พิษสงครามตะวันออกกลาง ฉุดส่งออกอาหาร-10.5% ส.อ.ท.หั่นเป้าเหลือ 1.4 ล้านล้านบาท

เศรษฐกิจ
16:58
จำนวนผู้ชม 465
พิษสงครามตะวันออกกลาง ฉุดส่งออกอาหาร-10.5% ส.อ.ท.หั่นเป้าเหลือ 1.4 ล้านล้านบาท
ส.อ.ท.-สภาหอการค้าฯ-สถาบันอาหาร เผยพิษสงครามตะวันออกกลาง ฉุด ส่งออกอาหาร 2 เดือนแรกปี 69 ติดลบ 10.5% มูลค่า 202,100 ล้านบาท พร้อมหั่นเป้าปีนี้เหลือ 1.4 ล้านล้านบาท จับตา อาหารอนาคต “เครื่องยนต์ใหม่” ดาวรุ่งของอุตสาหกรรม

วันนี้ (31 มี.ค.2569) นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการ หอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการอาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต กล่าวว่า การส่งออกอาหารไทยในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2569 (ม.ค.-ก.พ.) มีมูลค่า 202,100 ล้านบาท หดตัว 10.5% ท่ามกลางอุปสงค์โลกที่อ่อนแรง ความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีการค้าของสหรัฐฯ เงินบาทที่แข็งค่าขึ้น มาตรการระงับการนำเข้าอาหารหลักของอินโดนีเซีย รวมถึงผลกระทบจากการปิดด่านและความตึงเครียดระหว่างไทย–กัมพูชา

นาย วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการ หอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการอาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต

นาย วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการ หอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการอาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต

 คาดว่า ในไตรมาสแรกของปี 2569 การส่งออกอาหารไทยหดตัวต่อเนื่อง จากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลางที่จะเริ่มส่งผลต่ออุตสาหกรรมอาหารตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นไป ผลกระทบทางอ้อมที่เกิดจากการเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานจะมีบทบาทสำคัญในการกดดันเศรษฐกิจและการค้าโลกให้อ่อนตัวและกระทบต่อการส่งออกอาหารไทยในปี 2569

นอกจากนี้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคในตลาดโลกที่ลดลง จากความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจและสงครามการค้า การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงลดทอนความสามารถในการปรับราคาตามต้นทุนของผู้ผลิต นโยบายจำกัดการนำเข้าและการพึ่งพาตนเองด้านอาหารมากขึ้นของคู่ค้าในภูมิภาค โดยเฉพาะอินโดนีเซีย ที่ประกาศไม่นำเข้าสินค้าอาหารหลักอย่างข้าว ข้าวโพด และน้ำตาลในปีนี้ เนื่องจากมีสต็อกภายในประเทศเพียงพอ ส่งผลให้การนำเข้าสินค้าจากไทยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ภาพประกอบข่าว พิษสงครามตะวันออกกลาง ฉุดส่งออกอาหาร-10.5% ส.อ.ท.หั่นเป้าเหลือ 1.4 ล้านล้านบาท

 ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ยังทำให้สินค้าไทยมีราคาแพงขึ้นในสายตาผู้ซื้อ ราคาสินค้าเกษตรและอาหารหลายชนิด เช่น ผัก ผลไม้ มะพร้าว และทุเรียนที่ตกต่ำ กดดันรายได้การส่งออก

ขณะเดียวกันความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชายังส่งผลให้ยอดส่งออกไปกัมพูชาหายไปกว่า 5,000 ล้านบาทต่อเดือน คิดเป็นประมาณ 5% ของมูลค่าส่งออกอาหารทั้งหมด ตลาดหลักหลายแห่งยังหดตัว เช่น CLMV อาเซียนเดิม สหรัฐฯ ตะวันออกกลาง และญี่ปุ่น ขณะที่ตลาดที่เติบโต ได้แก่ เอเชียใต้ สหภาพยุโรป CIS และจีน

ด้าน น.ส.ไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร หน่วยงานเครือข่ายกระทรวงอุตสาหกรรม  กล่าวว่า ภายใต้ความร่วมมือของ 3 องค์กร ในส่วนของสถาบันอาหารจะทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องภายใต้การดำเนินงานของศูนย์อัจฉริยะเพื่ออุตสาหกรรมอาหาร   โดยสถานการณ์การค้าอาหารไทยในปี 2568 พบว่าส่งออกสินค้าอาหารไทยมีมูลค่า 1,510,066 ล้านบาท หดตัว 8.1% สะท้อนแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว มาตรการภาษีของสหรัฐฯ กำลังซื้อคู่ค้าอ่อนตัว ค่าเงินบาทแข็งค่า รวมถึงความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา ส่งผลกระทบต่อสินค้าหลักที่ไทยพึ่งพาตลาดต่างประเทศโดยตรง

นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร หน่วยงานเครือข่ายกระทรวงอุตสาหกรรม

นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร หน่วยงานเครือข่ายกระทรวงอุตสาหกรรม

 ผู้อำนวยการสถาบันอาหารกล่าวอีกว่า การส่งออกกลุ่มสินค้าอาหารอนาคต (Future Food)สะท้อนบทบาทที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในฐานะ เครื่องยนต์ใหม่ ของอุตสาหกรรมอาหาร ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มูลค่าการส่งออกขยายตัวจาก 79,525 ล้านบาทในปี 2563 เป็น 134,468 ล้านบาทในปี 2568 โตเฉลี่ย 11.1%  ต่อปี ขณะเดียวกันสัดส่วนการส่งออกอาหารอนาคตต่อการส่งออกอาหารรวมทั้งหมด มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 7.4% ในปี 2563 เป็น 8.9% ในปี 2568

สะท้อนถึงความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของสินค้าอาหารอนาคตในโครงสร้างการส่งออกของไทย แม้ในระยะสั้นจะมีความผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจโลก

ภาพประกอบข่าว พิษสงครามตะวันออกกลาง ฉุดส่งออกอาหาร-10.5% ส.อ.ท.หั่นเป้าเหลือ 1.4 ล้านล้านบาท

อย่างไรก็ตาม โครงสร้างการส่งออกยังคงกระจุกตัวสูง โดยพึ่งพากลุ่มอาหารเพื่อสุขภาพ (Health & Wellness Food) เป็นหลัก มีสัดส่วนสูงถึง 90.3% และเติบโตเฉลี่ย 12.6% ต่อปี ขณะที่กลุ่มอาหารทางการแพทย์ (Medical Food) มีสัดส่วน 4.8% เติบโตเฉลี่ย3.7% แม้เริ่มมีบทบาทเพิ่มขึ้น แต่ศักยภาพในการผลิตและส่งออกยังอยู่ในวงจำกัด ในทางกลับกัน กลุ่มโปรตีนทางเลือก (Alternative Protein) มีสัดส่วน 3.7% และกลุ่มอาหารอินทรีย์ (Organic Food) สัดส่วน1.1% กลับชะลอตัวลงเฉลี่ย0.7% และ2.5% ตามลำดับ ซึ่งเป็นการสะท้อนข้อจำกัดด้านต้นทุน เทคโนโลยี และการยอมรับของตลาด แม้ภาพรวมอาหารอนาคตจะมีศักยภาพสูงและเติบโตต่อเนื่อง แต่โครงสร้างการเติบโตยังไม่กระจายตัวและมีความเปราะบาง จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนานวัตกรรม เพิ่มความหลากหลายของสินค้า และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมอาหารไทยในระยะยาว

ภาพประกอบข่าว พิษสงครามตะวันออกกลาง ฉุดส่งออกอาหาร-10.5% ส.อ.ท.หั่นเป้าเหลือ 1.4 ล้านล้านบาท

สำหรับภาพรวมตลาดส่งออกอาหารไทยปี 2568 สะท้อนโครงสร้างตลาดที่กระจายตัวมากขึ้น ตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทยในปัจจุบัน คือ จีน มีสัดส่วน 22.3%  ของการส่งออกอาหารทั้งหมด รองลงมาคืออาเซียน 11.5%, สหรัฐอเมริกา 11.3% และ CLMV 10.8% ตลาดสำคัญหลายแห่งยังหดตัวตามภาวะเศรษฐกิจโลกและภูมิภาค รวมถึงความกังวลสงครามการค้าสหรัฐฯ โดยการส่งออกไปยังจีนหดตัวลง-11.6% อาเซียน -13.6%, CLMV -10.0%, ญี่ปุ่น -8.9%, ตะวันออกกลาง -16.7% และแอฟริกา -25.2% ขณะที่ตลาดที่ยังเติบโต ได้แก่ สหภาพยุโรป +5.2%, เอเชียใต้ +35.5%, สหราชอาณาจักร +1.7% และประชาคมรัฐเอกราช (CIS) +5.8% ได้แรงหนุนจากความกังวลด้านความมั่นคงทางอาหาร โดยเฉพาะสหภาพยุโรปที่นำเข้าอาหารเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเพื่อรองรับผลกระทบจากสงครามรัสเซีย–ยูเครน

ภาพประกอบข่าว พิษสงครามตะวันออกกลาง ฉุดส่งออกอาหาร-10.5% ส.อ.ท.หั่นเป้าเหลือ 1.4 ล้านล้านบาท

 สำหรับแนวโน้มในไตรมาสแรกของปี 2569 (ม.ค.–มี.ค.) คาดว่าการส่งออกสินค้าอาหารไทยจะมีมูลค่า 305,900 ล้านบาท ลดลง 11.5% หดตัวต่อเนื่องจากปีก่อน โดยในเดือนมี.ค. ภาคส่งออกจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากสงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลให้การขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซไปยังกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ (GCC) และการ Re-export จากยูเออีไปยังหลายประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกา (MENA) ถูกตัดขาด สินค้าที่พึ่งพาตลาดตะวันออกกลางมาก เช่น ทูน่ากระป๋อง , ข้าว ,ข้าวโพดหวานปรุงแต่ง  และสับปะรดกระป๋อง ที่มีโอกาสได้รับผลกระทบสูง

