไปใช้ได้จริงในชุมชนทันที โดยออกแบบให้ตรงกับความต้องการของชุมชน และศักยภาพของประชาชนในแต่ละท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นคนจนฐานราก เกษตรกรรายย่อย กลุ่มอาชีพ ผู้ประกอบการในพื้นที่ โดยใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน รวมถึงต้นทุนต่ำ และสอดคล้องกับทรัพยากรในพื้นที่ ที่แก้ปัญหาได้ตรงจุด เป็นหนึ่งในการยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตประชาชนให้ดีขึ้น

มหาวิทยาลัยพัฒนาพื้นที่ 20 แห่ง แบ่งเป็นเครือข่ายมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล 3 แห่ง เครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏ 5 แห่ง และมหาวิทยาลัยในพื้นที่ภาคใต้อื่นๆ อีก 7 แห่ง ประสานพลังความร่วมมือหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ปักหมุด จ.สงขลา จัดมหกรรมเศรษฐกิจฐานราก : แก้จน-ลดหนี้-เพิ่มรายได้ ด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม พื้นที่ภาคใต้ ปี 2568 หรือ "Appropriate Technology Matching Day 2025" เมื่อวันที่ 14 พ.ย.2568 ที่ผ่านมา

ถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ประชาชนหวังมีรายได้เพิ่มขึ้น

รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ ประธานอนุกรรมการพิจารณาติดตามและประเมินผล แผนงานย่อยรายประเด็น การขยายผลวิจัยเทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานรากและแก้หนี้ครัวเรือน เปิดเผยว่า วันนี้ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ได้ร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล มหาวิทยาลัยราชภัฏ และมหาวิทยาลัยในพื้นที่ภาคใต้ จัดกิจกรรมเพื่อ นำเทคโนโลยีที่เหมาะสมจากสถาบันการศึกษาออกสู่มือเกษตรกรรายย่อยและผู้ประกอบการชุมชน

รศ.ดร.พีรเดช ระบุว่า เทคโนโลยีที่นำมาจัดแสดงและถ่ายทอดในงานครั้งนี้ คัดเลือกจากความเหมาะสมและศักยภาพในการสร้างรายได้อย่างแท้จริงให้กับประชาชน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ ครัวเรือนเป้าหมายจำนวน 12,000 ครัวเรือน คาดว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้น ไม่น้อยกว่า 5,000 บาทต่อเดือน หรือ 60,000 บาทต่อปี จากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้

ทั้งนี้ การถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เหมาะสมถูกขับเคลื่อนด้วย 3 รูปแบบหลัก ได้แก่

- ถ่ายทอดเทคโนโลยีที่พิสูจน์แล้ว พร้อมใช้งานได้ทันที ส่งตรงไปยังครัวเรือนชนบทสำหรับสร้างอาชีพใหม่หรือเพิ่มรายได้อย่างรวดเร็ว เป็นเทคโนโลยีที่ผ่านการทดสอบแล้วว่าใช้งานได้จริงในภาคปฏิบัติ

- ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ภาคเอกชนผลิตต่อ หรือรูปแบบอัพสเกล (Upscale) สำหรับเทคโนโลยีที่มีราคาสูงหรือต้องการการผลิตในระดับอุตสาหกรรม เพื่อให้เอกชนนำไปผลิต กระจาย และจำหน่ายให้เกษตรกรในราคาที่เข้าถึงได้

- จัดตั้งศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีในมหาวิทยาลัย โดยมหาวิทยาลัยจะนำเทคโนโลยีที่พัฒนาเองมาถ่ายทอดหรือผลิตเพื่อส่งต่อให้ชุมชนและครัวเรือนชนบทโดยตรง

"วิจัยติดดิน" นวัตกรรมเพื่อชุมชน

พญ.เพชรดาว โต๊ะมีนา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวเปิดงานโดยระบุว่า การนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมและพร้อมใช้ไปพัฒนาชุมชน สร้างอาชีพ กระจายรายได้ ทำให้ชุมชนพึ่งตัวเองได้อย่างยั่งยืน

มีความสอดคล้องกับนโยบายวิจัยติดดินนวัตกรรมยกระดับเศรษฐกิจฐานรากทั่วไทย โดยมุ่งที่จะส่งเสริมในการนำผลงานวิจัยและเทคโนโลยี ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนและส่งเสริมเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ แก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมรวมทั้งตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างรวดเร็วและตรงจุด

