ค้นหา
ทีวีออนไลน์
เว็บไซต์ในเครือ
เว็บไซต์บริการ

ตรวจแถวต้านโกง นโยบาย 9 พรรคการเมืองใหญ่ สัญญาใจ “ไร้แรงผลัก”

การเมือง
16:16
582
ตรวจแถวต้านโกง นโยบาย 9 พรรคการเมืองใหญ่ สัญญาใจ “ไร้แรงผลัก”

“ต้านโกง” หรือนโยบายต่อต้านการคอร์รัปชัน ถือเป็นนโยบายแรกๆ ที่ทุกพรรคการเมืองต่างนำเสนอออกมา หลังมีการประกาศยุบสภา และกำหนดวันเลือกตั้ง สส. โดยพรรคแรกที่ออกมาประกาศนโยบายเรื่องนี้แบบขึงขัง จริงจัง ตามสไตล์ อดีตนายตำรวจมือปราบอย่าง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส คือ พรรคเสรีรวมไทย กับประโยค “ไม่เทา ไม่ยืนใต้เงาใคร”

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ แสดงจุดยืนชัดเจนมาโดยตลอดในเรื่องความซื่อตรง ไม่ยอมจำนนต่ออำนาจมืด หรือทุนสีเทา ได้ประกาศแนวทางนโยบายนี้ออกมา ตั้งแต่วันที่ 24 ธ.ค.2568 โดยมุ่งหวังทำการเมืองให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ และปราบปรามการทุจริต คอร์รัปชัน อย่างจริงจัง

วิธีการก็คือ ประชาชน ต้องส่ง “คนตรง” เข้าไปในรัฐสภา เพื่อช่วยถ่วงดุลการเมือง กับวลีหาเสียงที่ได้ยินบ่อยๆ ก็คือ “คนตรง บ้านเมืองตรง”

ขณะที่ พรรคประชาชน ก็เปิดตัวด้วยวาทกรรม “มีเราไม่มีเทา” แม้ว่าก่อนจะเดินทางถึงวันเลือกตั้ง มีบรรดาผู้สมัคร สส.ของพรรค ถูกถอนสิทธิ์ จากการเข้าไปพัวพันธุรกิจสีเทาหลายคนแล้วก็ตาม

พรรคประชาชน เสนอ 8 มาตรการสำคัญในการแก้ปัญหา โดยเน้นการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน แบบ “ผ่าตัดเชิงระบบ” มุ่งเน้นให้การดำเนินการทุกอย่างของภาครัฐโปร่งใส ตรวจสอบได้ พัฒนาระบบออนไลน์ของรัฐให้เชื่อมโยงกัน พร้อมผลักดันเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยทำหน้าที่ “ส่งสัญญาณเตือน”

กรณีพบความผิดปกติในการจัดซื้อจัดจ้าง หรือเรื่องอื่นๆ ที่มีความเสี่ยงทุจริต และปิดท้ายด้วยการผลักดันกฎหมาย “คนโกงวงแตก” เพื่อให้ผู้ที่ร่วมทุจริตแล้วกลับใจ มาให้ข้อมูลแก่รัฐเป็นคนแรก ได้รับการพิจารณาลดโทษ หรือกันไว้เป็นพยาน ซึ่งวิธีการนี้ จะทำให้ขบวนการทุจริตขาดความเชื่อใจกัน และเดินต่อได้ยากในที่สุด

ส่วน พรรคเพื่อไทย เสนอแนวทาง “รัฐบาลดิจิตอล” พร้อมรื้อกฎหมาย ล้างระบบ เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงบริการภาครัฐได้ง่ายขึ้น ลดขั้นตอน ลดความซ้ำซ้อน

พร้อมเสนอให้รวบรวมข้อมูลภาครัฐที่กระจัดกระจาย ขึ้นสู่คลาวด์กลาง และทำแดชบอร์ด รายงานแบบเรียลไทม์ เปิดให้สาธารณะเข้าตรวจสอบได้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้งบประมาณ, การจัดซื้อจัดจ้าง หรือ ติดตามสถานะโครงการ เป็นต้น

ด้าน พรรคประชาธิปัตย์ ก็มีแนวคิดคล้ายคลึงกัน คือเสนอการใช้เทคโนโลยี เพิ่มความโปร่งใส กับนโยบาย Open Data คือการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐไปสู่สาธารณะ เพื่อให้ประชาชนมีสิทธิตรวจสอบได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง, การขยายสัญญา และการจ่ายเงิน เป็นต้น

