วันนี้ (28 ม.ค.2569) CNN รายงาน ในยุคเริ่มต้นของอาวุธนิวเคลียร์ นักวิทยาศาสตร์ได้สร้าง "นาฬิกาวันสิ้นโลก" ขึ้นมาเป็นสัญลักษณ์ เพื่อสื่อสารว่ามนุษยชาติกำลังเข้าใกล้การทำลายโลกด้วยน้ำมือของตนเองมากเพียงใด ล่าสุดเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (27 ม.ค.) เกือบ 8 ทศวรรษหลังจากนาฬิกานี้ถือกำเนิดขึ้น เข็มนาฬิกาถูกขยับมาอยู่ที่ 85 วินาทีก่อนเที่ยงคืน ซึ่งถือว่าใกล้เที่ยงคืนที่สุดเท่าที่เคยมีมา ตามการประกาศของ Bulletin of the Atomic Scientists องค์กรผู้ก่อตั้งนาฬิกานี้ตั้งแต่ปี พ.ศ.2490
ในความหมายเชิงสัญลักษณ์ "เที่ยงคืน" หมายถึงช่วงเวลาที่มนุษยชาติทำให้โลกไม่สามารถอยู่อาศัยได้อีกต่อไป
ย้อนกลับไปเมื่อปีที่แล้ว Bulletin ตั้งเวลาไว้ที่ 89 วินาทีก่อนเที่ยงคืน ซึ่งในขณะนั้นก็ถือว่าใกล้ที่สุดแล้ว ก่อนหน้านั้นในปี พ.ศ.2566 และ 2567 เข็มนาฬิกาอยู่ที่ 90 วินาที การขยับเวลาในปี พ.ศ.2568 สะท้อนถึงความล้มเหลวของมนุษยชาติในการรับมือกับความท้าทายระดับโลกที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงจากอาวุธนิวเคลียร์ วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยคุกคามทางชีวภาพ รวมถึงเทคโนโลยีที่สร้างความปั่นป่วนอย่างปัญญาประดิษฐ์
นักวิทยาศาสตร์ของ Bulletin ยังระบุด้วยว่า การแพร่กระจายของข้อมูลบิดเบือน ข่าวเท็จ และทฤษฎีสมคบคิด ได้กลายเป็นภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของมนุษยชาติอย่างแท้จริง
อเล็กซานดรา เบลล์ ประธานและซีอีโอของ Bulletin อธิบายเหตุผลในการปรับเวลานาฬิกาปีนี้ว่า มนุษยชาติยังไม่สามารถสร้างความก้าวหน้าอย่างเพียงพอในการจัดการกับความเสี่ยงที่คุกคามเราทุกคน พร้อมกล่าวว่านาฬิกาวันสิ้นโลกเป็นเครื่องมือสื่อสารที่เตือนว่าเราเข้าใกล้การทำลายโลกด้วยเทคโนโลยีที่เราสร้างขึ้นเองเพียงใด ไม่ว่าจะเป็นอาวุธนิวเคลียร์ วิกฤตภูมิอากาศ หรือเทคโนโลยีที่ก่อกวน ซึ่งล้วนทวีความรุนแรงขึ้น ทุกวินาทีจึงมีค่า และเวลาของเรากำลังจะหมดลง
มันคือความจริงที่เจ็บปวด แต่ก็เป็นความจริงของเรา
ก่อนหน้านี้ นักวิทยาศาสตร์ของ Bulletin เคยเตือนว่าประเทศต่าง ๆ จำเป็นต้องหันกลับมาสู่ความร่วมมือและการลงมือทำในระดับนานาชาติ เพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดของโลก แต่แทนที่จะรับฟังคำเตือนดังกล่าว ประเทศมหาอำนาจกลับมีท่าทีแข็งกร้าว เผชิญหน้า และยึดชาตินิยมมากขึ้น
ดร.แดเนียล โฮลส์ ประธานคณะกรรมการวิทยาศาสตร์และความมั่นคงของ Bulletin กล่าวในงานแถลงข่าวว่า ความขัดแย้งทวีความรุนแรงขึ้นในปี 2568 โดยมีปฏิบัติการทางทหารหลายครั้งที่เกี่ยวข้องกับรัฐซึ่งครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ขณะเดียวกัน สนธิสัญญาควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ฉบับสุดท้ายระหว่างสหรัฐฯ และรัสเซีย กำลังจะหมดอายุในวันที่ 4 ก.พ.นี้ ซึ่งจะทำให้เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 50 ปีที่โลกไม่มีกรอบใดเหลืออยู่เพื่อยับยั้งการแข่งขันอาวุธนิวเคลียร์อย่างไร้การควบคุม
โฮลส์ ยังเตือนถึงอันตรายร้ายแรงในด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพ โดยเฉพาะในสาขาใหม่อย่างการพัฒนาชีวิตสังเคราะห์แบบ "กระจกเงา" แม้ว่านักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกจะออกคำเตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ประชาคมระหว่างประเทศกลับยังไม่มีแผนการประสานงานที่ชัดเจน และโลกยังไม่พร้อมรับมือกับภัยคุกคามทางชีวภาพที่อาจนำไปสู่ความหายนะ