ทั้งนี้มหาวิทยาลัยกระจายอยู่ทั่วประเทศและมีบทบาทสำคัญในการที่จะขับเคลื่อนและพัฒนาชุมชนอย่างเป็นรูปธรรมตามยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาพื้นที่ที่เป็นกลไกสำคัญในการกระจายอำนาจทางเศรษฐกิจและรายได้สู่ประชาชนทั่วทุกภูมิภาคด้วยเหตุนี้ทาง อว. ซึ่งเป็นหน้าที่ในการสนับสนุนการสร้างและการส่งเสริมนวัตกรรมพร้อมใช้และทุกเทคโนโลยีที่เหมาะสมในมหาวิทยาลัยในพื้นที่เพื่อช่วยชุมชนพื้นที่ทั่วประเทศไทย

"อว.พร้อมที่จะสนับสนุนงานวิจัยตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงการนำไปใช้ประโยชน์และนำนวัตกรรมที่พร้อมใช้นวัตกรรมที่เหมาะสมไปช่วยแก้ปัญหาตามความต้องการจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรรายย่อยกลุ่มอาชีพผู้ประกอบการในพื้นที่ให้ประชาชนได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และคาดหวังว่าหลังจากนี้หากประสบความสำเร็จจะขยายผลการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมไปแก้ปัญหาให้กับชุมชนทั่วประเทศต่อไป"

เปิดเวทีโชว์วิจัย 70 ผลงาน

ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กระทรวง อว.กล่าวชี้แจงเพิ่มเติมว่าพื้นที่ภาคใต้นี้ถูกจัดขึ้น เพื่อสนองต่อนโยบายวิจัยติดดิน นวัตกรรมยกระดับเศรษฐกิจฐานรากทั่วไทย ของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. โดยจัดไปแล้วในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภายในเดือน พ.ย.นี้จะจัดต่อเนื่องในพื้นที่ภาคเหนือ รวมทั้งภาคกลาง เพื่อนำผลงานการศึกษาค้นคว้าวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะสมของคณาจารย์ นักวิจัยไปเผยแพร่ให้ประชาชนในแต่ละพื้นที่ได้รับรู้ และนำไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ในการสร้างรายได้ สร้างอาชีพให้มั่นคงขึ้น ควบคู่ไปกับการสร้างความมั่นคงแก่เศรษฐกิจฐานราก และเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่

"งานมหกรรมเศรษฐกิจฐานราก แก้จน ลดหนี้ เพิ่มรายได้ด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสมพื้นที่ภาคใต้นี้ ได้รับความสนใจจากประชาชนหลากหลายหน่วยงานลงทะเบียนเข้าร่วมงานจำนวน 490 คน และมีการแสดงผลงานเทคโนโลยีที่เหมาะสมจำนวน 70 ผลงานจาก เครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏ เครือข่ายมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ตลอดจนมหาวิทยาลัยในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนงานวิจัยจาก บพท."

6 นวัตกรรมมหาวิทยาลัยใต้ ชูผลสำเร็จเพิ่มรายได้ชุมชน

ผู้อำนวยการ บพท.กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่านอกเหนือจากการแสดงผลงานวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสมแล้ว ยังมีการสาธิตผลงานวิจัยของโครงการวิจัยที่ผ่านการพิสูจน์ผลลัพธ์ ผลสัมฤทธิ์ในการแก้จน ลดหนี้ และเพิ่มรายได้ สร้างความมั่นคงแก่อาชีพ ตลอดจนเศรษฐกิจพื้นที่อีก 6 โครงการ จาก 3 มหาวิทยาลัยคือมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย ได้แก่

1.โครงการวิจัยพัฒนากระบวนการเลี้ยงปูขาว ในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง ที่นำชุดข้อมูลปฏิบัติงานที่ผ่านการพิสูจน์แล้วมามอบให้กับชาวบ้านที่เคยมีบ่อร้างจากการเลี้ยงกุ้ง เพื่อให้สามารถเปลี่ยนบ่อเหล่านั้นมาใช้เลี้ยงปูขาว โดยใช้เทคโนโลยีที่ได้มาตรฐาน ซึ่งช่วยเพิ่มอัตราการรอดของปูสูงขึ้น

