วันนี้ (23 ก.พ.2569) นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กล่าวถึงกรณีศาลสูงสหรัฐอเมริกา สั่งยกเลิกการเก็บภาษีต่างตอบแทนของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แต่นายทรัมป์ ประกาศขึ้นภาษีใหม่เป็น 10% ต่อด้วย 15% ผลบวกในเบื้องต้น คือต้นทุนผู้นำเข้าสหรัฐฯ ลดลง ราคาสินค้าปลายทางลดลง ทำให้ผู้บริโภคในสหรัฐฯ มีกำลังซื้อมากขึ้น ส่งผลดีต่อการนำเข้าสินค้าที่จะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มอาหาร เช่น ไก่ อาหารทะเล และผลไม้กระป๋อง แต่ในทางกลับกัน คู่แข่งของไทยที่เคยเจอภาษีสูง ภาษีก็จะลดลงมาเท่ากันทุกประเทศ ก็จะเป็นคู่แข่งสำคัญ และยังมีปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งค่า จะเป็นตัวฉุดขีดความสามารถ
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.)
อย่างไรก็ตาม แม้อัตราภาษีนำเข้าจะลดลงจากเดิม แต่กระทรวงพาณิชย์จะมีการเจรจากับสหรัฐฯ ต่อเนื่อง เพื่อติดตามดูว่าสหรัฐฯ จะมีมาตรการใดกับไทย เพราะสหรัฐฯ ยังคงขาดดุลการค้ากับไทย ซึ่งอาจจะมีมาตรการขึ้นภาษีในบางรายการ ทำให้ไทยต้องอยู่ในเวทีเจรจาต่อไป ส่วนประเด็นการลดภาษีการเปิดตลาดสินค้าต่างๆ ให้กับสหรัฐฯ ก็ต้องมาพิจารณาต่อว่าจะดำเนินการอย่างไร รวมทั้งต้องจับตาสหรัฐฯ จะใช้ภาษีตอบโต้ทางการค้าเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่
ด้านน.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า กรมฯ ยังจับตาการส่งออกอย่างใกล้ชิด แม้ว่าตัวเลขจะสูงแต่ก็ยังไม่สบายใจ เพราะไม่รู้ว่าวัฏจักรนี้จะจบเมื่อไร ซึ่งกรมฯจะหาทางบุกเจาะตลาดต่อ เพราะภาษีสหรัฐฯ ที่ลดลง ทุกคนได้เท่ากัน จะหยุดขยายตลาดไม่ได้ โดยสั่งการให้ทูตพาณิชย์เร่งหาโอกาสใหม่ ๆ ในตลาดที่ดูแล ทั้งสินค้าและบริการที่ไทยมีโอกาส ให้ส่งข้อมูลกับมา จะได้พูดคุยหารือกับผู้ส่งออก เพื่อดูโอกาสไปช่วงชิงได้ยังไง และเฉพาะสหรัฐฯ ที่เป็นตลาดสำคัญ ก็จะมีมาตรการเพิ่มเติมอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งล่าสุดได้เชิญผู้นำเข้ารายใหญ่สหรัฐฯ มาไทย เพื่อเจรจาธุรกิจกับผู้ส่งออกไทย
ขณะที่นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวถึงกรณีที่ศาลสูงสหรัฐวินิจฉัยยกเลิกภาษีศุลกากรทั่วโลกของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยชี้ว่าเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตฝ่ายบริหารนั้น ไม่ได้ทำให้การเจรจาภาษีของไทยกับสหรัฐหยุดชะงัก แต่ทำให้กรอบการดำเนินนโยบายการค้าของสหรัฐกลับเข้าสู่ระบบกฎหมายและกระบวนการที่ชัดเจนมากขึ้น
คำวินิจฉัยดังกล่าวสะท้อนว่า ฝ่ายบริหารสหรัฐฯ ไม่สามารถใช้อำนาจฝ่ายเดียวขึ้นภาษีในวงกว้างได้อีก หากไม่มีฐานกฎหมายรองรับ ส่งผลให้มาตรการภาษีในระยะต่อไปต้องผ่านขั้นตอนที่เป็นระบบมากขึ้น เปิดพื้นที่ให้ประเทศคู่ค้า รวมถึงไทย สามารถเข้าสู่การเจรจาและชี้แจงเชิงเทคนิคได้มากกว่าเดิม ซึ่งในภาพรวมถือเป็นผลบวกต่อประเทศผู้ส่งออก
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย
สำหรับขั้นตอน หลังศาลยกเลิกการใช้กฎหมายฉุกเฉิน สหรัฐฯยังคงมีเครื่องมือทางกฎหมายอื่น แต่หากเป็นการใช้อำนาจโดยตรงของประธานาธิบดีที่มีผลทันที มาตรา 122 ถือเป็นมาตราเดียวที่สามารถใช้ได้ โดยไม่ต้องผ่านสภา Congress หรือกระบวนการสอบสวนของหน่วยงานอื่น
อย่างไรก็ตาม มาตรานี้มีข้อจำกัดด้านเวลา คือใช้ได้ไม่เกิน 150 วัน จึงเป็นมาตรการชั่วคราวเพื่อกดดันและเร่งการเจรจาในระยะสั้นจากกรอบเวลาดังกล่าว คาดการณ์ได้ว่าสหรัฐฯน่าจะพยายามผลักดันให้ประเทศคู่ค้า รวมถึงไทย เข้าสู่กระบวนการเจรจาให้เร็วยิ่งขึ้นภายในช่วงเวลาที่มาตรา 122 ยังบังคับใช้อยู่
รองประธานหอการค้า กล่าวอีกว่า สถานการณ์นี้ยังถือเป็น จังหวะและโอกาสทางการค้า เนื่องจากผู้นำเข้าสหรัฐฯมีแนวโน้มเร่งนำเข้าสินค้าในช่วงนี้ เพื่อป้องกันความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าในอนาคต และสามารถนำเข้าในอัตราภาษีที่ต่ำกว่าเดิม จึงเปิดโอกาสให้ไทยผลักดันการส่งออกไปสหรัฐฯได้เพิ่มขึ้นในระยะสั้น
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
“สิ่งที่ไทยต้องเตรียมรับมือเพิ่มเติม คือการรวบรวมข้อมูลในทุกประเด็นที่สหรัฐฯ เคยหยิบยกขึ้นมากล่าวหาหรือแสดงความกังวลเกี่ยวกับไทยในอดีต ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างต้นทุน การอุดหนุน การทุ่มตลาด มาตรฐานแรงงาน สิ่งแวดล้อม สุขอนามัยอาหาร และทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อให้สามารถชี้แจงเชิงเทคนิคได้อย่างเป็นระบบภายใต้กรอบเวลา 150 วันของมาตรา 122”
อ่านข่าว:
ศาลสั่งเพิกถอนภาษีทรัมป์ นักวิชาการไทย ชี้สหรัฐฯ จะกีดกันการค้าต่อ
“ทรัมป์” เดือดขึ้นภาษีใหม่จากเดิม 10% เป็น15 % ทั่วโลกมีผลทันที
หลายชาติจับตา "ทรัมป์" ขึ้นภาษีนำเข้าทั่วโลก 10%
