ใคร "ไอ้โม่ง-นายทุนใหญ่" DSI ขยายผลรับ "คดีพิเศษ" กักตุนน้ำมัน  

อาชญากรรม
16:18
จำนวนผู้ชม 856
ใคร "ไอ้โม่ง-นายทุนใหญ่" DSI ขยายผลรับ "คดีพิเศษ" กักตุนน้ำมัน  

แม้ยังไม่ปรากฏภาพชัดว่า ใครคือ “ไอ้โม่ง” กักตุนน้ำมัน แต่ปฎิเสธไม่ได้ว่า การกักตุนน้ำมันนั้นมีอยู่จริง ทำให้ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม มีคำสั่งจะให้ DSI รับคดีพิเศษ หลังกลับจากลงพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี ตรวจสอบการขนส่งน้ำมันในภาคใต้ตอนบน คลังน้ำมันของผู้ค้าขนาดใหญ่ตามมาตรา 7 และมาตรา 10 จำนวน 6 คลัง พบคลังน้ำมันแห่งหนึ่ง จากแหล่งต้นทาง 96 เที่ยว มีน้ำมันออกจากคลัง 217 ล้านลิตร แต่ถึงปลายทาง 160 ล้านลิตร  ส่วนอีก 57 ล้านลิตรล่องหน “น้ำมัน” หายไประหว่างเส้นทางขนส่ง

มีคำถามว่า น้ำมันหายไปไหน ? จากการตรวจสอบเอกสารของพนักงานสอบสวนชุดที่ลงพื้นที่ตรวจสอบ พบข้อพิรุธ คลังน้ำมันของผู้ค้ามาตรา 7 บางรายในพื้นที่ มีปริมาณคงคลังในเดือนมี.ค.2569 มีปริมาณการรับเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าคลังมากกว่าการขายออกไป คลังบางจุดสูงขึ้นถึง 2 ล้านลิตร การขายออกน้ำมัน 1.7 ล้านลิตร แต่พอมีการปรับลดอัตราชดเชยกองทุนน้ำมัน บริษัทฯ กลับขายออกน้ำมันเพียง 4 แสนลิตรเท่านั้น ถือว่าปริมาณน้ำมันคงค้างในคลังน้ำมันมากผิดปกติ ส่วนในจุดอื่นจะต้องมีการขยายผลต่อไป

ภาพประกอบข่าว ใคร

จากแผนประทุษกรรมรูปแบบการประกอบธุรกิจของเจ้าหน้าที่ชุดตรวจสอบเมื่อเดือน ก.พ.2569 พบการรับเข้าและจำหน่ายออกในภาพใกล้เคียงกัน ตัวเลขดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า คลังน้ำมันยักษ์ใหญ่ในพื้นที่มีลักษณะและพฤติการณ์ในรูปแบบต่าง เช่น กักตุนน้ำมัน หน่วงเวลาขนส่ง ไม่ปล่อยน้ำมันออกจากคลัง หรือมีแต่ปฏิเสธการขาย เพื่อหวังเก็งกำไร ทั้ง ๆที่ น้ำมันเป็นสินค้าควบคุม “การกักตุน” มีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542

ข้อมูลศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ระบุว่า มาตรการป้องกันและตรวจสอบการกักตุนน้ำมัน มีหน่วยงานรับผิดชอบ 2 ส่วน คือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และกรมการปกครอง จะตรวจสอบจากต้นทาง-คลังน้ำมัน-ปั๊มน้ำมันปลายทาง

ส่วน DSI ตรวจสอบตั้งแต่โรงกลั่น-ปั๊มน้ำมัน ซึ่งที่ผ่านมาได้เข้าตรวจสอบและพบการกระทำความผิด โดยมีการจับกุมผู้ค้านํ้ามันตามมาตรา 7 และมาตรา 10 ทั้งรายใหญ่และรายย่อยในหลายจังหวัด เช่น จ.อ่างทอง จ.ตาก จ.นครสวรรค์ จ.สระบุรี จ.ลพบุรี และจังหวัดอื่น ๆ อีก ที่มีการกักตุนหลายหมื่นลิตร

ภาพประกอบข่าว ใคร

สำหรับขบวนการกักตุนน้ำมันพบว่า มีการดำเนินการอย่างเป็นระบบ โดยมีแฝงตัวอยู่ในคราบบริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่ ด้านโลจิสติกส์และการส่งออกพลังงาน และยังพบข้อมูลอีกว่า คลังน้ำมันบางแห่งมีการสำแดงเอกสารเท็จส่งน้ำมันไปช่วยเกษตรกรใน สปป ลาว เพื่อใช้สิทธิ์ยกเว้นภาษีส่งออก (VAT 0%)

ทว่าข้อเท็จจริง คือ มีการลักลอบผ่องถ่ายน้ำมันย้อนกลับมาลงที่ฝั่งกัมพูชา ด้าน “ช่องจอม” จ.สุรินทร์ แม้ปัจจุบันด่านศุลกากรด้านนี้จะปิดไปแล้ว แต่ยังมีเส้นทางธรรมชาติที่มีถนนเชื่อมต่อกันระหว่างไทย-กัมพูชา ผ่านเข้าไปทางแนวช่องเขาของพนมดงรัก ไปยังบ้านโอร์เสม็ด อ.สำโรง จ.อุดรมีชัย เข้าเมืองเสียมราฐได้ รวมทั้งพื้นที่ช่องอานม้า จ.ศรีสะเกษ รวมถึงเส้นทางธรรมชาติแถวบ้านหาดเล็ก จ.ตราด พื้นที่รับผิดชอบของทหารนาวิกโยธิน (นย.)182

