ปี 2568 ราคาทองคำ จบด้วยตัวเลขที่พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์หลายรอบ ส่งผลให้ภาพรวมราคาปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 22,550 บาท บวกสูงสุดในรอบ 20 ปี นับตั้งแต่ปี 2549 โดยราคาสูงสุดของปี 2568 อยู่ที่ 67,400 บาท ต่ำสุดที่ 42,550 บาท เปิดศักราชปีม้าทอง 2569 ต้นปีทองคำราคาไม่แผ่ว เปิดตลาดพุ่งทะยานขึ้นมา 4,591 ออนซ์ต่อดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ “ทองคำแท่ง” ขายออกอยู่ที่ 67,750 บาท ส่วนทองคำรูปพรรณ ขายออกออกทะลุ 68,550 บาท ดังนั้น จึงมีโอกาสที่จะได้เห็นราคาทองคำอยู่ในจุดสูงถึงราคาบาทละ 70,000 บาท
เว็บไซต์ “ฮั้วเซ่งเฮง” วิเคราะห์สถานการณ์ทองโลกว่า ราคาทองคำฟื้นตัวขานรับวิกฤตเวเนซุเอลา-จีน และ คลังสหรัฐฯ อัดฉีดดอลลาร์ โดยสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับตัวขึ้น จากความตึงเครียดเวเนซุเอลายังคงคุกรุ่น และข้อพิพาทระหว่างจีน – ญี่ปุ่น ในประเด็นเรื่องไต้หวันยังคงตึงเครียด รวมถึงมาตรการภาษีทรัมป์ที่กำลังจะมีคำตัดสินจากศาลฎีกาในวันพุธนี้ อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์นี้ยังคงมีปัจจัยสำคัญต่อราคาทอง ที่ส่งผลต่อเนื่องมาจากอดีต
โดยสัปดาห์นี้คาดการณ์ว่า ราคาทองคำ ในทางเทคนิคยังคงทยอยฟื้นตัวขึ้น (Sideway Up) ในกรอบ Flag Pattern ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงภาวะ “ฟื้นตัวและรอเลือกทาง” หลังจากที่ตลาดได้รับรู้ถึงสถานการณ์ความตึงเครียดของเวเนซุเอลา, ความขัดแย้งระหว่างจีน – ญี่ปุ่น, การอัดฉีดเงินของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ รวมถึงคำตัดสินภาษีปธน.ทรัมป์ ส่งผลให้ในสัปดาห์นี้ หากปัจจัยดังกล่าวยังคงดำเนินอยู่ อาจส่งผลให้ทองคำปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านสำคัญที่ 4,655 และ 4,755 ดอลลาร์ ซึ่งอาจกระตุ้นแรงซื้อในตลาดทองคำได้รอบใหม่
อย่างไรก็ตาม หากตลาดยังคงกังวลคณะกรรมการเฟดโดยส่วนใหญ่ยังคงมีมุมมองนโยบายการเงินที่เข้มงวด และตลาดยังคงกังวลอัตราเงินเฟ้อที่ยังทรงตัวสูง อาจทำให้ทองคำปรับตัวลงทดสอบแนวรับสำคัญที่ 4,410 และ 4,310 ดอลลาร์ ซึ่งอาจกระตุ้นให้ตลาดมีการปรับฐานลงอย่างต่อเนื่องได้เช่นกัน สำหรับทองคำแท่งในประเทศ แนะนำให้นักลงทุน ทยอยสะสมเมื่อราคาปรับตัวลง ใกล้บริเวณ 66,500 บาท โดยมีจุดตัดขาดทุนที่ 66,000 บาท ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 68,300 บาท และ 68,800 บาท
ตลาดจับตาราคาทอง ลุ้นศาลฎีกาชี้ชะตาภาษี "ทรัมป์" 14 ม.ค.นี้
เหตุการณ์สำคัญที่ตลาดจับตา คือ ศาลสูงสุดแห่งสหรัฐอเมริกา (Supreme Court) เตรียมออกคำวินิจฉัยคดีสำคัญหลายคดีในวันที่ 14 ม.ค. นี้ รวมถึงคดีที่มีความสำคัญระดับโลกอย่าง ความชอบด้วยกฎหมาย ของมาตรการภาษีศุลกากร (Tariffs) ที่ปธน. ทรัมป์ โดยศาลได้ระบุผ่านเว็บไซต์เมื่อวันศุกร์ว่า อาจมีการประกาศคำตัดสินในคดีที่ได้รับฟังคำให้การไปแล้วในช่วงสัปดาห์นี้ โดยขณะนี้ยังไม่มีการระบุล่วงหน้าว่าจะตัดสินคดีใดบ้าง
โดยหากย้อนกลับไปในการรับฟังคำให้การเมื่อวันที่ 5 พ.ย.ที่ผ่านมา บรรดาผู้พิพากษาทั้งฝ่ายอนุรักษนิยมและเสรีนิยมต่างแสดงท่าทีกังขา ต่อความชอบด้วยกฎหมายของมาตรการภาษีดังกล่าว ซึ่งทรัมป์บังคับใช้โดยการอ้างอำนาจตามกฎหมายเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศปี 1977 (International Emergency Economic Powers Act – IEEPA) ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในยามสถานการณ์ฉุกเฉินของชาติเท่านั้น
ในขณะที่ตลาดได้มีการคาดการณ์เพียง 27% ว่าศาลฎีกามีโอกาสตัดสินว่าภาษีทรัมป์มีความถูกต้องทางกฎหมาย ซึ่งปธน.ทรัมป์ได้กล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า หากมาตรการภาษีดังกล่าวถูกศาลตัดสินให้ยกเลิก อาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยด้านความขัดแย้งระหว่าง สหรัฐฯ-กับเวเนซุเอลา หลังจาก เมื่อวันเสาร์ที่ 3 ม.ค. ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ได้เปิดปฏิบัติการโจมตีเวเนซุเอลาครั้งใหญ่ และจับกุมตัวนายนิโคลัส มาดูโร ปธน. เวเนซุเอลา โดยอ้างว่ามาดูโรมีความผิดเนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการค้ายาเสพติดมายังสหรัฐฯ
โดยประนาธิบดีทรัมป์ ได้ระบุว่า สหรัฐฯ จะทำหน้าที่บริหารประเทศเวเนซุเอลาจนกว่าจะมีการจัดเลือกตั้งใหม่ และผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ในสหรัฐฯ เตรียมพร้อมที่จะทุ่มงบประมาณหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อขุดเจาะทรัพยากรน้ำมันดิบอันล้ำค่าของเวเนซุเอลา โดยเวเนซุเอลาจะส่งมอบน้ำมันดิบจำนวนมหาศาลถึง 30-50 ล้านบาร์เรลให้แก่สหรัฐฯ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2.8 พันล้านดอลลาร์ อีกทั้งยังเป็นการสกัดกั้นอิทธิพลของจีน ซึ่งเคยเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดและพันธมิตรที่ใกล้ชิดของเวเนซุเอลาในด้านพลังงาน
จากเหตุการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้จีนได้ร้องเรียนไปยังคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) หลายประเทศได้วิพากษ์วิจารณ์การดำเนินงานของปธน.ทรัมป์ และแสดงความกังวลต่อสัญญาณการขยายปฏิบัติการทางทหารไปยังโคลอมเบียและเม็กซิโกในอนาคต รวมถึงการที่สหรัฐฯ ย้ำคำขู่ที่จะยึดครองกรีนแลนด์จากเดนมาร์ก เพื่อความมั่นคงแห่งชาติของอเมริกา โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ เนื่องจากที่ตั้ง กรีนแลนด์เป็นจุดยุทธศาสตร์อาร์กติกที่มีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติอย่างแร่แร์เอิร์ธ ที่อยู่ภายใต้การปกครองของเดนมาร์ก ซึ่งส่งผลให้ความตึงเครียดระหว่างสองพันธมิตรนาโต (NATO) เพิ่มสูงขึ้น และก่อให้เกิดคำถามถึงเสถียรภาพของระบบพันธมิตรตะวันตก ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อทองในแง่ของความไม่มั่นคงทางการเมืองโลกระหว่าง NATO และ สหรัฐฯ – จีน ในอนาคต
ข้อพิพาท "จีน – ญี่ปุ่น" สถานการณ์ตึงเครียด ปัจจัยบวกทองคำ
ขณะที่ความขัดแย้ง ระหว่างจีน-ญี่ปุ่นยังคงเพิ่มระดับความร้อนแรง โดยจีนสั่งแบนการส่งออกสินค้าทวิภาค (Dual-use) ที่อาจนำไปใช้ในกองทัพญี่ปุ่นทั้งหมด ซึ่งอาจกระทบต่อการส่งออกจากจีนไปญี่ปุ่นถึง 40% นอกจากนี้จีนยังขู่ว่าจะคุมเข้มการส่งออกแร่หายากที่เป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ญี่ปุ่นอีกด้วย กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นระบุ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ได้ประท้วงกรณีที่จีนปฏิบัติการแท่นขุดเจาะเคลื่อนที่ในน่านน้ำทะเลจีนตะวันออก ซึ่งเชื่อว่าเป็นการเตรียมการสำหรับแหล่งก๊าซใหม่ในพื้นที่ทับซ้อนกับญี่ปุ่น ความตึงเครียดระหว่างจีน – ญี่ปุ่น ที่ยังคงคุกรุ่นเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำ ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยท่ามกลางความขัดแย้งทางด้านภูมิรัฐศาสตร์
ตลาดคาดการณ์เกิน 80% เฟดอาจคงดอกเบี้ย
อย่างไรก็ตาม ตลาด CME Fed Watch คาดการณ์ 95% เฟด อาจคงดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50% – 3.75% ในการประชุม FOMC วันที่ 27-28 ม.ค. 2569 เนื่องจากการประชุม FOMC เมื่อวันที่ 8-9 ธ.ค.ที่ผ่านมา เฟดมองว่าดารลดดอกเบี้ยเดือนธ.ค. เป็นการตัดสินใจที่ สูสี และคณะกรรมการเฟดส่วนใหญ่ลงความเห็นว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Federal Funds Rate) เพิ่มเติมน่าจะเป็นเรื่องเหมาะสม หากอัตราเงินเฟ้อลดลงตามเวลาที่คาดการณ์ไว้ โดยคณะกรรมการบางส่วนเสนอว่า ภายใต้มุมมองทางเศรษฐกิจ เป็นการเหมาะสมที่จะ คงกรอบเป้าหมายไว้ที่ระดับเดิมเป็นระยะเวลาหนึ่ง (For some time) หลังจากที่มีการปรับลดในการประชุมในเดือนธ.ค. เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับค่อนข้างสูง ซึ่งเงินเฟ้อจะยังคงสูงในระยะใกล้ ก่อนที่จะค่อยๆ เคลื่อนตัวกลับสู่เป้าหมาย 2%
โดยหลายคนคาดว่าผลกระทบของภาษีนำเข้า (Tariffs) ที่มีต่อเงินเฟ้อของสินค้าพื้นฐาน (Core goods) จะเป็นเพียงแค่เรื่องชั่วคราว อย่างไรก็ตาม ตลาดได้คาดการณ์ตัวเลขเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มสูงกว่า 2% ตามที่เฟดคาดเอาไว้ในระยะยาว โดยหากพิจารณาถึงดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลปกติ (Treasury constant maturities) อายุ 5 ปี และ 10 ปี วันที่ 7 ม.