สหรัฐฯ เสริมกำลังพลชุดใหญ่ หนุนปฏิบัติการในตะวันออกกลาง

ต่างประเทศ
18:58
จำนวนผู้ชม 308
สหรัฐฯ เสริมกำลังพลชุดใหญ่ หนุนปฏิบัติการในตะวันออกกลาง
ศึกสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ลากยาวเกือบ 4 สัปดาห์ ยังไร้สัญญาณยุติ ล่าสุดสหรัฐฯ เสริมกำลังพลเพิ่มอีกหลายพันคนในตะวันออกกลาง

นับจากสหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มเปิดฉากโจมตีอิหร่าน (Operation Epic Fury) เมื่อวันที่ 28 ก.พ.2569 จนถึงขณะนี้ ลากยาวมาเกือบ 4 สัปดาห์แล้ว ศึกสหรัฐฯ-อิสราเอล กับ อิหร่าน-พันธมิตร ยังไม่มีสัญญาณให้ประจักษ์ว่าจะยุติลงในเร็ววันนี้ อีกทั้งสหรัฐฯ ยังเดินหน้าเสริมกำลังพลเพิ่มอีกหลายพันคน ในภูมิภาคตะวันออกกลางด้วย

สำนักข่าวอัลจาซีรา รายงาน วันที่ 25 มี.ค.2569 ว่า การเสริมกำลังพลสหรัฐฯ ล่าสุดในช่วงนี้ตามคำสั่งของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ถือเป็นการประจำการกำลังพลขนาดใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลางนับจากศึกในอิรัก ซึ่งเริ่มเมื่อปี 2546 และยืดเยื้อราว 14 ปี และมีทหารสหรัฐฯ ถูกส่งเข้าร่วมปฏิบัติการราว 160,000 คน

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ สั่งเริ่มเดินหน้าส่งกำลังพลจากหน่วยปฏิบัติการทางอากาศที่ 82 สังกัดกองทัพบกสหรัฐฯ อีกราว 2,000 คนเข้าประจำการในภูมิภาคตะวันออกกลาง เมื่อวันอังคาร (24 มี.ค.) ซึ่งจะสมทบกับนาวิกโยธินสหรัฐฯ 2 หน่วยที่ถูกสั่งเข้าประจำการเช่นกันก่อนหน้านี้ และอยู่ระหว่างเดินทางจากต่างทิศทางในภูมิภาคแปซิฟิกไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง

หน่วยที่ 1 คือ หน่วยนาวิกโยธิน 31 จากเรือรบ USS Tripoli ซึ่งเรียกว่า "กลุ่มตริโปลีพร้อมปฏิบัติการสะเทินน้ำสะเทินบก" และเริ่มออกจากเมืองท่าซาเซโบะ บนเกาะคิวชู ทางตะวันตกเฉียงใต้สุดของญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 13 มี.ค.2569 โดยมีกำหนดจะเข้าสู่พื้นที่ในการกำกับควบคุมของกองบัญชาการทหารกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ภายในต้นเดือน เม.ย.2569

หน่วยที่ 2 คือ หน่วยนาวิกโยธิน 11 จากเรือรบ USS Boxer ซึ่งเรียกว่า "กลุ่มบ็อกเซอร์พร้อมปฏิบัติการสะเทินน้ำสะเทินบก" เริ่มออกจากเมืองซานดิเอโกทางตอนใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนียสหรัฐฯ ช่วงวันที่ 19-20 มี.ค. 2569 โดยกำหนดจะถึงพื้นที่ศึกอย่างเร็วที่สุดราวกลางเดือน เม.ย.2569

รายงานระบุว่า นาวิกโยธินจากทั้ง 2 หน่วยนี้ รวม 4,500 คน จะร่วมปฏิบัติการกับหน่วยปฏิบัติการทางอากาศที่ 82 สังกัดกองทัพบกสหรัฐฯ ราว 2,000 คนที่ถูกส่งจากฐานทัพ Fort Bragg ทางตอนเหนือของรัฐแคลิฟอร์เนีย และได้รับมอบหมายให้เป็นกองกำลังตอบโต้เฉียบพลัน และเมื่อรวมแล้วจะมีกำลังพลสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางเพิ่มอีกเกือบ 7,000 คน