ภาพประกอบข่าว ใคร

มีรายงานจากชุดพนักงานสอบสวนระบุว่า เฉพาะน้ำมันที่หายไปกลางทะเล มีความเป็นไปได้ที่จะถูกนำมาจัดเก็บไว้ในคลังน้ำมัน หรือมีการนำมาสวมสิทธิ เพื่อรอลักลอบขายให้ประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งการตรวจสอบพบว่า พฤติการณ์การกระทำผิดมีหลายลักษณะ ทั้งน้ำมันหายกลางทะเล และการลักลอบส่งออก และการกักตุนน้ำมัน

“โรงกลั่นบางแห่ง อาจไม่ได้มีการกักตุนน้ำมัน แต่เขามีน้ำมันสำรองก็จริง แต่ก็มีการตั้งข้อสันนิษฐานว่า เป็นไปได้หรือไม่ ที่นายทุนพลังงานในพื้นที่อาจนำน้ำมันที่หายออกไปจากระบบมาเก็บไว้ในคลัง พฤติกรรมนี้ก็มองข้ามไม่ได้ แต่ไม่ว่าจะอย่างไร การนำพลังงานไปขายให้ข้าศึก เป็นสิ่งไม่ควรทำและไม่ยุติธรรมกับประชาชน” แหล่งข้อมูลระบุ

ด้าน พล.ร.อ.ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ​ กล่าวว่า จากการวิเคราะห์ฐานข้อมูลของ ศรชล.​ พบพฤติกรรมของเรือบางกลุ่มมีการเทียบเรือกลางทะเลเป็นเวลานาน ทั้งตามแนวชายแดนและฝั่งไทย ซึ่งอาจจะมีการขนถ่ายน้ำมัน​ พบความผิดปกติในการเดินเรือ​ หากเปรียบเทียบจากการเดินเรือปกติ มีการเดินเรือช้าขึ้นกว่าเดิม ชะลอการเดินทาง ประวิงเวลา ซึ่งอาจเป็นอีกหนึ่งเหตุผลของการกักตุนน้ำมัน

“มีการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นแล้ว อยู่ระหว่างการตรวจสอบโดยละเอียด หากพบว่ามีการกระทำที่ผิดกฎ หมายจะประสานกับ DSI ให้มีผลดำเนินการทางคดี ซึ่งการปฏิบัติของ ศรชล. ช่วงนี้เข้มข้นกว่าปกติ เพื่อป้องกันไม่ให้เล็ดลอดออกไป” เสนาธิการทหารเรือ​กล่าว

ส่วนการตรวจสอบคลังน้ำมันใน จ.สุราษฎร์ธานี พบความผิดปกติ 20 เที่ยวเรือ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือผิดปกติจากเดิมที่เคยเดินเรือ 1 วัน มีจำนวน 13 เที่ยว มีปริมาณน้ำมันอยู่ที่ 35,764,709 ลิตร ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณมาก แม้จะเป็นเพียงแค่ 1 วัน แต่มูลค่าของการปรับราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นทำให้มีมูลค่าสูง และอีกกลุ่มจะใช้เวลาปกติ ช้าลง 2 วัน มีอยู่จำนวน 7 เที่ยวเรือ ซึ่งมีปริมาณน้ำมันอยู่ที่ 16,235,294 ลิตร​ ซึ่งหากรวมทั้ง 2 กลุ่มมีอยู่ประมาณ 50 ล้านลิตร ถือเป็นปริมาณน้ำมันที่มีนัยสำคัญ ซึ่งต้องตรวจสอบต่อไป

ภาพประกอบข่าว ใคร

มีรายงานระบุว่า สำหรับในประเด็นการกักตุนน้ำมัน หากพบเป็นความผิดพาณิชย์จังหวัดในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่จะต้องกล่าวโทษต่อพนักงานสอบ สวนเพื่อดำเนินคดีอาญาใน ความผิดเกี่ยวกับการกักตุนน้ำมันปิโตรเลียม ด้วยการที่มีน้ำมันไม่ปรากฏแหล่งที่มาเก็บไว้ในคลัง หรือ มีแล้วแต่ปฏิเสธการขายหรือประวิงการจำหน่ายโดยไม่มีเหตุอันควร สามารถแจ้งข้อหนักกับผู้ค้ารายใหญ่และรายย่อยที่กักตุน ฐานความผิดข้อหาอั้งยี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา

ส่วนการรับคดีพิเศษของหลังจาก DSI ประมวลข้อมูลทั้งหมดทั้งทางบกและทางทะเลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสร็จแล้ว ต้องเสนอเข้าบอร์ดกคพ. และคาดว่าในสัปดาห์หน้าจะสามารถรับเป็นคดีพิเศษได้

ท่ามกลางสภาวะวิกฤตพลังงาน ประชาชนเดือดร้อนจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ “ไอ้โม่ง”ในวงการค้าน้ำมันกลับ ”กักตุน” หวังทำกำไรมหาศาล

อ่านข่าว

"อนุทิน" นำทัพรับมือสงกรานต์ เข็นทุกมาตรการ "น้ำมัน" ชู "เอกนิติ" ตัวช่วย

กต.เผยพบ "ชิ้นส่วนมนุษย์" บนเรือ 'มยุรี นารี' รอพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล

เปิดข้อบังคับประชุมสภาฯ "ห้ามไม่ให้อ่านเอกสาร" ในที่ประชุมจริงหรือ