วันนี้ (26 มี.ค.2569) ภายหลังการประชุม ครม.นัดพิเศษ เกี่ยวกับการดูแลประชาชน เพื่อลดผลกระทบจากวิกฤตพลังงานของโลกจากสงครามในตะวันออกกลาง ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงข่าวโดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์, นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน, นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน, นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม และนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ร่วมแถลงข้อมูลและมาตรการต่าง ๆ
นายเอกนิติ กล่าวว่า แม้จะอยู่ระหว่างจัดตั้งรัฐบาลใหม่ แต่จะใช้กลไกในด้านกฎหมายเท่าที่ทำได้ โดยให้เป็นไปตามกฎหมาย
ไทยยังใช้น้ำมันราคาถูกกว่าเพื่อนบ้านอาเซียนส่วนใหญ่
ด้าน รมว.พลังงาน กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์การสู้รบตะวันออกกลางยังคงไม่แน่นอน แม้จะได้ยินว่ามีการเจรจากันแล้ว แต่ข้อเสนอของทั้ง 2 ฝ่ายยังคงไม่ตรงกัน ซึ่งยังส่งผลกระทบต่อความผันผวนของราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง
ขณะที่สถานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงฯ ยังคงเข้าไปช่วยเหลืออยู่ หลังจากการปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันอีก 6 บาทต่อลิตร ซึ่งมีผลวันนี้ ทำให้ราคาน้ำมันอยู่ที่ประมาณ 39 บาท
นายอรรถพล ยังเปรียบเทียบราคาน้ำมันเพื่อนบ้านในอาเซียน โดยระบุว่า ราคาในมาเลเซียสูงกว่าไทย โดยอยู่ที่ 45.50 บาทต่อลิตร, เวียดนาม 47 บาทต่อลิตร, กัมพูชา 57 บาทต่อลิตร, ลาว 64 บาทต่อลิตร, ฟิลิปปินส์ อยู่ที่ 66 บาทต่อลิตร ซึ่งก่อนหน้านี้ราคาอยู่ใกล้เคียงกับไทยมากที่สุด และราคาน้ำมันที่สูงสุด คือสิงคโปร์คอยู่ที่ 100 บาทต่อลิตร ขณะที่มีอินโดนีเซียและบรูไน มีราคาน้ำมันที่ต่ำกว่าไทย
นอกจากนี้ สถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงฯ ก่อนปรับราคา กองทุนน้ำมันฯอุดหนุนน้ำมันดีเซลอยู่ 19 บาทต่อลิตร ขณะนี้กองทุนน้ำมันมีอัตราไหลออกอยู่ที่วันละ 1,700 ล้านบาท และขณะนี้สถานะติดลบรวม 38,000 ล้านบาท ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลในการปรับราคาน้ำมัน คือต้องการสะท้อนต้นทุนจริงที่เพิ่มขึ้น ลดภาระกองทุนน้ำมัน และลดปัญหาการเก็งกำไรและการกักตุน
ทั้งนี้ ราคาน้ำมันที่แตกต่างกันมาก โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้าน จะทำให้เกิดปัญหาการกักตุนและการลักลอบ ขณะนี้รัฐบาลพยายามประสานงานฝ่ายความมั่นคง ในการช่วยสอดส่องดูแลว่ามีการกระทำที่เอาเปรียบประชาชนหรือไม่
ในส่วนของการผลิต จะติดตามอย่างใกล้ชิดกับโรงกลั่น โดยตัวเลขที่ผ่านมามีการผลิตเต็มกำลังการกลั่นทุกโรง โดยน้ำมันดีเซลกำลังการผลิตอยู่ที่ประมาณ 78 ล้านลิตรต่อวัน ประกอบกับขณะนี้น้ำมันจากสำรองเพิ่มประมาณ 10 ล้านลิตรอต่อวัน โดยการจ่ายน้ำมันจริงในช่วง 1-2 วันนี้ พบว่าน้ำมันดีเซลมีกำลังการผลิตออกสู่ตลาดประมาณ 85 ล้านลิตร ซึ่งสูงกว่าความต้องการโดยปกติ เมื่อเทียบกับเดือน ม.ค.ความต้องการอยู่ที่ 67 ล้านลิตรต่อวัน แต่ขณะนี้มีการจ่ายน้ำมันออกถึง 85 ล้านลิตรต่อวัน
