พบคลัสเตอร์ “ตับอักเสบเอ” โรงงานชลบุรี ป่วย 55 คน - เร่งสอบสวนโรค

ภูมิภาค
16:52
จำนวนผู้ชม 4,320
พบคลัสเตอร์ “ตับอักเสบเอ” โรงงานชลบุรี ป่วย 55 คน - เร่งสอบสวนโรค
Botnoi Voice
กรมควบคุมโรค เร่งสอบสวนการระบาดไวรัสตับอักเสบ A หลังพบคลัสเตอร์ “ตับอักเสบ A” โรงงานชลบุรี ป่วยพุ่ง 55 คน คาดโยงปนเปื้อนจุดน้ำ-อาหาร ในโรงอาหาร พร้อมเตือนประชาชนเข้มสุขอนามัย หลังยอดผู้ป่วยทั่วประเทศเพิ่มต่อเนื่อง แม้ยังไม่พบผู้เสียชีวิต

วันนี้ (20 เม.ย.2569) พญ.จุไร วงศ์สวัสดิ์ นพ.ทรงคุณวุฒิ โฆษกกรมควบคุมโรค ร่วมกันเปิดเผยถึงสถานการณ์โรคไวรัสตับอักเสบเอว่า พบการระบาดเป็นกลุ่มก้อนในโรงงานพื้นที่ จ.ชลบุรี โดยได้รับรายงานตั้งแต่ปลายเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา พบผู้ป่วยสะสมในกลุ่มก้อนดังกล่าวแล้ว 55 คน อยู่ระหว่างการสอบสวนโรคเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง

จากการตรวจสอบเบื้องต้น คาดว่าอาจเกี่ยวข้องกับการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะจุดน้ำดื่มในโรงอาหาร ที่ตั้งอยู่ใกล้จุดทิ้งขยะในระยะประมาณ 20 เมตร ซึ่งถือว่าใกล้เกินไป

นอกจากนี้ ยังพบข้อสังเกตเรื่องการจัดเก็บวัตถุดิบอาหารที่ควรยกสูงอย่างน้อย 100 เซนติเมตร การเพิ่มจุดล้างมือ และการปรับปรุงคุณภาพน้ำ เช่น การเติมคลอรีนให้ได้มาตรฐาน แม้ขณะนี้ยังไม่พบเชื้อในตัวอย่างน้ำที่เก็บตรวจ

สำหรับสถานการณ์ภาพรวมของประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. - 20 เม.ย.2569 พบผู้ป่วยสะสม 672 คน คิดเป็นอัตราป่วย 1 ต่อประชากรแสนคน และยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต นอกจากนี้ จำนวนผู้ป่วยสูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี และมากกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา 2.4 เท่า โดยกลุ่มอายุที่พบมากที่สุดคือวัยทำงาน 30–39 ปี รองลงมา 40–49 ปี และ 20–29 ปี

พื้นที่ที่มีอัตราป่วยสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ชลบุรี ระยอง กรุงเทพมหานคร ปทุมธานี และจันทบุรี ซึ่งการระบาดแบบกลุ่มก้อนของโรคนี้ถือว่าไม่พบบ่อย โดยปกติจะพบเป็นรายบุคคลมากกว่า แต่ในกรณีที่มีแหล่งอาหารหรือน้ำปนเปื้อนและมีการใช้ร่วมกัน เช่น ในโรงงาน ก็สามารถทำให้เกิดการระบาดเป็นวงกว้างได้

ไวรัสตับอักเสบเอ เป็นโรคติดต่อทางระบบทางเดินอาหาร เชื้อไวรัสจะปนเปื้อนมากับอุจจาระของผู้ป่วย และแพร่สู่ผู้อื่นผ่านการรับประทานอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อน รวมถึงการสัมผัสสิ่งของร่วมกันโดยไม่ล้างมือให้สะอาด ระยะฟักตัวของโรคอยู่ที่ประมาณ 2–4 สัปดาห์ และอาจนานถึง 50 วัน โดยผู้ป่วยสามารถแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ประมาณ 1 สัปดาห์ก่อนแสดงอาการ

อาการของโรคในระยะแรกมักมีไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ปวดเมื่อยตามตัว และเมื่อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 จะเริ่มมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ปวดแน่นท้อง ปัสสาวะสีเข้ม ซึ่งสามารถยืนยันการวินิจฉัยได้ด้วยการตรวจเลือด ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสเฉพาะ การรักษาเป็นการประคับประคองตามอาการ

สำหรับอากาศร้อนไม่ได้เป็นปัจจัยโดยตรงของการระบาด แต่พฤติกรรมที่เปลี่ยนไป เช่น การใช้แก้วน้ำร่วมกัน การละเลยการล้างมือ หรือไม่ใช้ช้อนกลาง อาจเพิ่มความเสี่ยงในการแพร่เชื้อได้

ในด้านการป้องกัน ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบเอ เริ่มฉีดในเด็กอายุ 1 ปีขึ้นไป แต่ต้องเสียค่าใช้จ่าย และมีวัคซีนในกรณีฉีดหลังสัมผัสเชื้อภายใน 14 วัน เพื่อลดโอกาสป่วย โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงหรือผู้ที่อยู่ใกล้ชิดผู้ป่วย เช่น ในครอบครัวหรือสถานประกอบการ

กรมควบคุมโรค แนะนำให้เน้นมาตรการสุขอนามัยเป็นหลัก ได้แก่ การล้างมืออย่างสม่ำเสมอ รับประทานอาหารปรุงสุก สะอาด หลีกเลี่ยงการใช้ภาชนะร่วมกัน และปรับปรุงระบบน้ำและโรงอาหารให้ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะในสถานที่ที่มีคนจำนวนมาก พร้อมทั้งเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ป่วยโรคตับ ซึ่งหากติดเชื้ออาจมีอาการรุนแรงได้ และหากพบผู้ป่วยควรหยุดพักอย่างน้อย 1 สัปดาห์เพื่อลดการแพร่เชื้อ

อ่านข่าว

ไวรัสตับอักเสบ A, B, C,D,E ต่างกันอย่างไร

เตือนเฝ้าระวัง "โรคเมลิออยด์โดสิส" พบป่วยสะสม 732 คน เสียชีวิต 23 คน

อัปเดตสถานการณ์ "ไข้กาฬหลังแอ่น" เช็กอาการที่ไม่ควรมองข้าม

รู้จัก "โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ" ที่กำลังระบาดในอังกฤษ เสียชีวิตแล้ว 2 คน

เตือนหน้าร้อนปีนี้ "ดัชนีความร้อน" แนวโน้มสูงกว่าปีที่ผ่านมา แนะ 7 วิธีป้องกัน