เมื่อวันที่ 24 มี.ค.2569 เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ประกาศภาวะฉุกเฉินทางพลังงานระดับประเทศ โดยระบุว่า ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นเป็นผลมาจากสงครามในตะวันออกกลาง คุกคามความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ
ในการประกาศภาวะฉุกเฉิน ผู้นำฟิลิปปินส์ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหาร อนุญาตให้รัฐบาลดำเนินมาตรการจัดการกับความเสี่ยงที่เกิดจากการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานโลกและเศรษฐกิจในประเทศได้ โดยภาครัฐได้รับคำสั่งให้จัดการปัญหาการกักตุนเชื้อเพลิง ค้ากำไรเกินควร และอื่นๆ
ก่อนหน้านี้ กระทรวงพลังงานฟิลิปปินส์ระบุว่า มีน้ำมันเบนซินสำรองเพียงพอสำหรับ 53 วัน น้ำมันดีเซล 46 วัน และน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานประมาณ 39 วัน โดยราคาน้ำมันดีเซลพุ่งสูงขึ้นถึง 2 เท่านับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น โดยทะลุ 120 เปโซ (หรือประมาณ 2 ดอลลาร์) ต่อลิตร
ฟิลิปปินส์นำเข้าน้ำมันถึงร้อยละ 90 จากตะวันออกกลาง ทำให้เป็นหนึ่งในประเทศแถบเอเชียที่เปราะบางที่สุดต่อการหยุดชะงักของอุปทานในภูมิภาคดังกล่าว และเมื่ออิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ฟิลิปปินส์จึงต้องหันไปพึ่งพารัสเซีย จีน รวมถึงประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อจัดหาเชื้อเพลิง
หน่วยงานรัฐบาลหลายแห่งได้เปลี่ยนมาทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ เพื่อประหยัดพลังงาน และมาร์กอสได้เรียกร้องให้ประชาชนใช้ระบบทางเดียวกันไปด้วยกัน (Car pool)
นอกจากนี้ รัฐบาลได้มอบเงินช่วยเหลือจำนวนคนละ 5,000 เปโซ ให้กับคนขับรถสามล้อและรถจี๊ปนีย์หลายหมื่นคนในกรุงมะนิลา ที่กำลังได้รับความเดือดร้อนจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น
มาร์กอสกำลังเผชิญความกดดันอย่างหนักในการจัดการกับสถานการณ์นี้ โดยกลุ่มพันธมิตรแรงงานขนส่งเรียกร้องให้มีการประท้วงใหญ่ทั่วกรุงมะนิลาในวันที่ 26-27 มี.ค. เพื่อคัดค้านราคาที่พุ่งสูงขึ้นและสิ่งที่พวกเขามองว่าเป็นมาตรการที่ไม่เพียงพอของรัฐบาล
ขณะที่เหล่านักเศรษฐศาสตร์เตือนว่าผลกระทบอาจรุนแรง โดยเฉพาะความเป็นไปได้ที่จะสูญเสียรายได้จากการส่งเงินกลับประเทศของชาวฟิลิปปินส์หลายพันคนที่ทำงานในตะวันออกกลาง
อ่านข่าว
"ทรัมป์" อ้างอิหร่านอยากทำข้อตกลง สื่อรายงานสหรัฐฯ ยื่น 15 ข้อเสนอยุติสงคราม
“สีหศักดิ์” เผย “อิหร่าน-โอมาน” เข้าถึง 3 ลูกเรือ “มยุรี นารี” แล้ว
"อิหร่าน" แจ้งเรือไทย 1 ลำแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัย
