เมื่อฮอร์มุซผ่านลำบาก ช่องทางไหนช่วยลำเลียงน้ำมันส่งให้โลกแทน ?

ต่างประเทศ
15:07
จำนวนผู้ชม 1,962
เมื่อฮอร์มุซผ่านลำบาก ช่องทางไหนช่วยลำเลียงน้ำมันส่งให้โลกแทน ?
Botnoi Voice
ท่ามกลางสงครามตะวันออกกลางที่ลุกลาม อิหร่านขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซและเตือนโจมตีเรือทุกลำ ทำให้การขนส่งน้ำมันสะดุดหนัก ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูง เสี่ยงกระทบต้นทุนพลังงาน ค่าครองชีพ และเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรง

วันนี้ (9 มี.ค.2569) สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางลุกลามสู่จุดวิกฤตสูงสุด เมื่ออิหร่านประกาศและขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเด็ดขาด พร้อมเตือนผ่านสื่อรัฐและกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ว่าจะโจมตีหรือเผาเรือทุกลำที่พยายามแล่นผ่าน ส่งผลให้การขนส่งน้ำมันโลกหยุดชะงักอย่างหนัก แม้ทางการบางส่วนของอิหร่านจะชี้แจงว่า ไม่ได้ปิดอย่างเป็นทางการทางกฎหมาย

แต่ข้อมูลการติดตามเรืออัตโนมัติ (AIS) จาก Starboard Maritime Intelligence แสดงว่าการผ่านช่องแคบลดลงอย่างมากถึงร้อยละ 80-95 หรือใกล้หยุดนิ่งตั้งแต่ต้นเดือน มี.ค. เนื่องจากบริษัทเดินเรือยกเลิกการผ่านเส้นทางนี้ เพราะความเสี่ยงสูงจากโดรนและขีปนาวุธ และยกเลิกความคุ้มครองประกันภัย ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจกระทบเศรษฐกิจโลกและค่าครองชีพของประชาชนไทยในวงกว้าง

ช่องแคบฮอร์มุซ เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญ เชื่อมอ่าวเปอร์เซียกับอ่าวโอมานและทะเลอาหรับ โดยมีฝั่งเหนือติดกับอิหร่าน และเป็นทางออกสู่มหาสมุทรอินเดียเพียงเส้นทางเดียว สำหรับน้ำมันดิบจากผู้ผลิตหลักในภูมิภาค เช่น ซาอุดีอาระเบีย อิหร่าน อิรัก และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บริเวณแคบที่สุดกว้างเพียง 33 กิโลเมตร จึงถูกมองว่าเป็น "จุดคอขวด" ที่เปราะบางที่สุดของระบบขนส่งพลังงานโลก เนื่องจากพื้นที่ตอนเหนือของอ่าวเปอร์เซียไม่มีเส้นทางทะเลอื่นสำหรับเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่

ตามข้อมูลจาก U.S. Energy Information Administration (EIA) โดยเฉลี่ยทุกวันมีเรือบรรทุกน้ำมันราว 15 ลำ ขนส่งน้ำมันดิบประมาณ 16.5–17 ล้านบาร์เรลผ่านช่องแคบนี้ คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 40 ของการขนส่งน้ำมันทางเรือทั่วโลก และราวร้อยละ 20 ของการบริโภคน้ำมันโลกทั้งหมด ด้วยข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ การส่งออกน้ำมันจากภูมิภาคนี้ จึงต้องพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซเป็นหลัก หรือใช้ทางเลือกอย่างระบบท่อส่งน้ำมันทางบก แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน การผ่านช่องแคบลดลงอย่างรุนแรง ทำให้ปริมาณน้ำมันที่ไหลออกสู่ตลาดโลกสะดุดกะทันหัน

ทางเลือกสำคัญคือท่อ East–West Crude Oil Pipeline (Petroline) ของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งขนส่งน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียไปยังทะเลแดงได้ราว 5,000,000 บาร์เรล/วัน และเพิ่มได้ถึง 7,000,000 บาร์เรล ในบางกรณี ช่วยให้ซาอุดีอาระเบียส่งออกน้ำมัน โดยไม่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้บางส่วน

อย่างไรก็ตาม ปริมาณดังกล่าวยังไม่สามารถทดแทนการขนส่งทางเรือทั้งหมดได้ จึงทำหน้าที่เพียงบรรเทาผลกระทบ หากต้องใช้เส้นทางนี้ เรือจำนวนมากอาจต้องอ้อมไปรับน้ำมันที่ทะเลแดง ซึ่งแม้ระยะทางดูสั้นกว่า แต่ใช้เวลานานขึ้นและมีความเสี่ยงสูงจากกลุ่มฮูตีที่โจมตีบริเวณช่องแคบบับเอลมันเดบและคลองสุเอซ