ช่วงที่มีปัญหาน้ำมันเคยได้ยินว่า พ่อค้าคนกลาง (จ็อบเบอร์) ไม่ได้รับน้ำมัน เพราะผู้ค้าตามมาตรา 7 ไม่ได้จ่ายให้ ตอนนี้เข้าไปพูดคุยและขอความร่วมมือ ให้ผู้ค้าจ่ายช่องทางจ็อบเบอร์ไปด้วย ยอดของจ็อบเบอร์ก็เข้ามาใกล้กับปกติแล้ว ขณะที่ยอดช่องทางอื่นจะมากกว่าช่วงสถานการณ์ปกติ ทำให้ยอดรวมสูงกว่าสถานการณ์ปกติคือราว 85 ล้านลิตร ขณะที่ความต้องการปกติอยู่ที่ 60 ล้านลิตรต่อวันหรือไม่เกิน 70 ล้านลิตรต่อวัน
ผู้สื่อข่าวถามถึงการปรับขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาท เมื่อวานนี้ (25 มี.ค.2569) ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า เมื่อวานตอนที่ตัดสินใจ คุยกันนานและก็หนักใจ แต่ด้วยสถานการณ์ความรุนแรงที่คาดไม่ถึง ซึ่งช่วงแรกไม่คิดว่าจะรุนแรงและยาวนานขนาดนี้ รัฐบาลจึงพยายามตรึงราคาให้ได้ และผ่อนมาเหลือ 33 บาทต่อลิตร ต้องยอมรับว่าด้วยสถานการณ์สู้รบที่รุนแรง กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงฯ เอาไม่อยู่ ประกอบกับเรื่องของการลักลอบ กักตุนและเก็งกำไร ทำให้น้ำมันที่นำเข้าระบบกว่า 86 ล้านลิตร ซึ่งมากกว่าปกติ 20% หายไป
ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวต่อว่า มาตรการราคาเป็นเพียงมาตรการหนึ่ง และขณะนี้ราคาน้ำมันในประเทศเพื่อนบ้านสูงกว่าไทย เช่น มาเลเซียอยู่ที่ 45 บาทต่อลิตร สิงคโปร์อยู่ที่ 100 บาทต่อลิตร เมียนมาและลาว อยู่ที่ 60-70 บาทต่อลิตร ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลไม่ต้องการให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนจึงตรึงราคาโดยตลอด
ถามว่าราคาน้ำมันจะถึงลิตรละ 50 บาทหรือไม่นั้น ตอบไม่ได้ ราคาอาจจะลงก็ได้ หากหยุดรบ ดังนั้นราคาน้ำมันจากนี้ไปจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์การสู้รบ หากดีขึ้นก็จะลดภาษีก็จะลดราคา สถานการณ์ก็จะมีทั้งบวกและลบ
นายอรรถพล กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ราคาน้ำมันไม่ได้กำหนดเพดานไว้ และให้เป็นไปตามกลไกการตลาด แต่กองทุนน้ำมันยังคงเป็นตัวช่วยอยู่ ไม่ได้ถอนออกไป
เพิ่มรายการ "สินค้าควบคุม" รวม 66 รายการ
ขณะที่ รมว.พาณิชย์ กล่าวถึงมาตรการของกระทรวงพาณิชย์ ว่า สั่งการให้กรมการค้าภายใน ทำงานร่วมกับพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ และคณะกรรมการส่วนจังหวัดว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กจร.) ซึ่งเป็นคณะกรรมการระดับจังหวัด โดยขณะนี้มีสินค้าควบคุมที่กระทรวงพาณิชย์ดูแล 59 รายการ และจะเพิ่มเติมอีก 7 รายการ อาทิ เมล็ดพลาสติก น้ำดื่มบรรจุขวด และซอสปรุงรส เป็นต้น รวมเป็น 66 รายการ
ขณะเดียวกัน ยกระดับความเข้มข้นของมาตรการควบคุมดูแลราคาสินค้าใน 5 ระดับ โดยระดับที่เข้มข้นที่สุด คือ หากจะขึ้นราคาสินค้าต้องขออนุญาตจากกรมการค้าภายในก่อน ซึ่งขณะนี้มี 8 สินค้าที่ต้องขออนุญาตหากจะขึ้นราคา เช่น ปลากระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และนม เป็นต้น นอกจากนี้จะมีสินค้าอื่น ๆ เพิ่มเติมเข้ามาด้วย รวมถึงน้ำมันปาล์ม
ส่วนสินค้าที่ไม่ต้องขออนุญาต แต่หากจะเปลี่ยนแปลงราคาต้องแจ้งกรมการค้าภายในก่อน เช่น น้ำตาลทราย เป็นต้น รวมถึงมีการปรับสินค้าที่จากเดิมต้องแจ้งก่อนขึ้นราคา เป็นขออนุญาตก่อนขึ้นราคาได้ เช่น กระดาษชำระ กระดาษเช็ดหน้า แชมพู ผงซักฟอก น้ำยาซักฟอก ผลิตภัณฑ์ล้างจาน ผ้าอนามัย สบู่ เป็นต้น
