เมื่อวันที่ 12 มี.ค.2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) กล่าวถึง ปัญหาราคาน้ำมันทั่วโลกขยับราคาขึ้น ซึ่งราคาน้ำมันดิบก็ไต่ราคาขึ้นอีก และจากข้อสั่งการของนายกฯ ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.ที่จะตรึงราคาน้ำมันดีเซลให้อยู่ในราคา 29.94 บาท เป็นเวลา 15 วัน ซึ่งจะครบกำหนดวันที่วันที่ 16 มี.ค. และวันที่ 17 มี.ค. จะมีการประกาศราคาว่าจะขยับขึ้นอย่างไร
สำหรับน้ำมันเบนซิน เราไม่ได้ตรึงราคาแต่ก็มีการขยับราคาเบนซิน E10 95 และ 91 ขึ้นลิตรละ 50 สตางค์ ส่วน E20 E85 เราลดราคาลงมา น้ำมันดีเซลราคาคงที่ แต่ต้องให้กองทุนน้ำมันเข้ามาชดเชยไปแล้วกว่า 3,000-4,000 ล้านบาท จากที่เงินกองทุนบวกอยู่ 2,500 ล้านบาท
นายพิพัฒน์ ยังกล่าวว่า จากกรณีที่ราคาค่ากลั่นจาก 2 บาทขึ้นไปถึง 6 บาท ตนจะมีการเชิญให้ผู้บริหารโรงกลั่นมาประชุมร่วมกันวันที่ 13 มี.ค. เวลา 10.00 น.เพื่อหารือว่า โรงกลั่นมีเหตุผลอะไรในการที่เพิ่มราคาเป็น 6 บาท เมื่อประชุมเสร็จน่าจะมีการแถลงข่าวที่ทำเนียบรัฐบาลในช่วง 12.00 น.
สำหรับแนวทางที่จะพูดคุยกับผู้ประกอบการจะเป็นอย่างไร นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ต้องฟังโรงกลั่นก่อนว่าใช้เหตุผลอะไรในการเพิ่มราคาเพิ่ม 4 บาท และต้องหารือว่า จะร่วมกันแก้ปัญหาได้อย่างไร
ต้องเจรจาว่า อย่าโยนภาระทั้งหมดให้กับผู้ใช้เลย แม้ว่าเรายังตรึงราคาอยู่ เพราะผู้ได้รับผลกระทบทันทีก็คือ กองทุนน้ำมัน ไม่ใช่ผู้ใช้ แต่ผู้ใช้จะได้รับผลกระทบเมื่อราคามีการขยับลอยตัวขึ้นไปหลังจากครบ 15 วัน กองทุนก็เป็นเงินของพวกเรา แต่เมื่อราคาน้ำมันดิบต่างประเทศถูกลง ราคาขายในประเทศสูงกว่า เราจะนำเงินที่มีส่วนต่างกลับเข้าไปในกองทุน แต่ในภาวะปัจจุบันราคาน้ำมันดิบลอยตัวสูงขึ้น เราต้องนำเงินกองทุนมาชดเชยเพื่อไม่ให้เกิดการกระทบทันทีทันใด
ทั้งนี้ กองทุนน้ำมันมีโอกาสจะติดลบถึง 120,000 ล้านบาท เหมือนในอดีตหรือไม่ นายพิพัฒน์ เผยว่า กองทุนน้ำมันตอนนี้ไม่สามารถตอบได้ เพราะไม่สามารถกำหนดได้ว่า สงครามจะยุติเมื่อไหร่ แต่เรื่องของกองทุนน้ำมัน นายกฯได้ให้นโยบายว่า ต้องพยายามดูแลและให้ความยุติธรรมทั้งผู้ใช้คนไทยทั้งประเทศ ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้ทั่วไปหรือภาคอุตสาหกรรม รวมถึงภาคการเกษตร และภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ซื้อน้ำมันผ่านทางจ็อบเบอร์ หรือ ซื้อจากบริษัทขายส่ง
นายพิพัฒน์ ย้ำว่า หากผู้ประกอบการรายใดที่เป็นอุตสาหกรรมที่ซื้อจากจ็อบเบอร์ขอให้รวบรวมบิล แจ้งกับพลังงานจังหวัดหรือผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งทางกระทรวงพลังงานจะได้ไปหารือไปยังบริษัทแม่ทั้งหมดว่า เมื่อรวบรวมบิลต้องมีหน้าที่ในการจ่ายน้ำมันให้กับจ็อบเบอร์รายนั้นให้กับภาคอุตสาหกรรมที่เคยขาย
รัฐบาลพยายามที่จะเข้าไปช่วยดูแลในส่วนนี้เพราะราคาหน้าโรงกลั่น กับหน้าสถานีบริการต่างกันประมาณ 10 บาท ก็ต้องดูว่า รัฐบาลจะเข้าไปช่วยเหลืออย่างไร หรือบริษัทจะจะช่วยซัพพอร์ตได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ผู้ค้าต้องรับผิดชอบตัวเอง เพราะจ็อบเบอร์ขายถูกกว่าหน้าสถานีบริการ แต่ขณะนี้หน้าสถานีบริการถูกกว่าขายส่ง
อ่านข่าว
โรงกลั่นน้ำมันฯ ชี้แจงข้อเท็จจริง "ค่าการกลั่น" ไม่ใช่ "กำไรสุทธิ" ผู้ประกอบการ
พณ.ปล่อยลอยราคาน้ำมัน ดันสินค้าอุปโภคบริโภคราคาพุ่ง
วันที่ 13 ตะวันออกกลาง เดือดไม่หยุด อิหร่านโจมตีเรือ-คลังเชื้อเพลิง
ไออีเอ ลงมติระบาย "คลังน้ำมันสำรอง" 400 ล้านบาร์เรล
