วิกฤตพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับสูงขึ้น ขณะที่ในบางพื้นที่เริ่มเห็นภาพการต่อแถวเข้าคิวรอเติมน้ำมัน และความกังวลเรื่องการขาดแคลน ทำให้ผู้ใช้รถยนต์สันดาปส่วนหนึ่งเริ่มมองหาทางเลือกใหม่ เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาว
งาน Bangkok International Motor Show 2026 ซึ่งจะจัดขึ้นวันที่ 25 มี.ค. - 5 เม.ย.2569 จึงถูกมองว่าเป็นโอกาสที่จะกระตุ้นตลาดรถยนต์ไฟฟ้าให้เติบโต ซึ่งปีนี้มีความคึกคักเป็นพิเศษ โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า ที่ลงสนามแข่งขันกันอย่างดุเดือด ครอบคลุมทั้ง BEV, HEV และ PHEV ในหลากหลายระดับราคา จากทั้งค่ายจีนและยุโรป ที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง
นายวิโรจน์ เลิศบรรเจิดจิต ผู้ประกอบการธุรกิจอะไหล่รถยนต์ มองว่า กระแสรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เดิมมีแนวโน้มเติบโตอยู่แล้ว แต่วิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้น กลายเป็นตัวเร่งให้การเติบโตเกิดเร็วขึ้นอย่างชัดเจน โดยผู้บริโภคเริ่มตระหนักถึงการลดการพึ่งพาน้ำมัน และมองหา EV เป็นทางเลือกมากขึ้น ส่งผลให้ตลาดขยายตัวแบบก้าวกระโดดในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา
และคาดว่าปีนี้ยอดขายจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยธุรกิจของตน มีสัดส่วนการขายสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ EV เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับอะไหล่รถยนต์สันดาป จากเดิมประมาณ 10% เพิ่มเป็นราว 30% ภายในเวลาเพียง 3 ปี สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของตลาดจากรถยนต์สันดาปไปสู่รถยนต์ไฟฟ้าที่ชัดเจนขึ้น
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการมองว่า แม้ผู้บริโภคไทยมีความพร้อมเปิดรับ EV มากขึ้น แต่ยังมีความกังวลเรื่องบริการหลังการขายและอะไหล่ โดยเฉพาะบางรุ่นที่อาจต้องรออะไหล่นาน จึงแนะนำให้เลือกแบรนด์ที่มีความน่าเชื่อถือ มีศูนย์บริการครอบคลุม แม้ EV จะได้เปรียบด้านความประหยัดพลังงาน แต่ในมุมของอะไหล่และการซ่อมบำรุง รถยนต์สันดาปยังมีความได้เปรียบในปัจจุบัน ขณะที่การตัดสินใจของผู้บริโภค ไม่ควรพิจารณาเพียงราคาในระยะสั้น แต่ต้องมองต้นทุนและความคุ้มค่าในระยะยาว
คนไทยจะมองเรื่องราคา แต่จริง ๆ ผมมองว่าราคาเป็นปัจจัยหนึ่ง แต่อีกเรื่องคือบริการหลังการขาย ถ้าเราเน้นเรื่องความประหยัด แค่ปีเดียวมันไม่เห็นผลต่าง ต้องดูระยะยาว 3-5 ปี จะมีเรื่องของการบำรุงรักษาเข้ามาแล้ว ซึ่งมันสำคัญมาก ถ้าเราไม่สามารถใช้รถได้ต่อเนื่อง เข้าศูนย์แล้วรอ 3 เดือน แบบนี้ รถคันนี้ไม่ตอบโจทย์แล้ว
ทั้งนี้ เทรนด์ยานยนต์ไทยเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนขึ้นตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา โดยในเดือนม.ค.2569 มีรถยนต์จดทะเบียน จำนวน 83,281 คัน ในจำนวนนี้เกือบครึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) 40,442 คัน มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 48.56 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ รองลงมาคือประเภทน้ำมันผสมไฟฟ้า (HEV) มีจำนวน 17,164 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 20.61
ส่งผลให้ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสม ณ 31 ม.ค.2569 ประเภท BEV มีจำนวนทั้งสิ้น 418,046 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 72.69 และประเภท HEV มีจำนวนทั้งสิ้น 621,949 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 28.79
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย มองว่า หากราคาน้ำมันยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงแบบนี้ หรือพุ่งสูงขึ้นไปกว่านี้ ความต้องการรถ EV ในปีนี้จะยิ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยยังมีปัจจัยหนุนจากมาตรการสนับสนุนของภาครัฐ (EV 3.0 และ 3.5)
แม้รถยนต์ไฟฟ้าจะถูกมองว่าเป็น “ทางออก” ของวิกฤตราคาน้ำมัน และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน แต่โครงสร้างพลังงานไฟฟ้าของไทย ที่ยังพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติ ส่งผลให้ต้นทุนค่าไฟฟ้ายังผันผวนไปตามตลาดโลก
ขณะที่ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน ยังเป็นอีกประเด็นที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นจำนวนสถานีชาร์จที่ยังไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ โดยเฉพาะต่างจังหวัด ระยะเวลาในการชาร์จที่ยังนานกว่าการเติมน้ำมัน ข้อจำกัดของที่อยู่อาศัยบางประเภท เช่น คอนโดมิเนียม ที่ไม่เอื้อต่อการติดตั้งเครื่องชาร์จส่วนตัว
รวมถึงบริการหลังการขายและอะไหล่ และในระยะยาวยังมีคำถามเรื่องมูลค่าขายต่อ และอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นต้นทุนก้อนใหญ่ของรถยนต์ไฟฟ้า ที่ผู้บริโภคต้องนำมาประกอบการตัดสินใจ
หาก "โรงงานน้ำจืด" ถูกเล็งเป้า ชาวตะวันออกกลาง 100 ล้านคนเสี่ยงขาดน้ำได้ในไม่กี่วัน
สรุปราคาทองคำ 23 มี.ค.2569 ผันผวน 106 ครั้ง -3,550 “ทองแท่ง” ดิ่งขายออก 66,900 บาท
บขส. ยืนยันมีแผน “น้ำมันสำรอง” รับเดินทางสงกรานต์ 69
"อิหร่าน" ขู่วางทุ่นระเบิดปิดกั้นอ่าวเปอร์เซีย หากถูกโจมตีชายฝั่ง-เกาะ
แท็กที่เกี่ยวข้อง:
