1 ปี "ตึก สตง.ถล่ม" บทเรียนราคาแพง กับความรับผิดชอบที่ไม่มีคำตอบ

สังคม
12:44
จำนวนผู้ชม 658
1 ปี "ตึก สตง.ถล่ม" บทเรียนราคาแพง กับความรับผิดชอบที่ไม่มีคำตอบ

วันที่ 28 มี.ค.2569 ครบรอบ 1 ปี เหตุการณ์อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่ บนถนนกำแพงเพชร 2 แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร พังถล่มลงมาระหว่างการก่อสร้าง นับเป็นหนึ่งในโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ของประเทศไทยในปี 2568

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2568 เกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 8.2 แมกนิจูด ในสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่บริเวณเมืองมัณฑะเลย์ ลึกลงไปใต้ดินประมาณ 10 กิโลเมตร ห่างจาก อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน ประมาณ 326 กิโลเมตร แรงสั่นสะเทือนสามารถรับรู้ได้ในหลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะภาคเหนือ กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล

แผ่นดินไหวครั้งดังกล่าวเกิดจากกลุ่มรอยเลื่อนสะกาย (Sagaing Fault) ซึ่งเป็นรอยเลื่อนมีพลัง ความยาวประมาณ 1,200 กิโลเมตร วางตัวในแนวทิศเหนือ–ใต้ ผ่านกลางประเทศเมียนมา ส่งผลให้โครงสร้างอาคารสูง 33 ชั้น ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างบนพื้นที่กว่า 11 ไร่ พังถล่มลงมาทั้งหลัง

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้มีคนงานและผู้ที่เกี่ยวข้องจำนวนมากติดอยู่ใต้ซากอาคาร เจ้าหน้าที่ต้องระดมกำลังค้นหาและกู้ภัยอย่างต่อเนื่องนานหลายสัปดาห์ ท่ามกลางความหวังของครอบครัวผู้สูญหาย

ภาพประกอบข่าว 1 ปี

สำหรับอาคาร สตง. แห่งนี้ เริ่มก่อสร้างในปี 2563 มีกำหนดแล้วเสร็จภายในปี 2569 มูลค่าโครงการกว่า 2,136 ล้านบาท ดำเนินการโดยกิจการร่วมค้า ไอทีดี–ซีอาร์อีซี ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด

ขณะที่ตัวเลขความสูญเสียจากเหตุการณ์ครั้งนั้น พบว่ามีผู้เสียชีวิต 95 คน สูญหาย 1 คน และมีผู้รอดชีวิตเพียง 9 คน

ภายหลังเหตุการณ์อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่ม ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2569 ผู้ว่าการ สตง. ได้ออกจดหมายเวียนภายในองค์กร เพื่อสื่อสารถึงบุคลากร โดยมีเนื้อหาเชิญชวนให้ทุกคนร่วมมือร่วมใจกันก้าวผ่านสถานการณ์ พร้อมระบุถึงความรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม

อย่างไรก็ตาม จดหมายดังกล่าวมีการใช้ถ้อยคำเชิงอารมณ์ และหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า ซึ่งภายหลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคม ส่งผลให้มีการยกเลิกจดหมายเวียนฉบับดังกล่าวในเวลาต่อมา

30 มี.ค.2568 แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งให้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง

ประกอบด้วย

  • กลุ่มที่ 1 : หน่วยงานภาครัฐและฝ่ายปกครอง
  • กลุ่มที่ 2 : สถาบันการศึกษาและวิชาการ
  • กลุ่มที่ 3 : องค์กรวิชาชีพควบคุม
ภาพประกอบข่าว 1 ปี

วันที่ 13 พ.ค. 2568 มีการประกาศปิดภารกิจค้นหาและกู้ภัยอย่างเป็นทางการ หลังปฏิบัติการต่อเนื่องครบ 45 วัน พร้อมส่งมอบพื้นที่เกิดเหตุให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม

ทั้งนี้ สำนักงานเขตจตุจักรและกรุงเทพมหานคร (กทม.) ยังคงติดตั้งกล้องวงจรปิดและล้อมรั้วพื้นที่ เพื่อรักษาวัตถุพยาน โดยพื้นที่ก่อสร้างอาคาร สตง. ถูกอายัดถึงวันที่ 31 พ.ค. 2568 ขณะที่กองปูนและวัสดุก่อสร้างถูกอายัดถึงวันที่ 20 พ.ค. 2568

นอกจากนี้ ในช่วงเวลาดังกล่าว มีการทยอยขนย้ายตู้คอนเทนเนอร์และเครื่องจักรหนักออกจากพื้นที่ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับขั้นตอนการตรวจสอบและดำเนินคดีในระยะต่อไป

ภาพประกอบข่าว 1 ปี

การดำเนินคดี-ข้อเท็จจริง คดีตึก สตง.ถล่ม

2 เม.ย.2568 กรมสอบสวนคดีพิเศษรับคดีอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินถล่ม เข้าเป็นคดีพิเศษว่า ภายหลังที่ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ในขณะนั้น ระบุถึงข้อสงสัยว่าบริษัทสัญชาติจีน ที่รับเหมาก่อสร้าง อาจมีบริษัทไทยร่วมค้าเป็นนอมินี จึงมอบหมายให้ดีเอสไอตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งมี 3 ประเด็น คือ การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (นอมินี) 2.ดีเอสไอมีอำนาจสอบสวนสินค้าไม่ได้มาตรฐานอุตสาหกรรม 3.การจัดซื้อจัดจ้าง

11 เม.ย.2568 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และเจ้าหน้าที่ทีเกี่ยวข้อง เข้าตรวจค้นโรงงานเหล็กของซิน เคอ หยวน ที่ระยอง พบเอกสารและหลักฐานหลายรายการซึ่งอยู่ระหว่างการวิเคราะห์เพิ่มเติม

และในวันเดียวกัน นายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าฯ สตง. พบสื่อมวลชนครั้งแรกหลังตึกถลม ยืนยันว่า พร้อมให้ตรวจสอบทุกเรื่อง เพื่อความโปร่งใส

21 เม.ย.2568 บริษัทซิน เคอ หยวน แถลงโต้ข้อกล่าวหาเรื่องมาตรฐานเหล็ก ยืนยันว่ากระบวนการผลิตได้มาตรฐานทุกขั้นตอน

13 พ.ค.2568 พนักงานสอบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาลได้ยื่นต่อศาลอาญาเพื่อออกหมายจับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อสร้างอาคาร สตง. ทั้งหมด 3 กลุ่ม รวม 17 ราย คือ บริษัทกิจการร่วมค้า กลุ่มผู้รับเหมาควบคุมงาน และกลุ่มวิศวกรที่เซ็นรับรอง ซึ่งหนึ่งในนั้นมีนายเปรมชัย กรรณสูต และศาลอาญาอนุมัติหมายจับในอีกสองวันถัดมา

ภาพประกอบข่าว 1 ปี

30 มิ.ย. 2568 น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น แถลงผลการสืบสวนข้อเท็จจริง โดยระบุว่า ผลการตรวจสอบพบความบกพร่องอย่างชัดเจนในกระบวนการออกแบบและวิธีการก่อสร้าง โดยเฉพาะในส่วนของเทคนิคงานโครงสร้าง อาทิ ผนังช่องลิฟต์และบันได ซึ่งในทางวิศวกรรมเรียกว่า “ผนังรับแรงเฉือน” ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่พบปัญหา

ทั้งนี้ ยังพบว่าคุณภาพคอนกรีตไม่ได้มาตรฐาน และในหลายจุดมีการก่อสร้างไม่เป็นไปตามแบบและข้อกฎหมายที่กำหนด ส่วนในการทำจำลองออกมา คือถ้าปฏิบัติตามกฎหมาย จะสร้างความแข็งแรงให้ตึกมากขึ้น

22 ก.ค.2569 พนักงานสอบสวนจากสถานีตำรวจนครบาลบางซื่อได้ส่งสำนวนมายังอัยการพร้อมความเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งที่เป็นนิติบุคคลและบุคคลธรรมดาจำนวน 23 รายในข้อหาหลักคือ เป็นผู้มีวิชาชีพในการออกแบบ ควบคุม หรือก่อสร้างอาคารโดยไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ จนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย รวมถึงความผิดฐานร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอม พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 , พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ตลอดจนกฎกระทรวงและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการ

ภาพประกอบข่าว 1 ปี

24 ก.พ.2569 คณะรัฐมนตรีมีมติให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งติดตามและตรวจสอบการยกเลิกสัญญาโครงการฯ อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง ดำเนินคดีตามหน้าที่และอำนาจ ทั้งทางแพ่ง อาญา และปกครอง พร้อมกับเรียกร้องค่าเสียหายเพื่อรักษาผลประโยชน์ของภาครัฐ และงบประมาณที่สูญหายไป

ทั้งนี้ดำเนินการของกรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ดำเนินการสอบสวนกรณีความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาไปยังพนักงานอัยการ นอกจากนี้ในกรณีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 และกรณีมีการร้องเรียนและกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ซึ่งอยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่จะไต่สวนและวินิจฉัย กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ส่งเรื่องให้สำนักงาน ป.ป.ช. ดำเนินการ

โดย สำนักงาน ป.ป.ช. ได้แจ้งให้ สตง. ส่งมอบเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ซึ่ง สตง. ได้จัดส่งเอกสารหลักฐานให้สำนักงาน ป.ป.ช. ตามที่ร้องขอแล้ว

ส่วนกรมบัญชีกลาง ดำเนินการตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง และการบริหารพัสดุภาครัฐ โดย สตง.ตอบข้อซักถาม และชี้แจงข้อมูลพร้อมทั้งจัดส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องเพื่อการตรวจสอบ

ล่าสุด 24 ก.พ.2569 ครม. เห็นชอบมอบหมายให้กระทรวงการคลัง โดยกรมบัญชีกลาง ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ติดตามและตรวจสอบ การยกเลิกสัญญาโครงการก่อสร้างอาคาร สตง. อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง ดำเนินคดีตามหน้าที่และอำนาจ ทางแพ่ง ทางอาญา ทางปกครอง รวมถึงเรียกร้องค่าเสียหาย เพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐงบประมาณที่สูญเสียไป

ภาพประกอบข่าว 1 ปี

การเยียวยาผู้สูญเสีย-บาดเจ็บ รวมกว่า 129 ล้านบาท

ภายหลังเหตุการณ์อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่ม หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เร่งดำเนินการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ประสบเหตุอย่างต่อเนื่อง โดยมีทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และบริษัทประกันภัยร่วมดำเนินการ

บริษัทประกันภัยจ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ ตามวงเงินของแต่ละสัญญาประกัน ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ทำหน้าที่กำกับดูแลให้บริษัทประกันภัยจ่ายค่าสินไหมตามกรมธรรม์และกฎหมายอย่างเคร่งครัด

ในส่วนของภาครัฐ กระทรวงมหาดไทยได้ให้ความช่วยเหลือผู้เสียชีวิตรายละ 100,000 บาท และช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ รวมเป็นเงิน 9,532,000 บาท ขณะที่กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ได้เยียวยาผู้เสียหายรายละไม่เกิน 200,000 บาท รวมเป็นเงิน 18,403,932 บาท

ภาพประกอบข่าว 1 ปี

ด้านบริษัทผู้รับจ้างก่อสร้าง ได้ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม โดยมอบเงินแก่ทายาทผู้เสียชีวิตรายละ 1,000,000 บาท พร้อมค่าทำศพรายละ 50,000 บาท ส่วนผู้บาดเจ็บได้รับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นรายละ 10,000 บาท และเงินช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเพิ่มเติมรายละ 200,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 100,590,000 บาท

นอกจากนี้ ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ สตง. ยังได้ร่วมกันบริจาคเงินช่วยเหลือ โดยมอบเงินให้ครอบครัวผู้เสียชีวิตรายละ 10,000 บาท และมอบเงินช่วยเหลือผู้บาดเจ็บรายละ 5,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,329,161 บาท