 ขณะที่สินค้าที่พึ่งพาตลาดนี้ในระดับปานกลาง เช่น ไก่ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และเครื่องดื่มจากมะพร้าว (4–5%) จะได้รับผลกระทบน้อยกว่า ขณะที่ผลกระทบทางอ้อมจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นเป็นความท้าทายหลักที่จะสร้างแรงกดดันต่อต้นทุนสินค้าในห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ราคาปุ๋ย วัตถุดิบเกษตร โรงงานแปรรูป บรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงค่าขนส่งและการกระจายสินค้า ขณะที่ความต้องการตลาดโลกยังอ่อนแรงจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อที่จะปรับตัวสูงขึ้น และการแข่งขันด้านราคา

ภาพประกอบข่าว พิษสงครามตะวันออกกลาง ฉุดส่งออกอาหาร-10.5% ส.อ.ท.หั่นเป้าเหลือ 1.4 ล้านล้านบาท

สำหรับภาพรวมทั้งปี 2569 คาดว่ามูลค่าการส่งออกอาหารไทยจะมีมูลค่า 1.4 ล้านล้านบาท ลดลง 7.3%  หดตัวรุนแรงที่ -17.7% ในช่วงไตรมาส 2 ก่อนที่จะทยอยปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังและฟื้นตัวได้เล็กน้อยในช่วงปลายปี หากสถานการณ์เศรษฐกิจและความขัดแย้งในตะวันออกกลางไม่ลุกลาม ปัจจัยลบที่กระทบส่งออกสาเหตุหลักมาจากอุปสงค์โลกที่อ่อนแรงจากราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น ความไม่สงบในตะวันออกกลางบั่นทอนบรรยากาศการค้า มาตรการจำกัดการนำเข้าและความพึ่งพาตนเองด้านอาหารของคู่ค้า ราคาสินค้าเกษตรลดลง ความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีการค้าของสหรัฐฯ รวมถึงผลกระทบจากความขัดแย้งไทย–กัมพูชา

ส่วนตลาดส่งออกที่คาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้น เช่น เอเชียใต้ และสหภาพยุโรป ขณะที่กลุ่มตลาดที่จะหดตัวสูงสุด คือ ตะวันออกกลาง -50.7% เพราะประเทศปลายทางส่วนใหญ่ต้องอาศัยเรือสินค้าที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ส่วนตลาดสหรัฐฯ คาดว่าจะหดตัว -12.8% โดยปีก่อนผลกระทบของมาตรการภาษีต่อการส่งออกอาหารไทยยังไม่ชัดเจน เนื่องจากสินค้าที่เก็บได้นาน เช่น อาหารสัตว์เลี้ยง ทูน่ากระป๋อง และสับปะรดกระป๋อง ขยายตัวจากการกักตุนชั่วคราว ขณะที่สินค้าที่อายุสั้น เช่น ข้าว กุ้ง และอาหารพร้อมรับประทาน หดตัวลง สะท้อนถึงการเปลี่ยน

ภาพประกอบข่าว พิษสงครามตะวันออกกลาง ฉุดส่งออกอาหาร-10.5% ส.อ.ท.หั่นเป้าเหลือ 1.4 ล้านล้านบาท

พฤติกรรมผู้บริโภคและผู้นำเข้าที่เร่งสั่งซื้อเพื่อหลีกเลี่ยงต้นทุนที่เพิ่มขึ้น หากการกักตุนหยุดลง คาดว่าผลกระทบของมาตรการภาษีจะชัดเจนและรุนแรงมากขึ้น

 สำหรับตลาดอื่นๆ ที่คาดว่าจะลดลง ได้แก่ CLMV -35.2%, อาเซียน (5) -14.0% และแอฟริกา -15.2% อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤตยังมีโอกาสจากแรงหนุนค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่าและความต้องการอาหารที่เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับความไม่แน่นอนด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงทางอาหาร โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคที่กำลังเผชิญกับภัยสงคราม ซึ่งอาจเป็นปัจจัยบวกต่อการส่งออกอาหารไทยให้พลิกกลับมาขยายตัวได้เช่นกัน

อ่านข่าว:

สงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ ส.อ.ท.หวั่นกระทบส่งออกรถยนต์ไทย

ส่งออกข้าวไทย 2 เดือน ร่วง 15% อิรักหยุดซื้อ-ค่าระวางเรือพุ่ง

“ส่งออกไทย” โตต่อเนื่อง 20 เดือน ก.พ.ขยายตัว 9.9% ห่วงผลกระทบตะวันออกกลาง