เตือนหน้าร้อนปีนี้ "ดัชนีความร้อน" แนวโน้มสูงกว่าปีที่ผ่านมา แนะ 7 วิธีป้องกัน

สังคม
10:01
จำนวนผู้ชม 1,326
เตือนหน้าร้อนปีนี้ "ดัชนีความร้อน" แนวโน้มสูงกว่าปีที่ผ่านมา แนะ 7 วิธีป้องกัน
Botnoi Voice
รัฐบาลเตือนหน้าร้อนปีนี้ "ดัชนีความร้อน" แนวโน้มสูงกว่าปีที่ผ่านมา อยู่ในระดับเตือนภัย 33.0 – 41.9 องศาฯ เสี่ยงระดับอันตราย แนะ 7 วิธีป้องกันโรคจากความร้อน

วันนี้ (18 มี.ค.2569) น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากสถานการณ์อากาศที่ร้อนจัดของประเทศไทยขณะนี้ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาได้เฝ้าระวังสถานการณ์ค่าดัชนีความร้อน (Heat Index) ซึ่งเป็นค่าความร้อนที่ ร่างกายรู้สึกได้จริง หรือ Feel like ใช้บ่งชี้ระดับความเสี่ยงที่ร่างกายอาจได้รับผลกระทบจากความร้อน โดยคำนวณจากอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ ซึ่งต่างจากอุณหภูมิทั่วไป ที่วัดเพียงระดับความร้อนหรือความเย็นของอากาศ โดยในปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีค่าดัชนีความร้อนสูงสุดถึง 59.5 องศาเซลเซียส และมีผู้เสียชีวิตจากความร้อน จำนวน 21 คน

ขณะที่ปี 2569 คาดว่าสถานการณ์ความร้อนจะมีแนวโน้มรุนแรงกว่าปีที่ผ่านมา โดยค่าดัชนีความร้อนอาจอยู่ในระดับเตือนภัย (33.0 – 41.9 °C) ถึงอันตรายมาก (มากกว่าหรือเท่ากับ 52.0 °C) ในช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค. โดยเฉพาะในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ซึ่งอาจทำให้เกิดโรคจากความร้อน เช่น ผื่น ตะคริว ลมแดด เพลียแดด และฮีทสโตรก ซึ่งเป็นภาวะที่รุนแรงที่สุดและอาจทำให้เสียชีวิตได้

รัฐบาลแนะนำให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง ผู้ที่มีภาวะอ้วน ผู้ป่วยจิตเวช รวมถึง ผู้ป่วยพิษสุราเรื้อรัง ดูแลสุขภาพและป้องกันอันตรายจากความร้อน ด้วย 7 วิธี ได้แก่

1) ติดตามข่าวพยากรณ์อากาศและค่าดัชนีความร้อน หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงที่อากาศร้อนจัด โดยเฉพาะช่วง 13.00 – 16.00 น.

2) ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อย 6–8 แก้วต่อวัน โดยไม่ต้องรอให้กระหายน้ำ

3) งดดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลสูง เช่น น้ำหวาน น้ำอัดลม เป็นต้น

4) สวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี สวมหมวก และใช้ร่มกันแดด

5) ผู้รับประทานยาบางชนิด เช่น ยาลดความดันโลหิต ยาแก้คัดจมูก ยาขับปัสสาวะ ยารักษาจิตเวช ควรสังเกตอาการตนเอง เพราะยาอาจมีผลต่อการควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย 6) ผู้ที่ทำงานหรือออกกำลังกายกลางแจ้ง ควรทำกิจกรรมเป็นกลุ่ม เพื่อช่วยสังเกตอาการผิดปกติ

7) ผู้สูงอายุควรดื่มน้ำบ่อย ๆ พักผ่อนให้เพียงพอ อยู่ในสถานที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก เลี่ยงการอยู่กลางแจ้งในช่วงที่อากาศร้อนจัด

"หากพบผู้มีอาการผิดปกติ เช่น ผิวหนังร้อนแดง ชีพจรเต้นเร็วและแรง ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ สับสน พูดจาไม่รู้เรื่อง ซึมลง หรือหมดสติ ให้รีบปฐมพยาบาลโดยใช้ผ้าชุบน้ำเย็นหรือน้ำแข็งประคบบริเวณหลังคอ รักแร้ และขาหนีบเพื่อลดอุณหภูมิร่างกายอย่างรวดเร็ว และรีบนำส่งโรงพยาบาล หรือโทรสายด่วนฉุกเฉิน 1669 ทันที" น.ส.อัยรินทร์ ระบุ

อ่านข่าว :

เปิดสถิติปี 68 ช่วงหน้าร้อน พบป่วย "โรคลมร้อน" 182 คน เสียชีวิต 21 คน

"อีสุกอีใส" ไม่ใช่โรคในเด็กเล็กเสมอไป รู้จักอาการ การติดต่อ กลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวัง

หยุด! เสี่ยงไตวาย "งดรสเค็ม-มัน" ภัยเงียบ "คุกคาม" ประชากรโลก