ควบคู่กับการเปิดช่องทางร้องเรียนดิจิตอล ที่ประชาชนไม่จำเป็นต้องเปิดเผยตัวจน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมให้คนกล้าแจ้งเบาะแส และทำให้เกิดการตรวจสอบจากภาคประชาชนมากขึ้น

ขณะที่ พรรคภูมิใจไทย กลับเห็นต่างจากพรรคอื่นๆ เล็กน้อย ที่มองว่าเทคโนโลยี เป็น “เครื่องมือ” ในการช่วยป้องกันการทุจริต แต่ ภูมิใจไทย มองว่าสิ่งนี้เป็น “ตัวชี้ขาด” เป็นกระบวนการในการกำกับดูแล ดังนั้น ไม่เพียงเป็นการป้องปราม แต่จะมีการตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อทำให้ผู้กระทำผิดต้องรับผิดชอบตามกฏหมายสูงสุด

ส่วนปัญหาทุนเทา พรรคภูมิใจไทย มองว่า ต้องสร้างกติกา เพื่อขัดขวางธุรกิจผิดกฎหมาย เช่นเพิ่มการปกป้องประเทศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ และเสนอนโยบายการทูตเชิงรุก ครอบคลุมทุกมิติ ปราบอาชญากรรมข้ามชาติ, สแกมเมอร์, ค้ามนุษย์ และยาเสพติด ด้วยการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

ยังมีนโยบายพรรคเล็กๆ ที่น่าสนใจ อย่าง พรรครวมไทยสร้างชาติ ที่เสนอนโยบาย “ปราบโกง พิทักษ์คนดี พิฆาตคนชั่ว” ตอกย้ำจุดยืนในการผลักดันให้เกิดการปราบปรามการทุจริตทุกรูปแบบ ด้วยการผลักดันให้ปรับปรุงกฎหมายคดีทุจริต ให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี และประกาศ “ไม่ร่วมสังฆกรรมกับคนโกง” ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้มีอิทธิพล และข้าราชการที่ทุจริต, กลุ่มทุนสีเทา และแก๊งสแกมเมอร์

ขยับมาที่ พรรคไทยสร้างไทย เสนอแนวทางการเพิ่มโทษให้กับคนโกงชาติ ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ และนักการเมือง ให้มีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต และเปิดโอกาสให้อำนาจประชาชนรวมตัว 50,000 รายชื่อ ลงมติถอดถอนองค์กรอิสระ และศาลรัฐธรรมนูญได้ หากพบพฤติกรรมเอื้อประโยชน์ให้คนโกง

กระเถิบมายังพรรคประชาชาติ กับแนวคิด “ปราบโกงให้เป็น 0” ด้วยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด จริงจัง และป้องกันปราบปรามการทุจริต ทุกรูปแบบ

สุดท้ายที่ พรรคไทยภักดี ก็เห็นด้วยกับแนวคิดเพิ่มโทษประหารชีวิต กรณีทุจริตเกิน 100 ล้านบาท และต้องประหารภายใน 15 วัน นับจากคำตัดสิน ไม่มีสิทธิ์ขอพระราชทานอภัยโทษ เพิ่มสิทธิให้ประชาชนสามารถฟ้องตรงต่อศาลได้ทันที หากพบความผิดปกติ เป็นต้น

ก่อนหน้านี้ นายมานะ นิมิตมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) เคยออกมาแสดงตัวเลขการทุจริต คอร์รัปชันในประเทศไทย พบว่า ที่เกิดขึ้นมากที่สุดคือการเรียกรับสินบน และประเมิณมูลค่าความเสียหายรวมสูงถึง 5 แสนล้านบาท/ ปี ไม่รวมการคอร์รัปชั่นในรูปแบบอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการจัดซื้อจัดจ้าง, การประมูล และอื่นๆ

เราจะยอมให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก หรือจะหยุด ด้วยการเลือกพรรคที่ใช่ นโยบายที่ชอบกันเสียตั้งแต่ตอนนี้

อ่านข่าว

พรรคไหน-ใครเหนือ? โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง

นักวิชาการแนะรัฐสกัดทุนเทา เชื่อข้อมูลเบิกเงินสดหลายร้อยล้านอาจเอี่ยวเลือกตั้ง

สถานทูตไทยในญี่ปุ่น ตามหา 191 คนไทยให้รับเอกสารเลือกตั้ง-เสียงประชามติ ก่อน 30 ม.ค.