วันนี้ (17 ธ.ค.2568) CNN รายงาน ชายผู้กล้าหาญที่แย่งปืนจากหนึ่งในผู้ต้องสงสัยก่อเหตุยิงหมู่ที่หาดบอนได ทางชายฝั่งตะวันออกของออสเตรเลีย ถูกระบุชื่อว่า อาเหม็ด อัล อาเหม็ด วัย 43 ปี พ่อแม่ของเขาเป็นผู้ลี้ภัยที่เพิ่งย้ายมาจากซีเรียเมื่อหลายเดือนที่แล้ว ขณะที่ตัวอาเหม็ดเองมาถึงออสเตรเลียตั้งแต่ปี 2547 และมีอาชีพขายยาสูบในย่าน Sutherland ชานเมืองซิดนีย์
อาเหม็ดซึ่งเป็นพ่อของลูกสาว 2 คน วัย 3 และ 6 ปี ได้เสี่ยงชีวิตต่อสู้กับผู้ก่อเหตุกราดยิงและยึดอาวุธปืนอาวุธไว้ได้ระหว่างเหตุโจมตีเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (14 ธ.ค.) สร้างความฮือฮาและประทับใจให้ประชาชนบริจาคเงินช่วยเหลือครอบครัวจำนวนมาก แต่จากเหตุการณ์นี้ อาเหม็ดถูกยิงบาดเจ็บโดย 1 ใน 2 ผู้ก่อเหตุซึ่งเป็นคู่พ่อลูก การสังหารหมู่นี้มุ่งเป้าไปที่การชุมนุมของชาวยิวที่หาดบอนได ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 15 คนและบาดเจ็บอีกหลายสิบคน
ภาพวิดีโอที่บันทึกเหตุการณ์การแย่งปืนจากผู้ก่อเหตุ ถูกเผยแพร่และมียอดวิวหลายล้านครั้งบนโซเชียลมีเดีย แสดงให้เห็นอาเหม็ดกำลังย่อตัวหลบหลังรถยนต์ จากนั้นกระโจนเข้าใส่ผู้ก่อเหตุที่เพิ่งยิงปืน เสียงไซเรนตำรวจดังลั่นและเสียงปืนดังต่อเนื่อง ขณะที่ทั้งสองต่อสู้กันดุเดือดหลายวินาที จนอาเหม็ดสามารถดึงปืนจากมือผู้ก่อเหตุได้สำเร็จ จากนั้นเขาชี้ปืนไปยังผู้ก่อเหตุ ทำให้อีกฝ่ายถอยหนีไป
นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย แอนโธนี อัลบาเนซี ได้โพสต์ภาพถ่ายบนแพลตฟอร์ม Facebook และ X ขณะจับมือกับอาเหม็ดที่กำลังนอนพักฟื้นบนเตียงโรงพยาบาล โดยแขนซ้ายของเขาพันแผล "อาเหม็ด คุณคือฮีโร่ของชาวออสเตรเลีย" อัลบาเนซี เขียนข้อความประกอบ คุณเสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยผู้อื่น วิ่งเข้าหาอันตรายที่หาดบอนไดและปลดอาวุธผู้ก่อการร้าย ในเวลาที่เลวร้ายที่สุด เราจะเห็นสิ่งที่ดีที่สุดของชาวออสเตรเลีย และนั่นคือสิ่งที่เราเห็นในคืนวันอาทิตย์ คำพูดนี้สะท้อนถึงความภาคภูมิใจของชาติต่อความกล้าหาญของเขา
จากเหตุการณ์ดังกล่าว ชาวออสเตรเลียจำนวนมากได้รวมพลังบริจาคเงินผ่านเพจ GoFundMe ที่ตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลืออาเหม็ดในการฟื้นฟูร่างกายและยกย่อง "ฮีโร่ตัวจริง" คนนี้ โดยล่าสุดมียอดบริจาคเกินกว่า 1,400,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (ประมาณ 29,180,000 บาท) จากผู้บริจาคหลายพันราย GoFundMe ยืนยันกับ CNN เมื่อวันจันทร์ (15 ธ.ค.) ว่ากำลังประสานงานโดยตรงกับผู้จัดตั้งกองทุน เพื่อให้เงินช่วยเหลือถึงมืออาเหม็ดและครอบครัวอย่างปลอดภัยและโปร่งใส
