ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ นายวิทัย รัตนากร เปิดประเด็นการถอนเงินจากแบงก์พาณิชย์ส่อผิดปกติ จากการถอนเงิน 2 กรณีรวม 450 ล้านบาท โดยเฉพาะกรณีที่ 2 มีถอนจากแบงก์ 2 แห่งๆ ละ 100 ล้านบาท และเน้นที่แบงก์ 100 บาท และ 500 บาท
ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน ก็ส่อเค้าชัดเจนว่า น่าจะเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง สส. ทั้งเลือกตั้งล่วงหน้า 1 ก.พ.2569 และเลือกตั้งวันจริง 8 ก.พ.2569
เพราะเป็นการถอนเงินสดและเน้นที่แบงก์ 100 กับ 500 บาท ซึ่งสอดคล้องกับกระแสข่าวการซื้อสิทธิของนักการเมือง ที่ได้เริ่มมาก่อนหน้านี้แล้ว ทั้งล็อตแรกของการเลือกตั้ง สส. และเลือกตั้ง อบต. ที่เพิ่งผ่านพ้นมา ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า เกี่ยวโยงกับเลือกตั้ง สส.โดยปริยาย
กูรูการเมืองบางคน แนะให้จับตาดูผลโพลที่จะออกมล่าสุด โดยเฉพาะ "นิด้าโพล" ในสัปดาห์นี้ และอาจรวมถึงยอดการใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า ที่จะทำให้นักเลือกตั้ง สามารถประเมินได้ว่า จะต้องเตรียมการซื้อเสียง และสำรองเงินในทางตรงสุดท้ายอย่างไร
หลังจากมีข้อมูลสอดคล้องไปในทางเดียวกันว่า การจ่ายเงินซื้อเสียงล็อตแรก จะอยู่ที่ 500-600 บาทต่อหัว แต่ในหลายพื้นที่ที่การแข่งขันสูง จ่ายกันแล้วหัวละหลักพันถึง 2 พันบาท และอาจมีแนวโน้มต้องจ่ายเพิ่มอีก หากคู่แข่งในพื้นที่มีการขยับหรือเพิ่มวงเงินเช่นกัน
การจับตาดูความผิดปกติ ในระบบธนาคารพาณิชย์ ของแบงก์ชาติ และผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ จึงเป็นสิ่งที่สมควร และมีเหตุมีผล นอกจากนี้ ยังเป็นสิ่งที่ถูกยกย่องเรื่องเตรียมส่งข้อมูลดังกล่าวยัง กกต. และ ป.ป.ง. เพื่อตรวจสอบเส้นเงิน
ไม่ว่าจะโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย หรือ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ที่บอกว่า จะร่วมมือกันทำงานให้ออกมาดีที่สุด เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ ระหว่าง กกต. กับ แบงก์ชาติ แม้ที่ผ่านมา จะไม่มี MOU ร่วมกันมาก่อน แต่ต่อจากนี้จะพยายามให้มี
นอกเหนือจากได้สั่งการให้ฝ่ายสืบสวนสอบสวน ของ กกต. เฝ้าระวังและติดตามดูพื้นที่ที่มีการแข่งขันกันรุนแรง และคาดว่าจะมีการกระจายของเม็ดเงินดังกล่าว
จนอาจโดนทิ่มแทงจากฝ่ายที่ไม่ปลื้มในศักยภาพของ กกต.อยู่ก่อนแล้ว เนื่องจากเห็นว่า ภารกิจดังกล่าวเป็นสิ่งที่ กกต.ควรต้องเตรียมการอยู่ก่อนแล้ว ไม่ใช่เพิ่งตื่น หลังจากแบงด์ชาติออกมาเปิดประเด็น
เพราะในความเป็นจริง เรื่องการซื้อเสียงสำหรับเลือกตั้ง สส.ครั้งนี้ ถูกตั้งข้อสังเกต รวมทั้งรับทราบข้อมูลกันมาตั้งแต่แรกแล้ว ว่าเข้มข้นรุนแรงแน่นอน
โดยส่วนหนึ่งและอาจเป็นส่วนใหญ่ มาจาก "ทุนเทา" และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มสแกมเมอร์ หรือกลุ่มแก๊งมิจฉาชีพอยู่ก่อนแล้ว เงินทุนเทาที่เตรียมพร้อมเหล่านี้ แทบไม่มีวันหมด
นอกจากจะซื้อเสียงแล้ว ยังอาจซื้อเจ้าหน้าที่ หรือข้าราชการที่เกี่ยวข้อง หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่เลือกตั้งประจำหน่วยเลือกตั้งอีกต่างหาก
ประเมินกันว่า ในเขตเลือกตั้งที่แข่งขันรุนแรงชนิดต่างฝ่ายต่างแพ้ไม่ได้ ในช่วง 2 คืนสุดท้าย อาจสูงถึงหัวละ 4-5 พันบาท
การเคลื่อนไหวถอนเงินจากระบบธนาคาร จึงอาจมีระลอก 2 ระลอก 3 ให้ได้เห็น แต่ที่น่าเป็นห่วงกว่านั้น คือการจ่ายเป็นเงินสด ซึ่งอาจเก็บสะสมไว้ที่บ้าน ในห้องลับ ผนังกำแพง หรือแม้แต่ในฝาตู้เย็น
เพราะวิธีการดั้งเดิม หรือแบบอนาล็อคแบบนี้ จะช่วยให้รอดพ้นการถูกตรวจจับ หรือแม้แต่การสะกดรอยตามจากเส้นเงิน ที่ "นักการเมืองสร้างตัว" ต่างโดนกันระเนระนาดในช่วงเวลานี้
ประจักษ์ มะวงศ์สา
อ่านข่าว
เลขา กกต.คุยแบงก์ชาติแล้ว หลังพบพิรุธเบิกเงินสดล็อตใหญ่ช่วงเลือกตั้ง
พรรคไหน-ใครเหนือ? โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง











