วันนี้ (12 ก.พ.2569) มีความพยายามแก้ปัญหาผู้ป่วยจิตเวชที่มีปัจจัยจากยาเสพติดหลายวิธี หนึ่งในนั้นคือโครงการ "1 ตำบล 1 ชุมชน CBTx" หรือ "ชุมชนล้อมรักษ์" ที่มุ่งคืนผู้เสพกลับสู่ชุมชนผ่านการบำบัดและฟื้นฟูโดยมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ยิงใน รร.พะตงประธานคีรีวัฒน์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ทำให้เกิดคำถามว่านโยบายนี้ล้มเหลวหรือไม่ เนื่องจากยังเกิดเหตุรุนแรงซ้ำซากและป้องกันไม่ได้จริง
เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่านโยบายนี้มีช่องโหว่ที่สำคัญ โดยเฉพาะการไม่สามารถกำจัดผู้ค้ายาเสพติดได้อย่างเด็ดขาด ซึ่งเป็นต้นตอของปัญหา ต.พะตง เองถือเป็นหนึ่งในชุมชนต้นแบบของ CBTx ข้อมูล ณ มี.ค.2567 พบผู้ป่วยยาเสพติดที่เข้ารับการบำบัดฟื้นฟู 362 คน ดำเนินการแล้ว 280 คน และเฝ้าระวัง 82 คน แต่เหตุการณ์ล่าสุดแสดงให้เห็นว่ายังมีอุปสรรคมากมายที่ทำให้ผู้ป่วยกลับไปใช้ซ้ำหรือพัฒนาไปสู่ภาวะรุนแรง
ภาพรวมจากกระทรวงสาธารณสุข ปี 2567 พบชุมชนเข้าร่วมโครงการแล้ว 2,333 ชุมชน จากเป้าหมายกว่า 7,255 ตำบลทั่วประเทศ ล่าสุดปี 2568 มีผู้เข้าสู่การบำบัด 22,239 คน โดย จ.สงขลาเป็น 1 ใน 5 จังหวัดที่มีผู้เข้ารับการบำบัดมากที่สุด แต่ในจำนวนนี้ มีเพียง 2,985 คน หรือราวร้อยละ 10 ที่เข้าบำบัดครบกระบวนการ
กระบวนการ CBTx ทำงานโดยเริ่มจากการประชุมร่วมระหว่างผู้นำชุมชน อำเภอ ตำรวจ และสาธารณสุข จากนั้นปูพรมตรวจปัสสาวะคัดกรองผู้เสพ หากพบสารเสพติดจะประเมินระดับความรุนแรง แบ่งเป็นกลุ่มที่บำบัดในชุมชนได้และกลุ่มที่ต้องส่งโรงพยาบาล
หลังรักษาจากโรงพยาบาล ต้องกลับสู่ชุมชนด้วยการติดตาม จัดกิจกรรมฟื้นฟู และฝึกทักษะอาชีพ เพราะหลายคนบำบัดแล้วแต่กลับไม่ได้เนื่องจากขาดงานทำ สังคมไม่ยอมรับ หรือกลับไปเจอสิ่งแวดล้อมเดิมที่มีสารเสพติดยังคงอยู่ การขยายผลจับกุมผู้ค้ายาจึงต้องทำควบคู่กันไปอย่างจริงจัง ขั้นตอนทั้งหมดไม่ง่าย ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย รวมถึงมุมมองของคนในชุมชนและตัวผู้เข้ารับบำบัดเอง
จากข้อมูลปี 2568 พบผู้ใช้และเสพยาเสพติดในไทยราว 1,900,000 คน ในจำนวนนี้ 1,400,000 คนยังไม่แสดงอาการชัดเจน รองผู้อำนวยการสำนักวิชาการ กรมสุขภาพจิต นพ.ศุภเสก วิโรจนาภา ระบุว่า ผู้ก่อเหตุในเหตุการณ์ รร.พะตงประธานคีรีวัฒน์ ถูกจัดเป็นกลุ่ม "ผู้ป่วยสีแดง" แต่ก่อนถึงระดับนั้น มักเริ่มจากสีเขียว สีเหลือง หรือสีส้ม ซึ่งมีระยะเวลา 6 เดือนถึง 1 ปี ที่สามารถเข้าแทรกแซงบำบัดเพื่อป้องกันไม่ให้อาการรุนแรงจนเกิดภาวะคลุ้มคลั่ง