ในวันเดียวกัน นายคริส มินส์ นายกรัฐมนตรีแห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์ ก็ได้โพสต์ภาพถ่ายของอาเหม็ดขณะฟื้นตัวในโรงพยาบาลบน Facebook โดยระบุว่า "อาเหม็ดคือฮีโร่ในชีวิตจริง คืนที่ผ่านมา ความกล้าหาญอันน่าทึ่งของเขาอาจช่วยชีวิตนับไม่ถ้วนเมื่อเขาปลดอาวุธผู้ก่อการร้ายด้วยความเสี่ยงส่วนตัวมหาศาล" มินส์ กล่าวเพิ่มเติมว่าเป็นเกียรติที่ได้ใช้เวลากับเขาเมื่อครู่นี้และส่งความขอบคุณจากคนทั่วรัฐ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าชีวิตจะสูญเสียมากกว่านี้ถ้าไม่ใช่เพราะความกล้าหาญที่ไม่เห็นแก่ตัวของอาเหม็ด ขอบคุณ อาเหม็ด
ด้านพ่อแม่ของอาเหม็ดเปิดเผยกับ Australian Broadcasting Corporation (ABC) ว่าเขาถูกยิงหลายนัดที่ไหล่ โดยกระสุนบางนัดยังค้างอยู่ในร่างกาย พวกเขาเสริมว่าอาเหม็ดเป็นคนที่พร้อมปกป้องใครก็ได้โดยไม่เลือกปฏิบัติ พ่อของอาเหม็ดกล่าว "เขาไม่เลือกปฏิบัติระหว่างเชื้อชาติหนึ่งกับอีกเชื้อชาติ โดยเฉพาะที่นี่ในออสเตรเลีย ไม่มีความแตกต่างระหว่างพลเมืองคนหนึ่งกับอีกคน" พวกเขายังบอกว่าลูกชายมีบุคลิกแบบนี้เสมอ
ญาติของอาเหม็ดชื่อมุสตาฟา ได้ให้สัมภาษณ์นอกโรงพยาบาลกับสถานี 7News ว่า อาการของอาเหม็ดกำลังดีขึ้นแต่ยังไม่ได้รับการผ่าตัด พร้อมกล่าวอย่างภูมิใจว่าอาเหม็ดคือฮีโร่ เพราะบางทีเขาอาจเสียชีวิตเพื่อช่วยคนอื่น" มุสตาฟากล่าว ขณะที่ครอบครัวที่เหลืออยู่ในซีเรียจำเขาได้จากโซเชียลมีเดียหลังเหตุการณ์ ลุงของเขา โมฮัมเหม็ด อัล-อาเหม็ด ให้สัมภาษณ์กับ Reuters ว่า "เรารู้ผ่านโซเชียลมีเดีย ฉันโทรหาพ่อของเขาและเขาบอกว่านั่นคืออาเหม็ด อาเหม็ดคือฮีโร่ เราภูมิใจในตัวเขา ซีเรียทั้งประเทศภูมิใจในตัวเขา"
ล่าสุด เมื่อวันอังคารที่ 16 ธ.ค.2568 สำนักข่าว 9News รายงานว่า ชาวบ้านและผู้ใจบุญได้วางดอกไม้และป้ายให้กำลังใจนอกร้านขายของของอาเหม็ดในย่าน Sutherland ชานเมืองซิดนีย์ โดยป้ายหนึ่งระบุว่า "ขอบคุณที่เป็นฮีโร่ของเรา"
อ่านข่าวอื่น :
อัลบาเนซีไว้อาลัยเหตุบอนได รบ.ออสเตรเลียยกระดับ กม.ปืนทั่วประเทศ
อัล จาซีรา เผยชายแดนไทยยังตึงเครียด ชาวบ้านไร้ที่ทำกิน หวั่นจรวดกัมพูชาไม่สิ้นสุด