รายงานระบุด้วยว่า กำลังพลที่เพิ่มขึ้นส่วนนี้จะเสริมปฏิบัติการของกำลังพลที่ถูกส่งเข้าประจำการตั้งแต่เริ่มเปิดศึก พร้อมกับเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln และ USS Gerald R Ford ก่อนที่เรือบรรทุกเครื่องบิน USS Gerald R Ford จะถูกส่งเข้าซ่อมบำรงชั่วคราวที่แถบเมดิเตอร์เนียนเมื่อเร็ว ๆ นี้

พีท เฮกเซธ รมว.กลาโหมของสหรัฐฯ แถลงยืนยันว่า CENTCOM เสนอขอเพิ่มกำลังพลดังกล่าว ส่วน มาร์โค รูบิโอ รมว.การต่างประเทศ แถลงต่อสภาคองเกรสสหรัฐฯ ว่า ฝ่ายสหรัฐฯ อาจจำเป็นต้องปฏิบัติการเพื่อรับประกันความปลอดภัยด้านนิวเคลียร์ในอิหร่าน

รายงานคาดการณ์ว่า คำแถลงของรูบิโออาจหมายถึงปฏิบัติการทลายสิ้นที่ตั้งนิวเคลียร์สำคัญ ๆ ในอิหร่าน รวมถึง Natanz, Fordow และศูนย์เทคโนโลยีนิวเคลียร์ Isfahan ที่ได้รับความเสียหายบ้างแล้วจากการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ ก่อนหน้านี้

ข้อมูลจาก CENTCOM ระบุว่า ฝ่ายสหรัฐฯ ทำลายเป้าหมายทั่วประเทศอิหร่านไปแล้วกว่า 9,000 แห่ง ตั้งแต่เปิดฉาก Operation Epic Fury รวมถึงพื้นที่ที่เชื่อมโยงกับ อดีตผู้นำสูงสุด อยาตอลลาห์ อาลี คาเมเนอี ของอิหร่าน กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ที่ตั้งขีปนาวุธ ศูนย์ผลิตโดรน และสินทรัพย์กองทัพเรืออิหร่าน

ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่า เรือรบอิหร่านกว่า 140 ลำถูกสหรัฐฯ ทำลายอย่างสิ้นซาก หรือเสียหายจากการถูกสหรัฐฯ โจมตี ซึ่งอิหร่านตอบโต้รายวันด้วยการยิงขีปนาวุธและโดรน หรืออากาศยานไร้คนขับโจมตีเป้าหมายในอิสราเอลและฐานทัพ-เป้าหมายต่าง ๆ ของสหรัฐฯ ในกลุ่มชาติอาหรับที่เป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ

นอกจากนี้ อิหร่านยังปิดกั้นการสัญจรทางเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมัน-ก๊าซธรรมชาติราว 1 ใน 5 ของอุปทานพลังงานในตลาดโลกด้วย ซึ่งรายงานคาดการณ์ว่า การใช้กำลังเปิดการสัญจรทางเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ อาจเป็นหนึ่งในพันธกิจที่สหรัฐฯ ส่งทหารเข้าประจำการในตะวันออกกลางเพิ่มล่าสุดดังกล่าว

ทั้งนี้ ทรัมป์ประกาศขู่ผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ของเขาเมื่อต้นเดือน มี.ค.2569 ว่า โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมัน-พลังงานไฟฟ้าบนเกาะคลาร์ก ซึ่งเป็นศูนย์กลางอุปทานน้ำมันเพื่อการส่งออกของอิหร่านด้วย จะถูกโจมตีเป็นอันดับต่อไป หลังจากฝ่ายทหารสหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายอื่น ๆ บนเกาะคลาร์กแล้ว ถ้าอิหร่านยังไม่เปิดการสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