ช่องว่างสำคัญจึงอยู่ที่การค้นหาและเข้าถึงผู้ป่วยกลุ่มสีเขียว ซึ่งเพิ่งเริ่มใช้ยาเสพติดในชุมชน หากตรวจพบเร็วและรักษาทันเวลา จะลดโอกาสพัฒนาไปสู่กลุ่มสีแดงได้ ความร่วมมือจากครอบครัวจึงจำเป็นมาก เพราะหากปิดบังปัญหา อาการอาจลุกลาม ล่าสุดเดือน พ.ย.2568 ก่อนยุบสภา นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี สั่งขยายผลชุมชนล้อมรักษ์ ผ่านกองทุน สสส. ให้ครอบคลุมมากขึ้น พร้อมทบทวนกฎหมายยาเสพติดทั้งระบบ
แต่เมื่อเทียบจำนวนผู้ใช้ยาเกือบ 2,000,000 คน กับผู้เข้าสู่ระบบบำบัดเพียงหลักหมื่น ยังเป็นคำถามใหญ่เรื่องการเข้าถึงบริการและการเฝ้าระวังในระดับพื้นที่ที่ยังไม่ทั่วถึง นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. ระบุว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แม้ไม่ใช่ครอบครัวเรา แต่ผลกระทบกลับไม่ไกลตัว การคืนผู้ป่วยสู่ชุมชนได้จริงต้องมีระบบและข้อต่อที่รองรับอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้ปัญหาแบบนี้เกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก
"5 ธงแดง" สัญญาณเตือนผู้ป่วยจิตเวชจากยาเสพติด
ขณะเดียวกัน นพ.อังกูร ภัทรากร นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติ (สบยช.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ผู้ติดยาเสพติดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยแต่ละปีมีผู้เข้ารับการบำบัดกว่า 220,000 คน ปีนี้มีแล้วกว่า 184,000 คน สบยช.มีสถานบำบัด 7 แห่งทั่วประเทศ การรักษาแบ่งเป็น 3 ระดับ และมี 4 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ คัดกรอง-ประเมิน บำบัดด้วยยา ฟื้นฟู 4-6 เดือน และติดตามต่อเนื่องอย่างน้อย 1 ปี
ปัญหาเสพซ้ำมักเกิดจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ การถูกตีตราและไม่ได้รับการยอมรับจากชุมชน ขาดโอกาสทางอาชีพ และภาวะสมองติดยา ซึ่งเป็นโรคเรื้อรังที่มีโอกาสกลับมาใช้ซ้ำสูง สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงก่อเหตุรุนแรง มักมี "5 ธงแดง" ได้แก่ นอนไม่หลับ พูดคนเดียว หงุดหงิดง่าย หวาดระแวง และพฤติกรรมผิดปกติในชุมชน การเฝ้าระวังจากครอบครัว ผู้นำชุมชน และ อสม. จึงเป็นสิ่งสำคัญ
อ่านข่าวอื่น :
ย้อน 5 เหตุการณ์ "กราดยิง" สะเทือนขวัญคนไทย
"สุดารัตน์" ลาออกหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย เตรียมลุยงานภาคประชาชนปราบคอร์รัปชัน
อนุทิน กำชับ 193 ว่าที่ สส.ภูมิใจไทย มีเพียงมุ้งเดียว "มุ้งอนุทิน"