ค. ที่ระดับ 3.70% และ 4.15% ตามลำดับ มาหักลบด้วยพันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อ (Inflation indexed vectors) อายุ 5 ปี และ 10 ปี ณ วันที่ 7 ม.ค. ที่ระดับ 1.40% และ 1.88% ตามลำดับ จะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อในอีก 5 และ 10 ปีข้างหน้าตามที่ตลาดคาดการณ์จะอยู่ที่ 2.3% และ 2.27% ตามลำดับ ซึ่งถือว่ายังสูงกว่าที่เฟดคาดการณ์ระยะยาวใน Dot Plot ที่ 1.8% เอาไว้มาก
จากปัจจัยข้างต้น อาจส่งผลให้ตลาดยังคงระมัดระวังอัตราดอกเบี้ยของเฟดที่อาจกระตุ้นให้ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) กลับมาแข็งค่าได้อีกครั้งผ่านการคงดอกเบี้ย / ขึ้นดอกเบี้ยในภายหลัง หากเงินเฟ้อยังคงไม่เป็นไปตามเป้าหมายของเฟด ซึ่งอาจส่งผลให้ทองคำได้รับปัจจัยลบในทางพื้นฐาน
12 วัน “ทองคำ” บวก 2,800 บาท
ราคาทองคำ เปิดตลาดเช้านี้บวก 800 บาท (ครั้งที่20 ) ส่งผลให้ราคาทองคำแท่งขายออกบาทละ 67,700 บาท และราคาทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 67,600 บาท ราคาทองรูปพรรณขายออกบาทละ 68,500 บาท และราคาทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 66,249 บาท ราคาทองคำตลาดโลก (Gold Spot) อยู่ที่ 4,586 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ อัตราแลกเปลี่ยนที่ระดับ 31.22 บาทต่อดอลลาร์
ราคาทองรูปพรรณรวมค่ากำเหน็จ 800 บาท มีราคาดังนี้ ทองครึ่งสลึง ราคาขาย 9,263 บาท ทอง 1 สลึง ราคาขาย 17,725 บาท ทอง 2 สลึง/50 สตางค์ ราคาขาย 34,650 บาท และทอง 1 บาท ราคาขาย 68,500 บาท ทองคำหนัก 2 บาท ขายออก 137,000 บาท ทองคำหนัก 5 บาท ขาย 342,200 บาท
ภาพรวมราคาทองปี 2568 บวก 22,550 บาท เดือนม.ค. ทองคำบวก 2,050 บาท ,เดือนก.พ. บวก 1,850 บาท ,เดือน มี.ค. บวก 3,750 บาท, เดือนเม.ย. บวก 1,950 บาท ,เดือน พ.ค. ลบ 750 บาท, เดือน มิ.ย. ลบ 550 บาท, เดือนก.ค. บวก 550 บาท, เดือน ส.ค. บวก 1,450 บาท, เดือน ก.ย. บวก 8,500 มเดือน ต.ค. บวก 3,000 บาท ,เดือนพ.ย. บวก 2,600 บาท , เดือน ธ.ค. 950 บาท ส่วนปี2569 ภาพรวมบวก 2,750 บาท
แค่เริ่มต้น ประเดิมมกราคมเดิอนแรก 2569 ราคาทองคำพุ่งทะยานแบบฉุดไม่อยู่ นักลงทุนรายเล็กรายใหญ่ต่างแห่แหนเข้าตลาดทองคำอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม อาจจะต้องระมัดระวัง ประกอบกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เล็งคุมเข้มร้านทอง-เทรดทองผ่านแอป หลังพบมีนักลงทุนทำธุรกรรมสูงถึง 40-50% ของจีดีพีซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญกดบาทไทยแข็งค่า
อ่านข่าว:
ทรัมป์-การเมืองโลก-สงครามยืดเยื้อ ปัจจัย "ทองคำ" ดีดตัวไม่หยุด
เทศกาลเททอง ฉุดทองดิ่งรอบ 5 ปี เหตุดอลลาร์ "แข็ง"นักลงทุนหนีสินทรัพย์ปลอดภัย
"ทองคำ" พักรบ Vs ปรับฐาน ลุ้น 5 พ.ย.ศาลฎีกาชี้ชะตา"ภาษีทรัมป์"