นอกจากนี้ การเติบโตอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี AI ควบคู่กับการขาดกฎระเบียบกำกับดูแล ได้เร่งให้ข้อมูลบิดเบือนและข้อมูลเท็จแพร่กระจายอย่างกว้างขวาง ส่งผลกระทบต่อความพยายามในการแก้ไขภัยคุกคามทั้งหมดนี้ และยังทำให้วิกฤตอื่น ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นรุนแรงยิ่งกว่าเดิม
นาฬิกาวันสิ้นโลกถือกำเนิดขึ้นจากกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ที่เคยทำงานในโครงการแมนฮัตตัน ซึ่งเป็นโครงการลับในการพัฒนาระเบิดปรมาณูช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พวกเขาก่อตั้ง Bulletin of the Atomic Scientists เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรในปี 2488 โดยมีเป้าหมายเริ่มต้นเพื่อประเมินภัยคุกคามจากนิวเคลียร์ ก่อนจะขยายขอบเขตในปี 2550 โดยให้รวมเรื่องวิกฤตภูมิอากาศเข้าไปด้วย
ตลอด 79 ปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ของ Bulletin ได้ปรับเวลานาฬิกาเป็นประจำทุกปี บางปีขยับ บางปีคงเดิม ตามการประเมินว่ามนุษยชาติเข้าใกล้การทำลายล้างมากน้อยเพียงใด การตัดสินใจดังกล่าวมาจากคณะกรรมการวิทยาศาสตร์และความมั่นคง โดยปรึกษากับคณะกรรมการผู้สนับสนุน ที่ก่อตั้งโดย อัลเบิร์ต ไอน์ไตน์ ในปี 2491 และมี เจ.โรเบิร์ต โอเปนไฮเมอร์ เป็นประธานคนแรก ปัจจุบันคณะกรรมการนี้ประกอบด้วยผู้ได้รับรางวัลโนเบล 8 คน
แม้นาฬิกาวันสิ้นโลกจะไม่ใช่เครื่องมือวัดภัยคุกคามเชิงวิทยาศาสตร์อย่างตรงไปตรงมา แต่ถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นการถกเถียงและสร้างความตระหนักเกี่ยวกับวิกฤตที่โลกกำลังเผชิญ ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนตั้งคำถามถึงประโยชน์ของมัน อย่างไรก็ตาม ดร.ไมเคิล แมนน์ นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศ เคยกล่าวว่านาฬิกานี้อาจเป็นอุปมาที่ไม่สมบูรณ์ เพราะรวมความเสี่ยงที่มีธรรมชาติที่แตกต่าง เข้าไว้ด้วยกัน แต่ก็ยังเป็นเครื่องเตือนใจที่ทรงพลังถึงความเปราะบางของการดำรงอยู่ของมนุษย์
นาฬิกานี้ยังถูกอ้างถึงในเวทีระดับโลก เช่น ในการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กลาสโกว์ ปี 2564 เมื่อ บอริส จอห์นสัน นายกฯ อังกฤษ ในขณะนั้น กล่าวถึงนาฬิกาวันสิ้นโลกเพื่อสะท้อนความเร่งด่วนของวิกฤตภูมิอากาศ
จนถึงปัจจุบัน นาฬิกาวันสิ้นโลกยังไม่เคยถึงเที่ยงคืน และอดีตผู้นำของ Bulletin ระบุว่า "หวังว่าจะไม่เกิดขึ้น" เพราะหากเข็มนาฬิกาชี้ถึงเที่ยงคืน นั่นหมายถึงการแลกเปลี่ยนอาวุธนิวเคลียร์หรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างหายนะที่ทำลายมนุษยชาติ ซึ่งเราอาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำในขณะมันเกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม การย้อนเข็มนาฬิกากลับยังเป็นไปได้ ในอดีตเข็มเคยถอยห่างจากเที่ยงคืนมากที่สุดถึง 17 นาที ในปี 2534 หลังสหรัฐฯ และสหภาพโซเวียตลงนามในสนธิสัญญาลดอาวุธยุทธศาสตร์ Bulletin เชื่อว่าหากมนุษย์เป็นผู้สร้างภัยคุกคามเหล่านี้ เราก็สามารถลดมันได้ แม้จะไม่ใช่เรื่องง่าย และต้องอาศัยความร่วมมือในทุกระดับของสังคมโลก
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การลดการใช้รถยนต์ การประหยัดพลังงาน การเลือกกินอาหารท้องถิ่นตามฤดูกาล ลดขยะอาหาร ประหยัดน้ำ ลดพลาสติก และรีไซเคิลอย่างถูกต้อง ล้วนเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยบรรเทาวิกฤตภูมิอากาศ และอาจช่วยถอยเข็มนาฬิกาวันสิ้นโลกออกไปได้อีกเล็กน้อย
อ่านข่าวอื่น :
ปชน.ยัน "หมอสุภัทร" ยังเป็นผู้สมัคร สส.พร้อมต่อสู้หากคำสั่ง สธ.ไม่เป็นธรรม
ไฟไหม้ร้านรับซื้อของเก่า สมุทรปราการ จนท.เร่งควบคุมเพลิง
ส่องประกันสังคมมาเลเซีย กองทุนที่ "ธนาคารโลก" ยกย่องจัดการดี-โปร่งใสสูง