ตั้งแต่ปี 2566 ความขัดแย้งในทะเลแดงทำให้บริษัทเดินเรือหลายแห่งหลีกเลี่ยงเส้นทางดังกล่าว หันไปอ้อมแหลมกูดโฮปแทน ส่งผลให้ปริมาณการผ่านคลองสุเอซลดลงมากถึงร้อยละ 65-66 ภายในกลางปี 2024 และยังคงต่ำกว่าปกติราว 60% ในช่วงต้นปี 2026 แม้การโจมตีของฮูตีจะลดลง ตามข้อมูลของ FDD และ BIMCO

ขณะที่เส้นทางจากเอเชียไปชายฝั่งตะวันออกของอเมริกาเหนือผ่านคลองสุเอซยังคงสำคัญ คิดเป็นกว่าร้อยละ 15 ของการขนส่งทั้งหมด คลองสุเอซยาวประมาณ 190 กิโลเมตร เป็นเส้นทางลัดเชื่อมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนกับทะเลแดง ช่วยย่นระยะทางได้ถึงร้อยละ 40 และใช้เวลาเพียง 13 ชั่วโมง หากหลีกเลี่ยงต้องอ้อมแหลมกูดโฮป ใช้เวลานานขึ้นมาก ในสถานการณ์ปัจจุบัน ความเสี่ยงจากช่องแคบฮอร์มุซยังอาจทำให้เส้นทางทะเลแดงและคลองสุเอซได้รับผลกระทบซ้ำซ้อน

สำหรับประเทศไทย สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย ระบุว่า การหยุดชะงักของการเดินเรือย่อมเพิ่มต้นทุนและระยะเวลาการส่งออกสินค้าไปยุโรป แอฟริกา และตะวันออกกลาง ซึ่งใช้คลองสุเอซเป็นหลัก ความขัดแย้งจากสงครามในฉนวนกาซาและการโจมตีของฮูตียังทำให้เรือสินค้าหลายลำอ้อมแหลมกูดโฮป ระยะทางเพิ่มราว 7,500 กิโลเมตร ใช้เวลาเพิ่ม 35–45 วัน ส่งผลให้ต้นทุนเชื้อเพลิง ค่าเช่าเรือ และค่าประกันภัยพุ่งสูง ในภาวะวิกฤตฮอร์มุซ ต้นทุนเหล่านี้ยิ่งทวีคูณ

เมื่อการขนส่งน้ำมันดิบถูกจำกัด ต้นทุนก็เพิ่มตาม ราคาน้ำมันตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โรงกลั่นต้องซื้อในราคาแพง ต้นทุนผลิตพุ่ง สะท้อนสู่ราคาน้ำมันหน้าปั๊ม ค่าขนส่ง และราคาสินค้าทั่วไป สายการเดินเรืออาจเรียกเก็บค่าธรรมเนียมพิเศษ (Surcharges) เพื่อชดเชยความเสี่ยง เพิ่มสูงถึง 1,500 ดอลลาร์ต่อ TEU หรือ 3,500 ดอลลาร์ต่อตู้

TEU คือ Twenty-foot Equivalent Unit (หน่วยเทียบเท่าตู้ 20 ฟุต) เป็นหน่วยวัดมาตรฐานสากล ที่ใช้ในอุตสาหกรรมการขนส่งทางเรือ (shipping) เพื่อคำนวณปริมาณความจุของตู้คอนเทนเนอร์ (container) บนเรือสินค้า ท่าเรือ หรือปริมาณการขนส่งสินค้าทั้งหมด

สถานการณ์นี้ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทั่วโลกต้องจับตา เนื่องจากทุกการเคลื่อนไหวล้วนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและค่าครองชีพของคนไทย อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง หากวิกฤตยืดเยื้อ ราคาน้ำมันอาจพุ่งแตะระดับสูงสุดใหม่ ส่งผลกระทบรุนแรงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและเงินเฟ้อในประเทศ

ที่มาข้อมูลเพิ่มเติม : Reuters, Ballas Markets

บทความโดย น.ส.ฐปริญญาธร บวชสันเทียะ นักศึกษาฝึกงาน วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

อ่านข่าวอื่น :

รู้จัก "มอจตาบา คาเมเนอี" จาก "เจ้าชายในเงา" สู่บัลลังก์ผู้นำสูงสุดอิหร่าน

ผู้เสียหายร้อง ปอศ.ดำเนินคดี "สามีดารา" ระบุถูกหลอกลงทุนคริปโตฯ

"เท้ง" นำ "สส.ประชาชน" รายงานตัว พร้อมสานต่องานด้านกฎหมาย