2.โครงการวิจัยการประยุกต์ใช้และขยายผลเทคโนโลยีที่เหมาะสมสำหรับผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรในพื้นที่ภาคใต้เพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานรากและเศรษฐกิจครัวเรือน เช่น

- ตู้อบใบจากพลังแสงอาทิตย์ร่วมกับไฟฟ้า เพื่อแก้ปัญหาจากสภาพฝนฟ้าอากาศที่ไม่สามารถควบคุมได้ และใช้เวลาในการอบใบจากลดลงเหลือประมาณ 2 ชั่วโมง จากเดิมที่ต้องใช้เวลา 4-5 ชั่วโมง ทำให้สามารถเพิ่มรอบการผลิตใหม่เป็น 2-3 รอบ/วัน 

- ตู้อบปลากระพงด้วยพลังแสงอาทิตย์ร่วมกับโอโซน สำหรับอบแห้งเมล็ดพันธุ์ถั่วหรั่ง และอุปกรณ์คัดแยกถั่วหรั่งด้วยมือแบบรางโค้ง จากวิธีการเดิมชาวบ้านตากแห้งใช้เวลา 10-14 วัน ลดเวลาอบเมล็ดพันธุ์เหลือเพียง 5-7 วันและการคัดแยกทำให้สามารถขายเมล็ดสดได้ในราคา 40 บาท/กิโลกรัม จากเดิมอยู่ที่ 20 บาท/กิโลกรัม

3.นวัตกรรมการเลี้ยงผึ้งชันโรงพร้อมใช้เชิงพาณิชย์และเสริมสร้างพลังนวัตกรรมชุมชนเพื่อยกระดับรายได้ครัวเรือนและเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน ซึ่งเดิมก่อนหน้านี้ครัวเรือนส่วนใหญ่สามารถเก็บน้ำผึ้งได้ปีละประมาณ 2 ครั้ง โดยมีปริมาณเฉลี่ย 400-500 มล./ครั้ง เมื่อนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสมเข้ามาใช้สามารถเก็บน้ำผึ้งได้ถึ 3 ครั้ง/ปี และปริมาณผลผลิตเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 1,950 มล.

4.ต้นแบบการพัฒนาชุมชนด้วยการผลิตปลิงทะเลด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มรายได้ครัวเรือนและชุมชนในพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ ที่ช่วยลดต้นทุนลูกพันธุ์ปลิงทะเล 20-30% และเทคโนโลยีการเลี้ยงปลิงทะเลในบ่อดินด้วยอาหารปลิงต้นทุนต่ำที่สามารถลดลงเหลือประมาณ 115 บาท/กิโลกรัม ส่งผลให้ปริมาณและคุณภาพของปลิงสดเพิ่มขึ้น 20-30% 

5.การขยายผลการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์หัตถกรรมจักสานจากนวัตกรรมวัสดุเพื่อความยั่งยืน เพื่อยกระดับผลงานหัตถกรรมไทยสู่สากล ที่บริหารจัดการตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ สามารถผลิตวัสดุจักสานยางธรรมชาติเทอร์โมพลาสติก ได้ในปริมาณ 150 กิโลกรัมต่อเดือน และออกแบบผลิตภัณฑ์กระเป๋าได้จำนวน 5 แบบพร้อมบรรจุภัณฑ์

6.ศูนย์ถ่ายทอดและบริการเทคโนโลยีที่เหมาะสมสำหรับชุมชนด้วยการแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางอาหารและการเกษตร โดยเทคโนโลยีที่เหมาะสมถ่ายทอด 10 รายการ เช่น เครื่องบดความชื้นน้ำผึ้งด้วยระบบสุญญากาศ เครื่องบดพริกแกง ตู้อบไล่น้ำมันขนมผูกรัก เครื่องผัดน้ำพริกปู เครื่องซีลฝากระป๋อง รวมถึงนวัตกรรมเชิงพาณิชย์ อุตสาหกรรม และนวัตกรรมด้านการแพทย์ 

เดินหน้ากระจายเทคโนโลยี-นวัตกรรม ลดความเหลื่อมล้ำ

รายงานสถานการณ์ความยากจนในพื้นที่ 4 จังหวัดภาคใต้ พบว่ามีจำนวนครัวเรือนยากจนรวม 384,063 ครัวเรือน โดยกว่า 56% เป็นประชาชนที่ขาดทักษะอาชีพ ไม่สามารถสร้างรายได้อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งภัยเศรษฐกิจที่เสื่อมถอย การกีดกันทางการค้า และการส่งออกที่ชะลอตัว ส่งผลให้ผลผลิตหลายชนิดตกต่ำต่อเนื่อง ซึ่งที่เป็นภัยของโลกที่ต้องเจอ

