ปฏิบัติการจู่โจมกรุงการากัส เมืองหลวงของเวเนซูเอลา ชี้ให้เห็นว่าในวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ รอบที่ 2 ของโดนัลด์ ทรัมป์ พร้อมเข้าสู่สงครามและการแทรกแซงกิจการต่างประเทศอย่างเต็มตัว แม้จะเคยประกาศจุดยืนต่อต้านมาโดยตลอด สิ่งที่เกิดขึ้นส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วโลก
เขามีโรงงานผลิตโคเคน มีโรงงานที่ใช้ผลิตจริงๆ และใช่ ผมยังยืนยันคำพูดเดิม เขาผลิตโคเคนและส่งเข้ามาขายในสหรัฐฯ เพราะฉะนั้นเขาควรจะระวังตัวไว้ให้ดี
วาทกรรมของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ได้ยินกันหลายวันมานี้เกี่ยวกับโคลอมเบีย เป็นไปในเชิงขู่ นอกจากนี้ผู้นำสหรัฐฯ ยังระบุด้วยว่าปฏิบัติการทางทหารในโคลอมเบียฟังดูเข้าท่า
ทรัมป์กับกูสตาโว เปโตร ประธานาธิบดีโคลอมเบีย ไม่ค่อยลงรอยกัน หลังจากสหรัฐฯ โจมตีเรือในแถบแคริบเบียนและทางตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกหลายครั้ง เพิ่มแรงกดดันโคลอมเบีย ซึ่งขึ้นชื่อในฐานะศูนย์กลางการผลิตโคเคนโลก และเปโตรก็เป็นผู้นำฝ่ายซ้ายอีกคนหนึ่งที่ถูกคว่ำบาตร เพราะทรัมป์กล่าวหาว่าปล่อยให้ขบวนการค้ายาเฟื่องฟูอยู่ในภูมิภาค
ขณะที่อีกประเทศหนึ่งที่ถูกพาดพิงถึงคือ คิวบา ซึ่งรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ออกมายอมรับว่ารัฐบาลคิวบาเป็นปัญหาใหญ่และกำลังเป็นที่จับตามอง แม้จะเป็นพันธมิตรใกล้ชิดกับเวเนซูเอลา แต่ผู้นำสหรัฐฯ ชี้ว่าการแทรกแซงทางการทหารคงไม่จำเป็น เพราะประเทศนี้กำลังจะล่มสลายอยู่รอมร่อ เพราะได้น้ำมันจากเวเนซูเอลาถึง 30% ซึ่งเมื่อขาดตรงนี้ไปก็ไม่รู้ว่าจะอยู่ต่อไปได้อย่างไร
3 ประเทศ "โคลอมเบีย - คิวบา - เม็กซิโก" คือประเทศที่ทรัมป์เอ่ยถึงด้วยท่าทีแข็งกร้าวมากขึ้นอย่างชัดเจน หลังจัดการผู้นำเวเนซูเอลาได้สำเร็จ โดยโคลอมเบีย นอกจากจะขึ้นชื่อเรื่องโคเคน อาจจะดึงดูดใจทรัมป์เพราะมีน้ำมันสำรองอยู่พอตัวและเป็นผู้ผลิตทอง เงิน มรกต แพลตทินัมและถ่านหินรายใหญ่
แต่หากเทียบในกลุ่มนี้ นักวิเคราะห์บางคนประเมินว่าคิวบาอาจต้องคอยระวังหลังมากที่สุด เพราะหากสหรัฐฯ จะเลือกลงมือสักที่หนึ่ง เป็นไปได้ว่าอาจเป็นคิวบาที่หมางใจกันมานาน ส่วนเม็กซิโก เหมือนสถานการณ์ความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ เรื่องสงครามภาษีจะดีขึ้นแล้วก่อนหน้านี้ แต่งานนี้ทรัมป์ยังไม่วายพาดพิงไปถึงเม็กซิโก ในฐานะทางผ่านของยาเสพติดเข้าสู่สหรัฐฯ โดยขู่กันซึ่งๆ หน้าให้ต้องปรับปรุงตัว
ช่วงปีแรกของรัฐบาลทรัมป์วาระที่ 2 อาจจะสังเกตได้ว่าทรัมป์เร่งเครื่องหนุนหลังรัฐบาลฝ่ายขวาของประเทศต่างๆ ในแถบลาตินอเมริกา พร้อมกับขัดขารัฐบาลฝ่ายซ้ายของอีกหลายประเทศในเวลาเดียวกัน
ขณะที่นอกจากการอ้างความชอบธรรมต่างๆ ทรัมป์ยังหยิบยกหลักการมันโร หรือ Monroe Doctrine ซึ่งเป็นนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ จากปี 1823 ที่ประกาศอิทธิพลของสหรัฐฯ เหนือซีกโลกตะวันตกขึ้นมาเป็นเหตุผลสนับสนุนการเคลื่อนกำลังทหารเข้าสู่ภูมิภาคนี้ โดยใช้ข้ออ้างเรื่องการสกัดกั้นเส้นทางการลำเลียงยาเสพติด แถมยังเกทับว่าปัจจุบันไปไกลจนพัฒนาเป็นหลักการดอน-โร ที่เอาชื่อของตัวเองเข้าไปผสมรวมด้วย สะท้อนให้เห็นว่าจงใจมุ่งเป้าไปลาตินอเมริกาชัดเจน
นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า คำขู่ต่างๆ ของทรัมป์ พูดยากว่าสุดท้ายจะลงมือจริงหรือแค่เจตนากดดันให้ร่วมมือตามสไตล์ของตัวเอง ซึ่งหากจะลงมือจริงก็ไม่ได้พร้อมทุ่มสุดตัว แต่อาศัยใช้วิธีแสดงแสนยานุภาพแทน เช่น การทิ้งระเบิดถล่มอิหร่าน หรือเปิดปฏิบัติการเล่นใหญ่ในเวเนซูเอลา โดยทรัมป์เชื่อว่าจะทำให้ประเทศอื่นๆ เกรงกลัวและว่านอนสอนง่ายมากขึ้น
การจัดการกับผู้นำเวเนซูเอลาได้สำเร็จ ดูเหมือนจะกลายเป็นเชื้อไฟให้ทรัมป์ฮึกเหิมกลับมาย้ำประเด็นการผนวกกรีนแลนด์อีกระลอก โดยไม่สนเสียงคัดค้านจากนานาชาติ
นายกฯ เดนมาร์กปรามทรัมป์เลิกเพ้อฝันยึดกรีนแลนด์
โลกออนไลน์จุดกระแสวิจารณ์อย่างหนักกับภาพแผนที่กรีนแลนด์ ดินแดนของเดนมาร์ก แต่กลับฉาบไปด้วยลวดลายธงชาติสหรัฐฯ โพสต์โดยภรรยาของเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลทรัมป์
ในมุมรัฐบาลเดนมาร์กและชาวกรีนแลนด์ นี่เป็นการดูหมิ่นอธิปไตยอย่างร้ายแรงและยังสะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมล่าอาณานิคมยุคใหม่ที่พร้อมจะแทรกแซงดินแดนใดๆ ก็ตามที่สหรัฐฯ เล็งเห็นผลประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นการปราบปรามยาเสพติดในลาตินอเมริกา หรือการแสวงหาทรัพยากรในขั้วโลกเหนือ แม้ว่าทรัมป์จะอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงเพื่อคานอำนาจรัสเซียและจีนก็ตาม
ภาพแผนที่กรีนแลนด์ที่มีสีธงอเมริกันของ Katie Miller ภรรยาของ Stephen Miller รองหัวหน้าคณะทำงานฝ่ายนโยบายของทำเนียบขาว พร้อมแคปชันว่า soon หรือ เร็วๆ นี้ ทำให้ Mette Frederiksen นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก ออกโรงตอบโต้และย้ำว่าสหรัฐฯ ไม่มีสิทธิที่จะผนวกดินแดนใดๆ ของราชอาณาจักรเดนมาร์ก และเดนมาร์กเป็นสมาชิกนาโต ซึ่งหมายรวมถึงกรีนแลนด์ด้วย ดังนั้นจึงมีการรับประกันความมั่นคงของนาโตค้ำยันอยู่อีกทาง ซึ่งในประเด็นความมั่นคง สหรัฐฯ มีข้อตกลงด้านนี้กับเดนมาร์ก มีฐานทัพและเข้าถึงกรีนแลนด์ได้
แต่เป็นที่รู้กันว่าแค่นั้นคงไม่พอสำหรับทรัมป์ เพราะดินแดนใต้แผ่นน้ำแข็งกว้างใหญ่ของกรีนแลนด์เต็มไปด้วยแร่หายาก หากได้ครอบครองก็จะเปิดทางให้สหรัฐฯ เข้าถึงอาร์กติก เซอร์เคิล ชิงความได้เปรียบในเส้นทางการเดินเรือในพื้นที่อีก
ทั้งนี้ กรณีกรีนแลนด์ อาจดูไม่ง่ายที่สหรัฐฯ จะลงมือเหมือนที่ทำกับเวเนซูเอลา ด้วยสถานะสมาชิกนาโต แต่นาทีนี้อะไรก็เกิดขึ้นได้กับผู้นำโลกอย่างคนนี้และที่สำคัญดูเหมือนทั้งโลกจะไม่มีใครหยุดยั้งเขาได้
อ่านข่าว
ประวัติศาสตร์ "น้ำมันเวเนซุเอลา" สู่เครื่องมือการเมืองสหรัฐฯ
"มาดูโร" ขึ้นศาลสหรัฐฯ ครั้งแรกปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา
"ทรัมป์" ขู่ใช้กำลัง โค่นผู้นำ "โคลอมเบีย" เลียนแบบ "เวเนซุเอลา"