อย่างไรก็ดี จนถึงขณะนี้สหรัฐฯ ยังไม่ได้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมัน-พลังงานไฟฟ้าบนเกาะคลาร์ก และทรัมป์ประกาศเมื่อวันอังคาร (24 มี.ค.) ว่า เสนอแผนสันติภาพ 15 ข้อ ไปยังอิหร่านผ่านปากีสถาน และว่าสหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุความตกลงว่าด้วยแผนสันติภาพนี้แล้ว หลังจากการหารือที่เป็นไปอย่างจริงจังมาก ๆ

แต่ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านแถลงว่า ยังไม่มีการเจรจาโดยตรงใด ๆ กับสหรัฐฯ เพียงแต่อิหร่านรับข้อเสนอเปิดการเจรจาเพื่อยุติศึกจากสหรัฐฯ ผ่านประเทศที่เป็นมิตรกับอิหร่าน ซึ่งอิหร่านตอบข้อความดังกล่าวไปอย่างเหมาะสม

ล่าสุดทรัมป์ประกาศขู่เมื่อวานนี้ (25 มี.ค.) ว่า "จะเปิดนรกภูมิให้ประจักษ์" ถ้าอิหร่านไม่ตอบรับแผนสันติภาพ 15 ข้อของเขา ในขณะที่รมว.การต่างประเทศ อับบาส อารักชี ของอิหร่านแถลงว่า อิหร่านไม่สนใจที่จะเจรจากับสหรัฐฯ อีกทั้งข้อมูลจากฝ่ายทหารอิหร่านระบุว่า อิหร่านจะโจมตีเรือในทะเลแดงด้วย ถ้าถูกสหรัฐฯ ยกพลขึ้นบก

ฝ่ายผู้เชี่ยวชาญของสถาบันเพื่อการศึกษาด้านยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ (IISS) ในสหราชอาณาจักรประเมินว่า สหรัฐฯ ยังไม่มีแผนการยกพลขึ้นบกอิหร่านในขณะนี้ แต่จุดประสงค์ของการเสริมกำลังพลก็เพื่อปฏิบัติการบางภารกิจเท่านั้น เห็นได้จากไม่มีการประจำการหน่วยยานยนต์หุ้มเกราะ หน่วยพลาธิการ และหน่วยบัญชาการศึกภาคพื้นดิน

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า สหรัฐฯ อาจมีแผนการอย่างน้อย 3 แผนการที่จะมอบหมายแก่ฝ่ายทหารหลังจากการเสริมกำลังพล ได้แก่ ทลายที่ตั้งนิวเคลียร์ในอิหร่านให้สิ้นซาก ปิดกั้น หรือยึดครองเกาะคลาร์ก และใช้กำลังเปิดการสัญจรของเรือสินค้านานาชาติ รวมถึงเรือบรรทุกน้ำมัน ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

แต่กระนั้น ฝ่ายผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านยุทธศาสตร์ของอิหร่าน รวมถึงเกาะคลาร์ก และที่ตั้งนิวเคลียร์ส่วนที่เหลือในอิหร่าน มีความสุ่มเสี่ยงสูงสุด ที่จะเผชิญการตอบโต้จากอิหร่านในวงกว้าง ซึ่งจะส่งผลให้ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางขณะนี้ขยายลุกลาม

เปิดชื่อ 7 สินค้าควบคุมใหม่ กกร.เข้มดูราคา ไก่ สุกร ไข่ น้ำตาล

สรุปราคาทองคำ 26 มี.ค.2569 ผันผวน 39 ครั้ง +1,500 “รูปพรรณ” ขายออก 69,800 บาท

ครม.ไฟเขียว ดัน “หนังใหญ่” ขึ้นทะเบียนต่อยูเนสโก ต่อยอดต้นแบบวัดขนอน