รมว.พาณิชย์ ยืนยันว่า จะพยายามดูแลสินค้าอุปโภคบริโภค โดยจะใช้วิธีบริหารจัดการกับผู้ประกอบการ
เหล่านี้เป็นสิ่งที่พยายามเตรียมพร้อม ถ้ามีการขยับราคาสินค้า ก็ต้องเข้าไปควบคุมดูแลเรื่องต้นทุนและกลไกอย่างถูกต้องเหมาะสม
รมว.พาณิชย์ กล่าวอีกว่า ราคาสินค้าบางประเภทที่ยังไม่ได้อยู่ในการควบคุม แต่มีความจำเป็น ก็ได้เจรจาพูดคุยและได้รับความร่วมมืออย่างดีจากผู้ประกอบการ ในการทำสินค้าที่เรียกว่า "ไทยช่วยไทย" โดยจะส่งสินค้าราคาพิเศษไปยัง 77 จังหวัดผ่านทางผู้ค้าปลีก-ค้าส่ง รวมถึงมีโครงการที่ช่วยลดค่าครองชีพในพื้นที่ เป็นการลดค่าครองชีพเฉพาะจุด ที่มีความเปราะบางและส่งตรงไปยังประชาชน
ขณะที่การดูแลภาคเกษตรกร จะหาวัตถุดิบมาเพิ่มเติมและหากวัตถุดิบมีราคาสูงขึ้น จะช่วยเรื่องค่าปุ๋ย รวมถึงทำงานใกล้ชิดกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการปรับสูตรปุ๋ย เพื่อลดการพึ่งพาวัตถุดิบที่ต้องนำเข้า รวมถึงใช้ปุ๋ยอินทรย์เพิ่มมากขึ้นในพื้นที่ที่ทำได้
ครม.เห็นชอบหลักการ 7 มาตรการเร่งด่วน
ด้านปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ครม.เห็นชอบหลักการมาตรการบรรเทาผลกระทบ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความเร่งด่วนสูง 7 เรื่อง ได้แก่ ครม.เห็นชอบให้คลังกลับไปพิจารณาการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตว่าจะลดอย่างไรและในระยะเวลาเพียงใด, การดูแลกลุ่มเปราะบาง โดยใช้กลไกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งจะเติมเงินเพิ่มอีก 100 บาท เป็น 400 บาทต่อคนต่อเดือน เบื้องต้นระยะเวลา 1 เดือน ก่อนประเมินสถานการณ์อีกครั้งว่า จะขยายมาตรการหรือไม่ เมื่อมีรัฐบาลทางการ
มาตรการดูแลกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ทั้งกลุ่มขนส่งและกลุ่มรถโดยสาร รวมทั้งรถจักรยานยนต์รับจ้าง, การช่วยเหลือภาคเกษตรกร ในเรื่องปุ๋ยจะมีโครงการธงเขียว การสนับสนุนค่าปุ๋ย และบัตรดินดี รวมทั้งสนับสนุนให้ใช้ปุ๋ยทางเลือก หรือปุ๋ยอินทรีย์
การดูแลกลุ่มประมง โดยหารือเบื้องต้นแล้วว่าจะเยียวยาโดยการใช้น้ำมัน B20 ซึ่งต้นทุนต่ำกว่าน้ำมันปกติ 5-6 บาท, การดูแลกลุ่มคู่สัญญากับภาครัฐ ทั้งผู้ประกอบการอุตสาหกรรมและก่อสร้าง อาจสะดุดจากการไม่มีน้ำมันเติมเครื่องจักร ส่งผลให้ส่งงานอาจล่าช้า จึงอาจพิจารณาขยายเวลาตรวจรับงานที่เหมาะสม แต่ยืนยันว่ายังต้องจ่ายค่าปรับ โดยดูเป็นเคส ๆ
มาตรการดูแลผู้ประกอบการกลุ่มอื่น ๆ โดยเฉพาะ SME ทางธนาคารออมสิน จะเตรียมวงเงินซอฟต์โลน 10,000 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องผู้ประกอบการรายย่อยทั้งซัพพลายเชน
ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เมื่อลดภาษีสรรพามิตแล้ว หากลดลงเท่าใดราคาน้ำมันจะลดลงไปด้วยเท่านั้น ซึ่งในเรื่องนี้และการดูแลกลุ่มเปราะบาง จะต้องขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก่อน ขณะนี้มีผู้ถือบัตรสวัสดิการฯ 13.3 ล้านคน หากเติมเงินเพิ่มคนละ 100 บาท จะขอใช้งบกลางรวมเป็นเงิน 1,300 ล้านบาท
ช่วยเหลือแบบพุ่งเป้า “รถบรรทุก-รถโดยสาร-วินฯ” ลดผลกระทบประชาชน
ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า การช่วยเหลือประชาชนจากผลกระทบการปรับขึ้นราคาน้ำมัน จะเน้นการบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อประชาชนให้น้อยที่สุด โดยเน้นการช่วยเหลือแบบพุ่งเป้าใน 2 กลุ่มใหญ่ คือ รถบรรทุกสินค้า และรถโดยสารสาธารณะ โดยที่ประชุมครม.ให้กรอบในการสนับสนุนช่วยเหลือแบบพุ่งเป้า โดยเน้นถึงการใช้จริงของผู้ประกอบการ
กรมการขนส่งทางบก จะมีระบบจีพีเอสติดตามการใช้งานของรถบรรทุก สนับสนุนโดยกระทรวงการคลัง ผ่านระบบพร้อมเพย์ โดยพยายามใช้ระบบอิเล็กทรอกนิกส์ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการโดยตรงและตามการใช้จริง รวมถึงผู้ประกอบการรถโดยสารสาธารณะ
ขณะที่รถโดยสารขนาดเล็กและรถจักรยานยนต์รับจ้าง ต้องไปลงทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก เพื่อให้สามารถตรวจสอบติดตามการใช้งานจริง และสนับสนุนการช่วยเหลือต่อไป ซึ่งรายละเอียดจะแจ้งไปยังผู้ประกอบการอีกครั้ง
ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ รัฐบาลอยากให้ประชาชนใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น โดยต้องมีความเพียงพอในการให้บริการ ขณะนี้ กระทรวงคมนาคม โดย บขส.เตรียมการให้บริการให้ครบถ้วนตามความต้องการของประชาชน สิ่งที่เสนอให้มีความมั่นใจ คือจะเสนอไปยัง ครม.สั่งให้กระทรวงมหาดไทย กำหนดจุดที่จะเติมน้ำมันสำหรับรถโดยสารสาธารณะในทุกจังหวัด เพื่อแยกกับประชาชนผู้ใช้รถทั่วไป ไม่ให้กระทบกัน โดยกระทรวงพลังงานจะเป็นผู้ป้อนน้ำมันในส่วนนี้ ให้กับรถโดยสารสาธารณะ
นายเอกนิติ กล่าวว่า ราคาพลังงานผันผวนมาก จะนำกองทุนน้ำมันมาช่วย ประกอบกับลดภาษีสรรพสามิต แต่เมื่อราคาน้ำมันลงก็จะต้องลดราคาให้ประชาชนด้วย โดยจะติดตามจากราคาน้ำมันในตลาดโลก
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำในวงครม.นัดพิเศษ โดยกำชับให้ส่วนราชการ ทั้งส่วนกลางท้องถิ่นและรัฐวิสาหกิจ เข้มงวดในมาตรการประหยัดพลังงานตามที่นายกรัฐมนตรีได้สั่งการใน ครม.ที่ผ่านมา โดยเฉพาะขอให้ยกเลิกการเดินทางไปอบรม ดูงานต่างประเทศ ส่วนการไปประชุมยังทำได้ เพราะถือเป็นภารกิจหน้าที่
ขณะที่มาตรการ Work From Home กำชับหน่วยราชการต่าง ๆ ประหยัดไฟฟ้า การใช้แอร์ ซึ่งวิกฤตพลังงานเป็นปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ สิ่งที่ทำได้คือนอกจากปรับตัวในส่วนของภาครัฐก็ต้องบรรเทาความเดือดร้อนผลกระทบของประชาชนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ รวมถึงภาพรวมเศรษฐกิจ ยืนยันรัฐบาลพยายามทำทุกวิถีทางสามารถผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน
นายเอกนิติ ตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงการลดภาษีสรรพสามิต และการให้กองทุนน้ำมันฯ กู้เงิน เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมัน โดยกล่าวว่า การลดภาษีสรรพาสามิตตามหลักการของรัฐธรรมนูญ คือการดำเนินการจะต้องไม่มีภาระผูกพันต่อรัฐบาลต่อไป ซึ่งวันนี้ กระทรวงการคลัง เสนอโดยขออนุมัติหลักการที่จะลดภาษีสรรพสามิต และจะต้องไปดูกฎหมายว่าจะต้องดำเนินการอะไรบ้าง โดยจะต้องไม่ผูกพันกับรัฐบาลต่อไป คืออาจลดได้เพียงช่วงเดียว คือช่วงนี้ และรอรัฐบาลใหม่มา ก็จะให้รัฐบาลใหม่พิจารณาต่อไป
อ่านข่าว :
พณ.แจงไร้อำนาจคุมราคาน้ำมัน “ศุภจี” ยันจะดูแลราคาสินค้าให้ดีที่สุด
เปิดเวทีสภาฯ รุมถล่มรัฐบาล บี้หา "ไอ้โม่ง"-น้ำมันล่องหน
น้ำมันเขียว คืออะไร? เชื้อเพลิงหลักของเรือประมงไทย
แท็กที่เกี่ยวข้อง:
