วันนี้ (12 มี.ค.2569) สถานการณ์การระบาดล่าสุดในประเทศไทยปี 2569 ช่วงระหว่างวันที่ 1 ม.ค. - 4 มี.ค.2569 กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้รายงานสถิติผู้ป่วยโรคสุกใส (Chickenpox) สะสมทั่วประเทศรวมทั้งสิ้น 10,560 คน โดยในจำนวนนี้มีผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลจำนวน 208 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 1.97 ของผู้ป่วยทั้งหมด และยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต กลุ่มอายุที่พบอัตราป่วยสูงสุดคือเด็กวัยเรียนช่วงอายุ 5-9 ปี (อัตราป่วย 76.40 /แสนประชากร) รองลงมาคือกลุ่ม 10-14 ปี (อัตราป่วย 55.90 /แสนประชากร) และกลุ่มเด็กเล็ก 0-4 ปี (อัตราป่วย 49.10 /แสนประชากร)
ล่าสุดมีการรายงานการระบาดเป็นกลุ่มก้อนที่สำคัญในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ซึ่งมีผู้ติดเชื้อรวม 23 คน แบ่งเป็นนักศึกษา 13 คน และนักเรียนจากค่ายวิชาการอีก 10 คน ส่งผลให้ต้องมีการประกาศงดการเรียนการสอนในชั้นเรียนและปรับไปสู่ระบบออนไลน์ชั่วคราวในช่วงต้นเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา เพื่อควบคุมโรค
ทำความรู้จักกับโรคอีสุกอีใส-ไวรัสวาริเซลลา
โรคอีสุกอีใส หรือที่เรียกในภาษาอังกฤษว่า Chickenpox หรือ Varicella เป็นโรคติดต่อที่เกิดขึ้นจากเชื้อไวรัสวาริเซลลาซอสเตอร์ (Varicella Zoster Virus - VZV) หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Human Herpes Virus Type 3 (HHV-3) เชื้อชนิดนี้จัดอยู่ในตระกูลเดียวกับไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคงูสวัด (Shingles) ตามข้อมูลจากวารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพแห่งประเทศไทย
หลังจากที่ร่างกายได้รับเชื้อเป็นครั้งแรกจะทำให้เกิดเป็นโรคอีสุกอีใส และเมื่อหายจากโรคแล้ว เชื้อไวรัสจะไม่ได้หายไปจากร่างกายทั้งหมด แต่จะเข้าไปแฝงตัวอยู่ในปมประสาท ซึ่งหากในอนาคตร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอลง หรือมีอายุมากขึ้น เชื้อที่แฝงอยู่นี้อาจกลับมาสำแดงอาการอีกครั้งในรูปแบบของโรคงูสวัด
กลไกการแพร่กระจายและความรุนแรงของโรค
ไวรัส VZV มีความสามารถในการแพร่กระจายเชื้อที่สูงมาก โดยติดต่อง่ายผ่านทางอากาศ (Airborne) จากละอองเสมหะ การไอ หรือการจามของผู้ป่วย นอกจากนี้ยังสามารถติดต่อผ่านการสัมผัสโดยตรงกับน้ำใส ๆ จากตุ่มพองของผู้ป่วย หรือการใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน เช่น ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว แก้วน้ำ และ ที่นอน ระยะฟักตัวของโรคมักอยู่ในช่วง 10 - 21 วันหลังจากได้รับเชื้อ
สิ่งสำคัญที่ประชาชนควรรู้คือ ผู้ป่วยสามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้ตั้งแต่ 1 - 2 วันก่อนที่ผื่นแดงจะเริ่มปรากฏ และจะยังคงแพร่เชื้อได้ต่อเนื่องจนกว่าตุ่มน้ำใสทั้งหมดจะตกสะเก็ดแห้งสนิท
อาการ-ระยะของโรค
อาการของโรคอีสุกอีใสในเด็กมักไม่รุนแรง โดยเริ่มจากอาการไข้ต่ำ ๆ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร และปวดศีรษะ แต่ในผู้ใหญ่อาจมีอาการนำที่รุนแรงกว่า เช่น ไข้สูงและปวดเมื่อยตามร่างกายอย่างหนัก หลังจากนั้นจะเริ่มมีผื่นแดงขึ้น ซึ่งมักเริ่มที่ใบหน้า หน้าอก และแผ่นหลัง ก่อนจะกระจายไปตามลำตัวและแขนขา ผื่นจะพัฒนาอย่างรวดเร็วจากรอยแดงกลายเป็นตุ่มนูน และกลายเป็นตุ่มน้ำใสที่มีอาการคันอย่างมาก ภายใน 2-3 วัน ตุ่มน้ำจะเริ่มขุ่นขึ้นและแตกออกจนเป็นสะเก็ดแห้ง
ในบางกรณีอาจพบตุ่มน้ำในช่องปากทำให้เกิดอาการเจ็บคอหรือปากเปื่อยร่วมด้วย โดยปกติโรคจะหายได้เองภายใน 1-3 สัปดาห์ แต่หากมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนจากการแกะเกา อาจส่งผลให้เกิดแผลเป็นแบบหลุมถาวรหรือภาวะโลหิตเป็นพิษได้
อีสุกอีใส ไม่ใช่ ฝีดาษลิง
เนื่องจากในปัจจุบันมีการระบาดของโรคอุบัติใหม่อย่างฝีดาษวานร (Monkeypox) ประชาชนมักมีความสับสนระหว่าง 2 โรคนี้ ข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่า ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดคือโรคฝีดาษลิงจะทำให้มีอาการ "ต่อมน้ำเหลืองโต" ซึ่งไม่พบในโรคอีสุกอีใส
นอกจากนี้ ผื่นของฝีดาษวานรจะมีการดำเนินโรคเป็นระยะที่ชัดเจนและพร้อมกันทั่วร่างกายมากกว่า โดยเริ่มจากจุดแบนแดง (Macules) เป็นตุ่มนูน (Papules) ตุ่มน้ำ (Vesicles) ตุ่มหนอง (Pustules) และสะเก็ด (Scabs) ขณะที่อีสุกอีใสจะมีตุ่มหลายระยะปรากฏพร้อมกันในบริเวณเดียว (ตุ่มสุก ตุ่มใส ในที่เดียวกัน)
ในแง่ของความรุนแรง ฝีดาษวานรมีอัตราการเสียชีวิตที่สูงกว่า (ร้อยละ 1-10) ขณะที่อีสุกอีใสในคนที่มีสุขภาพแข็งแรงมักมีอาการไม่รุนแรง
เอกสารทางการแพทย์ New Variant of Varicella-Zoster Virus ระบุว่าเชื้อไวรัสอีสุกอีใสแม้โดยทั่วไปจะค่อนข้างคงตัว แต่ทางการแพทย์มีการค้นพบสายพันธุ์กลายพันธุ์ที่สำคัญคือ VZV-MSP ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงของรหัสพันธุกรรมบริเวณโปรตีนบนผิวไวรัส การกลายพันธุ์นี้ส่งผลให้ไวรัสมีลักษณะเป็น "เชื้อหลบหลีกภูมิคุ้มกัน" เนื่องจากร่างกายจะจดจำและเข้าจับกับไวรัสส่วนที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ได้ยากขึ้น
นอกจากนี้ ผลการศึกษายังชี้ให้เห็นว่าสายพันธุ์กลายพันธุ์นี้มีความสามารถในการแพร่กระจายจากเซลล์สู่เซลล์ได้รวดเร็วกว่าปกติ แม้ว่าปัจจุบันจะยังไม่พบหลักฐานยืนยันว่ามันทำให้โรคมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในคนทั่วไป แต่ผู้เชี่ยวชาญยังคงเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพราะอาจส่งผลต่อการตรวจวินิจฉัยหรือประสิทธิภาพของวัคซีนในกลุ่มเสี่ยงได้
กลุ่มเสี่ยง-ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง
แม้คนส่วนใหญ่จะมองว่าอีสุกอีใสเป็นโรคเด็กทั่วไป แต่ในกลุ่มเสี่ยงบางกลุ่มโรคนี้อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต ได้แก่
- หญิงตั้งครรภ์ หากติดเชื้อในช่วงอายุครรภ์น้อย อาจส่งผลให้ทารกในครรภ์เกิดความพิการและตัวมารดาเองเสี่ยงต่อภาวะปอดบวมรุนแรง
- ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ มักจะมีอาการรุนแรงกว่าเด็ก และมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาทได้มากกว่า
- ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัด หรือผู้ป่วยเอชไอวี ซึ่งไวรัสอาจกระจายไปยังอวัยวะภายใน เช่น สมอง ปอด และตับ
- ทารกแรกเกิด ที่มารดาเริ่มมีอาการอีสุกอีใสในช่วงก่อนหรือหลังคลอดไม่กี่วัน ซึ่งมีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อรุนแรง
วัคซีน-หลักปฏิบัติ 5 ป.
อาวุธสำคัญในการต่อสู้กับโรคอีสุกอีใสคือ "วัคซีน" ปัจจุบันผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ฉีดวัคซีนทั้งหมด 2 โดส โดยเข็มแรกควรฉีดที่อายุ 1 ปี และเข็มที่ 2 ที่อายุ 4-6 ปี วัคซีนมีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันการติดเชื้อได้ร้อยละ 70-90 และหากติดเชื้อหลังจากฉีดวัคซีนแล้ว อาการของโรคจะลดความรุนแรงลงอย่างมาก
ในประเทศไทย วัคซีนอีสุกอีใสยังคงเป็นวัคซีนทางเลือกที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง โดยมีราคาเฉลี่ย 800-1,200 บาท/โดส อย่างไรก็ตาม คณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคได้พิจารณาจัดลำดับความสำคัญของวัคซีนนี้ในการเตรียมบรรจุเข้าสู่แผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันแห่งชาติในอนาคต
นอกจากวัคซีนแล้ว กรุงเทพมหานครได้รณรงค์ให้ประชาชนยึดหลัก "5 ป." เพื่อป้องกันโรค
- ปิด ปิดปาก ปิดจมูก เมื่อไอหรือจาม และสวมหน้ากากอนามัย
- เปลี่ยน เปลี่ยนพฤติกรรม ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์เจล
- ปล่อยวาง ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น
- ปรับปรุง ปรับปรุงสภาพแวดล้อม ทำความสะอาดจุดสัมผัสร่วมและที่พักอาศัย
- ป้องกัน ป้องกันด้วยการฉีดวัคซีนให้ครบถ้วน
การดูแลรักษาและการปฏิบัติตัวเมื่อป่วย
หากพบว่าตนเองหรือคนใกล้ชิดป่วยเป็นโรคอีสุกอีใส สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการ "แยกกักตัว" เป็นเวลาอย่างน้อย 7-10 วัน หรือจนกว่าตุ่มน้ำจะแห้ง ตกสะเก็ดทุกเม็ด การรักษาส่วนใหญ่เน้นตามอาการ ได้แก่ การใช้ยาพาราเซตามอลเพื่อลดไข้ ทาคาลาไมน์หรือยาแก้แพ้เพื่อลดอาการคัน ตัดเล็บให้สั้นเพื่อป้องกันการเกา ในกรณีที่ผู้ป่วยมีความเสี่ยงสูง แพทย์อาจพิจารณาให้ยาต้านไวรัส เช่น อะไซโคลเวียร์ (Acyclovir) ซึ่งควรได้รับภายใน 24 ชั่วโมงแรกหลังจากเริ่มมีผื่นเพื่อให้ได้ผลดีที่สุด
ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครได้สั่งการให้ศูนย์บริการสาธารณสุขทั้ง 69 แห่ง ลงพื้นที่สอบสวนโรคทันทีเมื่อพบการระบาดเป็นกลุ่มก้อน และใช้มาตรการ School Surveillance เพื่อคัดกรองเด็กก่อนเข้าโรงเรียน หากประชาชนสงสัยว่ามีอาการ สามารถปรึกษาแพทย์ผ่านระบบ Telemedicine หรือแอปพลิเคชัน "หมอ กทม." และสายด่วนสุขภาพ 1646 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรับการวินิจฉัยที่รวดเร็วและถูกต้อง
อ่านข่าวอื่น :
วันที่ 13 ตะวันออกกลาง เดือดไม่หยุด อิหร่านโจมตีเรือ-คลังเชื้อเพลิง
เรือพาณิชย์ 16 ลำถูกโจมตี ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ นับตั้งแต่ 28 ก.พ.
บินรบ-เรือรบต้นทุนหลัก เปิดตัวเลขค่าใช้จ่าย Operation Epic Fury ของสหรัฐฯ