ขณะเดียวกัน ปัญหาความมั่นคงด้านทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะกลุ่มฐานราก ยังคงเป็นประเด็นความเหลื่อมล้ำอย่างแท้จริง จากการเข้าไม่ถึงความเจริญ ไม่สามารถเข้าถึงทักษะอาชีพ จึงเป็นที่มาที่รัฐบาลจึงได้มอบหมายให้ กระทรวง อว.เร่งดำเนินบทบาทสำคัญ โดยใช้ศักยภาพเครือข่ายมหาวิทยาลัยทั่วประเทศมากกว่า 150 แห่ง รวมถึงมหาวิทยาลัยเอกชนกว่า 180 แห่ง ซึ่งมีทั้งบุคลากร ผู้เชี่ยวชาญ และเทคโนโลยีนวัตกรรมกระจายอยู่ทุกภูมิภาค

โดยการวางยุทธศาสตร์ และการเข้าถึง 4 ด้าน เพื่อผลักดันให้เทคโนโลยีและนวัตกรรมลงสู่ชุมชนอย่างเป็นระบบ ได้แก่

- การเข้าถึงทุนและโครงสร้างพื้นฐาน

- การเข้าถึงความรู้และผู้รู้จากสถาบันการศึกษา

- การเข้าถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรม ผ่านเครือข่ายที่ได้รวบรวมเทคโนโลยีกว่า 20,000 รายการ และคัดกรองเป็นนวัตกรรมคุณภาพสูงแล้วกว่า 3,500 รายการ เพื่อให้ชุมชนเลือกใช้ตามความต้องการ

- การเข้าถึงตลาด พร้อมระบบบริการหลังการขาย และเครือข่ายต่อยอด ระบบดังกล่าวกำลังอยู่ระหว่างพัฒนาในมหาวิทยาลัยหลายแห่ง เพื่อให้ชุมชนสามารถเข้ามาค้นหาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะสมได้ด้วยตนเองในอนาคต

"เมื่อนำเทคโนโลยีให้เกษตรกร และเกษตรกรลงแรง ลงความรู้ และลงทุนเพื่อให้เกิดผล ผลลัพธ์ต้องเกิดจากการเรียนรู้ ไม่ใช่แค่การมีเทคโนโลยีเท่านั้น เศรษฐกิจจะเติบโตได้ ประชาชนต้องมีชีวิตที่ดีขึ้น และชุมชนต้องพัฒนาได้ด้วยพลังของชุมชนเอง" 

บพท. เดินหน้าสร้างระบบความร่วมมือมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ 

ทั้งนี้ ดร.กิตติ ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ถึงบทบาทสำคัญของ บพท.ที่ไม่ใช่เพียงองค์กรสนับสนุนงบประมาณงานวิจัยเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวกลางเชื่อมเครือข่ายมหาวิทยาลัย เพื่อสร้างระบบความร่วมมือที่เข้มแข็งและสมดุล โดยกำหนดเป้าหมายร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยในแต่ละภูมิภาค พร้อมทำหน้าที่เจรจาจัดระบบสนับสนุน เพื่อไม่ให้สถาบันต่าง ๆ ผลิตเทคโนโลยีซ้ำซ้อนกัน

บพท. ระบุว่าการทำให้ผลงานวิจัยของประเทศมีมาตรฐานเดียวกัน และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล จำเป็นต้องมีระบบเชื่อมโยงข้อมูลเครือข่ายอย่างชัดเจน ทั้งการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อนำมาถ่ายทอดให้ชุมชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ให้เครือข่ายได้จับมือกันแน่นและเติบโตไปในทิศทางเดียวกัน

มหาวิทยาลัยในฐานะแหล่งสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรม ไม่ได้มีบทบาทเพียงผลิตบัณฑิตเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่บริการสังคมและบริการชุมชน โดยนำผลงานวิจัยออกจากห้องปฏิบัติการสู่การใช้งานจริงในพื้นที่ เพื่อไม่ให้งานวิจัยกลายเป็นงานบนหิ้ง

