อาสาแม่ทาสู้กับไฟ และความเชื่อ

ภูมิภาค
17:25
จำนวนผู้ชม 397
อาสาแม่ทาสู้กับไฟ และความเชื่อ
ผืนป่า ต.ทาแม่ลอบ อ.แม่ทา จ.ลำพูน กลายเป็นผืนป่าพื้นที่เฝ้าระวังพิเศษ หลังพบสถิติ 2 ปี จุดความร้อนเพิ่ม 2 เท่า อาสาดับไฟสะท้อนงบสนับสนุนยังมีจำกัด และ คนส่วนน้อยยังเผาป่า

ภาพเปลวไฟที่ลุกโชนบนยอดเขาสูงชันในเขตหมู่บ้านปงแม่ลอบ ตำบลทาแม่ลอบ อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน เป็นสัญญาณเตือนภัยถึงวิกฤตฝุ่นควันและป่าต้นน้ำที่กำลังถูกทำลาย สถานการณ์ในปีนี้ทวีความรุนแรงจนเจ้าหน้าที่ชุดดับไฟป่าไม่สามารถเข้าถึงต้นเพลิงได้ ทำได้เพียงเฝ้าระวังและทำแนวกันไฟเพื่อรักษา "ป่าต้นน้ำ" ที่สมบูรณ์ที่สุดไว้

ภาพประกอบข่าว อาสาแม่ทาสู้กับไฟ และความเชื่อ

สู้กับไฟ สู้กับความเชื่อ และสู้กับข้อจำกัด

นายสุวัฒน์ ทันวัน กำนันตำบลทาแม่ลอบ เปิดเผยว่า สถานการณ์ไฟป่าในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ รุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด พื้นที่ความเสียหายกระจายตัวไปทั้งตำบลรวมแล้วกว่า 100 ไร่ อุปสรรคสำคัญคือภูมิประเทศที่เป็น "หน้าผาสูงชัน" ซึ่งยากแก่การเข้าถึง เจ้าหน้าที่จึงต้องใช้ยุทธวิธีทำแนวกันไฟในพื้นราบและเชิงเขา เพื่อสกัดไม่ให้ไฟลามเข้าสู่ป่าต้นน้ำที่ชาวบ้านอนุรักษ์ไว้มานานหลายปี ซึ่งหากไฟหลุดเข้าไปได้ จะกลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่ดับได้ยากยิ่ง

สุวัฒน์ ทันวัน กำนันตำบลทาแม่ลอบ

สุวัฒน์ ทันวัน กำนันตำบลทาแม่ลอบ

"รากเหง้าของปัญหา" กำนันสุวัฒน์สะท้อนอย่างตรงไปตรงมาว่า ส่วนหนึ่งมาจากความเชื่อเดิมๆ ของคนหาของป่า โดยเฉพาะความเชื่อเรื่องเห็ด เชื่อว่าถ้าไฟไหม้ป่าแล้วฝนตก เห็ดจะออกดี ขณะที่บางคนหวังกับการล่าสัตว์ เพราะเผาให้ป่าโล่ง มองเห็นสัตว์ง่าย หรือ ดักยิงสัตว์ที่จะมากินแมลงช่วงไฟไหม้

ภาพประกอบข่าว อาสาแม่ทาสู้กับไฟ และความเชื่อ

แม้จะมีการทำความเข้าใจกับคนในพื้นที่จนการเผาที่โล่งลดลง แต่ปัญหายังมาจาก "คนต่างถิ่น" และคนส่วนน้อยที่ยังไม่ยอมปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ซึ่งในจุดนี้กำนันมองว่า "การบังคับใช้กฎหมายจากภาครัฐ" เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้มีการจับกุมหรือลงโทษให้เห็นเป็นตัวอย่างในกรณีการเผาป่าลึก

เราพยายามจะทำความเข้าใจ แต่บางครั้งก็ไม่ฟังกัน ชาวบ้านที่เรารู้จัก เวลาเราพูดเตือนบางทีก็อาจจะมาเคื่องเราอีก แต่ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามา อาจจะมีการจับกุม หรือ ลงโทษให้เป็นตัวอย่างบ้างก็น่าจะดี แต่ไม่ใช่การจับชาวบ้านที่เผาหญ้าข้างทาง แต่อยากเห็นการจับกุมคนที่อยู่ในป่า คนที่เผาป่า ทำให้เราต้องเข้าไปดับไฟ ส่วนใหญ่แล้วชาวบ้านให้ความร่วมมือ แต่จะมีพวกที่ล่าสัตว์ บางทีก็เป็นคนต่างถิ่นเข้ามา

เสียงจาก อบต.ทาแม่ลอบ: บทเรียนจากความตายที่เฉียดใกล้

สถิติจุดความร้อน (Hotspot) ในพื้นที่ อบต.ทาแม่ลอบ ปี 2567 พบ 50 จุด ขณะที่ ปี 2568 พุ่งสูงถึง 111 จุด หรือ เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า ในปีนี้ ผืนป่า ต.ทาแม่ลอบ จึงมีการตั้งเป้าหมายลดจำนวนจุดความร้อนลง ด้วยการวางแผนเชิงรุกร่วมกับฝ่ายปกครอง

ฐิติณัฐ จินดาปลูก เจ้าพนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อบต.ทาแม่ลอบ

ฐิติณัฐ จินดาปลูก เจ้าพนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อบต.ทาแม่ลอบ

นายฐิติณัฐ จินดาปลูก เจ้าพนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อบต.ทาแม่ลอบ เล่าถึงประสบการณ์ระทึกขวัญที่เคยถูกไฟล้อมจนตกดอย แม้จะบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย แต่นั่นกลายเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้ปีนี้ต้องเน้นเรื่อง "ความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่" เป็นอันดับหนึ่ง หากจุดไหนสูงชันเกินไปจะเปลี่ยนมาใช้ยุทธวิธี "ไฟชนไฟ" หรือทำแนวกันไฟด้านล่างแทน

ภาพประกอบข่าว อาสาแม่ทาสู้กับไฟ และความเชื่อ

เจ้าพนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อบต.ทาแม่ลอบ ระบุว่าความขาดแคลนที่ยังเป็นอุปสรรคสำคัญในการทำงาน คือ งบประมาณและกำลังพล ปัจจุบันมีงบสนับสนุนเพียงหลักหมื่นบาท จ้างทีมลาดตระเวนได้เพียง 5 คนต่อวัน ซึ่งไม่เพียงพอต่อผืนป่าขนาดใหญ่ที่เป็นรอยต่อ 3 อำเภอ 2 จังหวัด คือ อ.แม่ทา อ.บ้านโฮ่ง จ.ลำพูน และ อ.เสริมงาม จ.ลำปาง

ภาพประกอบข่าว อาสาแม่ทาสู้กับไฟ และความเชื่อ

อุปกรณ์ เครื่องเป่าลม คือหัวใจสำคัญ เพราะช่วยสร้างแนวกันไฟได้กว้างและรวดเร็วกว่าการใช้ไม้ตบหรือกิ่งไม้หลายเท่า และ หากสถานการณ์บนเขาสูงเกินควบคุม การประสานขอเฮลิคอปเตอร์โปรยน้ำคือความหวังสุดท้ายในการดับไฟในจุดที่มนุษย์เข้าไม่ถึง

ผืนป่าแม่ลอบ มีพื้นที่เฝ้าระวัง 23,000 ไร่ เป็นผืนป่าขนาดเล็ก งบประมาณที่ได้รับสนับสนุน ประมาณหมื่นกว่า ทางสถานีควบคุมไฟป่าอุดหนุนให้ เอามาซื้อวัสดุอุปกรณ์เครื่องเป่า ไม้ตบ แต่คงไม่น่าเพียงพอ สิ่งที่อยากได้คืองบประมาณที่สามารถจ้างคนเพิ่มได้ เพราะกำลังที่มีอยู่เพียง 5 คน หากต้องดับจริงๆคงไม่พอ เมื่อมีไฟป่ารุนแรง ต่างก็ต้องทิ้งงานมาช่วย สารวัตรกำนัน ฝ่ายปกครอง และ ผู้ช่วย ต้องมาช่วยกันหมด

“ดับไฟให้ไว ก่อนลามเป็นภัยพิบัติ” : ถอดบทเรียนไฟป่าและทางออกด้วยพลังความร่วมมือทุกภาคส่วน

ดร.กรด เหล็กสมบูรณ์ สถาบันวิจัยพหุศาสตร์ ม.เชียงใหม่

ดร.กรด เหล็กสมบูรณ์ สถาบันวิจัยพหุศาสตร์ ม.เชียงใหม่

ดร.กรด เหล็กสมบูรณ์ สถาบันวิจัยพหุศาสตร์ ม.เชียงใหม่ นักวิจัยโครงการ" ศึกษารูปแบบการบริหารจัดการไฟป่าแบบบูรณการ โดยใช้เทคโนโลยีและกระบวนการมีส่วนร่วมของสังคม" ให้ความเห็นว่า ปัญหาไฟป่าไม่ใช่เรื่องของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งอีกต่อไป แต่เป็นวิกฤตการณ์ที่ต้องการ "ความเร็ว" และ "ยุทธโธปกรณ์" ที่พร้อมรบ จากสถิติที่น่าสนใจอย่างจังหวัดลำพูน พบว่าแม้จำนวนจุดความร้อน (Hotspot) จะลดลง แต่พื้นที่เผาไหม้กลับกว้างขึ้น นี่คือสัญญาณเตือนภัยที่ชัดเจนว่า เรายังเข้าถึงไฟได้ไม่เร็วพอ จนปล่อยให้ไฟดวงเล็กๆ ลุกลามกลายเป็นทะเลเพลิงที่ยากจะควบคุม

ภาพประกอบข่าว อาสาแม่ทาสู้กับไฟ และความเชื่อ

หัวใจสำคัญ: ชุมชนคือ "ด่านหน้า" ที่ต้องได้รับการสนับสนุน

พื้นที่ป่าหลายแสนหลายล้านไร่ ไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึงด้วยกำลังเจ้าหน้าที่เพียงหยิบมือ "ทีมเสือไฟ" แม้จะมีความเชี่ยวชาญแต่ก็มีกำลังจำกัด การดึงอาสาสมัครและคนในชุมชนเข้ามาเป็นหูเป็นตาจึงเป็นกุญแจสำคัญ เพราะหากชาวบ้านในพื้นที่สามารถเข้าไประงับเหตุได้ทันท่วงทีตั้งแต่ไฟเริ่มจุดติด ความเสียหายมหาศาลก็จะไม่เกิดขึ้น การส่งอาสาสมัครเข้าไปตัวเปล่าเปรียบเสมือนการส่งทหารไปรบโดยไม่มีปืน หากไฟลามหนัก ลำพังแค่ไม้ตบหรือกระบอกน้ำฉีดไม่สามารถสู้กับอำนาจไฟได้ สิ่งที่ขาดแคลนคือเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ เช่น เครื่องเป่าลม ที่จะช่วยสร้างแนวกันไฟและดับไฟได้รวดเร็วกว่าเดิมหลายเท่า ซึ่งงบประมาณภาครัฐเพียงอย่างเดียวอาจไม่ทันต่อสถานการณ์

ภาพประกอบข่าว อาสาแม่ทาสู้กับไฟ และความเชื่อ

ทางออก: พลังเอกชนและสิทธิประโยชน์ทางภาษี

ปัจจุบันมีช่องทางทางกฎหมายและประกาศต่างๆ ที่เปิดโอกาสให้ภาคเอกชน หอการค้า หรืออุตสาหกรรมจังหวัด เข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนผ่านภาคีเครือข่าย ซึ่งนอกจากจะเป็นการช่วยสังคม (CSR) แล้ว ยังสามารถนำมาใช้ ลดหย่อนภาษี ได้อีกด้วย นี่คือโมเดล "ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย" ที่เอกชนได้สิทธิประโยชน์ และชาวบ้านในพื้นที่มีอุปกรณ์พร้อมสู้ไฟ

ภาพประกอบข่าว อาสาแม่ทาสู้กับไฟ และความเชื่อ

ลำพังแค่ไม้ตบหรือกระบอกน้ำฉีด ไม่สามารถดับไฟที่ลุกลามใหญ่โตได้... อาสาสมัครเปรียบเสมือนนักรบแนวหน้า ถ้าไปถึงปุ๊บแต่ยุทธโธปกรณ์ไม่พร้อม เขาก็ไม่สามารถต่อกรกับศัตรูที่ชื่อว่าไฟป่าได้

สถิติบอกเราชัดเจนว่า Hotspot น้อยลง แต่พื้นที่เผาไหม้กลับเพิ่มขึ้น นั่นหมายความว่าเรายังเข้าถึงไฟได้ไม่เร็วพอ ถึงเวลาที่ทุกภาคส่วนต้องมาช่วยกัน ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพัง

การต่อสู้กับไฟป่าที่ทาแม่ลอบไม่ใช่แค่การดับไฟที่ปลายเหตุ แต่คือการบริหารจัดการทั้งทรัพยากรคน อุปกรณ์ และการปรับทัศนคติของชุมชน ท่ามกลางงบประมาณที่จำกัดและความเสี่ยงตายที่เจ้าหน้าที่ จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกรมอุทยานฯ กรมป่าไม้ หรือท้องถิ่นเพียงลำพัง

รายงาน : พยุงศักดิ์ ศรีวิชัย ผู้สื่อข่าวอาวุโสไทยพีบีเอส ศูนย์ข่าวภาคเหนือ