ทั้งนี้ เมื่อรวมเงินเยียวยาและความช่วยเหลือจากทุกภาคส่วน พบว่ามีมูลค่ารวมกว่า 129 ล้านบาท เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบเหตุและครอบครัวในเบื้องต้น

สุทธิพงษ์ บุญนิธิ รองผู้ว่าฯ สตง. แถลงคืบหน้าคดี

สุทธิพงษ์ บุญนิธิ รองผู้ว่าฯ สตง. แถลงคืบหน้าคดี

ครบ 1 ปี สตง.แถลงความคืบหน้าคดี

23 มี.ค.2569 นายสุทธิพงษ์ บุญนิธิ รองผู้ว่าฯ สตง. ในฐานะโฆษก สตง.ได้ยกมือไหว้ขอโทษคนไทยที่เกิดเหตุการณ์สะเทือนใจ พร้อมระบุว่า คำว่าตึกถล่ม มันติดอยู่กับ สตง.ไปจนวันตาย เพราะมันเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้นอย่างยิ่ง และตนก็ยังรู้สึกเสียใจทั้งตึกถล่ม และต้องขออภัยญาติพี่น้องผู้เสียชีวิต 93 หาไม่เจออีก 3 บาดเจ็บ 8 เราทำได้เพียงขอไปเป็นเจ้าภาพ ซึ่งผู้เสียชีวิตก็คงไม่ค่อยสบายใจ แต่เราในฐานะเป็นผู้ว่าจ้าง ซึ่งนายจ้างของเขาเอามาทำงาน ต้องมาเสียชีวิตกับโครงการนี้ ตัวเราก็เสียใจ ขับรถผ่านทุกครั้ง ก็นึกถึงตรงนี้เคยมีตึก เขาไปพร้อมกับชีวิตอีก 93 และหาไม่เจออีก 3 ส่วนการเยียวยาเป็นไปตามกระบวนการ เราทำได้เท่าที่เราทำ

ทั้งนี้ปัจจุบัน สตง. ได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างก่อสร้างและควบคุมงานแล้ว อยู่ระหว่างดำเนินการเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้รับจ้าง และประสานบริษัทประกันภัยให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

สำหรับแผนการก่อสร้างตึกใหม่ นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า สตง.คงไม่เดินหน้าต่อ เพราะคงไม่มีใครอยากไปอยู่ในที่ที่เคยเป็นแผลของเรา หลังจากนี้จะยกเลิกสัญญาเช่าที่ดินกับการรถไฟแห่งประเทศไทย

ภาพประกอบข่าว 1 ปี

บทเรียนสำคัญ

แผ่นดินไหวไม่ควรเป็นเหตุให้อาคารพังถล่มทั้งหลัง หากโครงสร้างได้มาตรฐาน ปัญหาจึงอาจไม่ได้อยู่เพียงแค่ภัยธรรมชาติ หากแต่ครอบคลุมถึงกระบวนการออกแบบ การก่อสร้าง ตลอดจนการกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง

ตึก สตง.พังถล่ม เป็นหนึ่งในโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่สังคมไทยไม่อาจลืม แม้เวลาจะผ่านไปครบ 1 ปี แต่คำถามถึงสาเหตุที่แท้จริงและความรับผิดชอบของผู้เกี่ยวข้องยังคงไม่มีคำตอบที่ชัดเจน

เหตุการณ์ ตึก สตง. ถล่ม จึงไม่ได้เป็นเพียงโศกนาฏกรรมในอดีต หากแต่เป็นบทเรียนสำคัญของสังคมไทย ที่สะท้อนถึงความจำเป็นในการยกระดับมาตรฐาน ความโปร่งใส และความรับผิดชอบในทุกขั้นตอนของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต

อ่านข่าว :

ครบ 1 ปี "ตึกถล่ม" โฆษกฯ สตง. เผยไม่คิดสร้างต่อเแล้ว

สตง.ปล่อย MV "ปณิธานคนตรวจเงิน" คำร้องโดย ผู้ว่าฯ มณเฑียร เจริญผล

ศาลให้ประกัน “เปรมชัย-เกรียงศักดิ์” คดีตึก สตง.ถล่ม ปล่อยตัวพ้นเรือนจำ