ความท้าทายภาคใต้ในการกระจายเทคโนโลยี

ทั้งนี้ ดร.กิตติ กล่าวถึงความท้าทายในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีและนวัตกรรมสู่พื้นที่ภาคใต้ ที่มีความแตกต่างด้าน ภูมิศาสตร์กายภาพ และ ภูมิสังคม ว่าในบริบทพื้นที่แต่ละชุมชนมีการรวมกลุ่มที่ไม่เหมือนกัน บางกลุ่มส่งเสริมง่ายแต่ก็ล้มเลิกง่ายเช่นกัน ขณะที่บางพื้นที่ส่งเสริมยากแต่ทำแล้วจะมีความต่อเนื่อง

หลายพื้นที่ในภาคใต้มีศักยภาพและความพร้อมด้านการลงทุน แต่สิ่งยังขาดคือการขยายผลซึ่งหมายถึงการเข้าถึงต้องมีหน่วยเชิงรุกไปเข้าถึงลงไปค้นลงไปสำรวจให้ประชาชนเข้าถึงโอกาส เพราะมีข้อจำกัดเรื่องของความมั่นคง

อีกหนึ่งความแตกต่างคือ ระดับรายได้และภาระหนี้สินครัวเรือน ที่ไม่เท่ากัน ส่งผลให้ความต้องการทรัพยากร อาชีพ และรายได้ของแต่ละชุมชนต่างกันอย่างชัดเจน

เป้าหมายคือเศรษฐกิจครัวเรือน ที่ไม่ได้ใช้พื้นที่และทรัพยากรรวมถึงต้นทุนที่ไม่มาก ผ่านโมเดลอาชีพที่ใช้ทรัพยากรฐานในพื้นที่เป็นหลัก โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้จะเน้นทรัพยากรฐานทรัพยากรชายฝั่งทรัพยากรในพื้นที่เพราะเมื่อเป็นทรัพยากรในพื้นที่มีการทำอาชีพจะทำให้ชาวบ้านเกิดการอนุรักษ์

หนุน "เศรษฐกิจครัวเรือน" สร้างภูมิคุ้นกันทางเศรษฐกิจ

ดร.กิตติ ยังกล่าวว่าสถานการณ์การกีดกันทางการค้า ส่งผลต่อราคาพืชผลส่งออก โดยหลายสินค้าตกต่ำเช่น มันเทศที่เคยส่งออกได้ราคา 60 บาท เหลือเพียง 2 บาท รวมถึง มะม่วงจากราคา 90 บาท เหลือเพียง 10 บาท สร้างความเสียหายให้เกษตรกรในหลายจังหวัด

อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่ได้รับผลกระทบน้อยที่สุดกลับเป็น เศรษฐกิจครัวเรือนในชุมชน ที่สามารถพึ่งพาการจำหน่ายภายในท้องถิ่น แม้ปริมาณการขายไม่มาก แต่ทำให้ครัวเรือนยังมีรายได้เฉลี่ย 5,000–10,000 บาทต่อเดือน ถือเป็นภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ

ประเทศไทยพึ่งพาการส่งออกมากถึง 60% ของโครงสร้างเศรษฐกิจ หากสถานการณ์กีดกันการค้าดำเนินต่อไป ปัญหาการส่งออกจะยิ่งหนักขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมีการมุ่งส่งเสริมอุตสาหกรรมเกษตรขนาดใหญ่ที่พึ่งพาตลาดต่างประเทศเป็นหลัก ซึ่งต้องมุ่งเน้นส่งเสริมอุตสาหกรรมในครัวเรือนและเศรษฐกิจชุมชนให้มากขึ้น

การสร้างภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจระดับครัวเรือน ควรทำให้ครอบครัวมีรายได้ อย่างน้อย 2 ช่องทางขึ้นไป โดยมีทั้งอาชีพหลักและอาชีพรอง ซึ่งในอนาคตอาชีพรองสามารถพัฒนาเป็นอาชีพหลักได้หากมีช่องทางตลาดและทักษะรองรับ

อ่านข่าว :

3 เทศบาล 1 อบจ. "ปัตตานี-ตาก-ตรัง" คว้ารางวัลเมืองแห่งการเรียนรู้ไทย

ไทย-จีนเปิดศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีมันสำปะหลัง ยกระดับโคราชสู่เมืองนวัตกรรมเกษตรครบวงจร

เปิดแคตตาล็อกนวัตกรรมพร้อมใช้มหาวิทยาลัยทั่วอีสาน ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก