ไวรัสตับอักเสบ A, B, C,D,E ต่างกันอย่างไร

ไลฟ์สไตล์
12:10
จำนวนผู้ชม 354
ไวรัสตับอักเสบ A, B, C,D,E ต่างกันอย่างไร
"ไวรัสตับอักเสบ" ทั้ง 5 ชนิด A, B, C,D และ E ต่างกันอย่างไร ความรุนแรง และโอกาสเป็นเรื้อรัง บางชนิดหายเองได้ แต่บางชนิดเสี่ยงตับแข็ง–มะเร็งตับ

"ไวรัสตับอักเสบ" กลายเป็นประเด็นสุขภาพที่ถูกพูดถึงบ่อยขึ้นในช่วงนี้ หลายคนไม่รู้จัก พร้อมคำถามว่าโรคนี้คืออะไร เกิดจากอะไร และต้องป้องกันตัวอย่างไร เป็นแล้วอันตรายกับร่างกายแค่ไหน

ไวรัสตับอักเสบ คือภาวะที่ตับเกิดการอักเสบจากการติดเชื้อไวรัส ซึ่งมีอยู่หลายชนิด โดยแต่ละชนิดมีความแตกต่างกันทั้งในเรื่องความรุนแรง วิธีการติดต่อ และโอกาสกลายเป็นโรคเรื้อรัง

รู้จัก "ไวรัสตับอักเสบ"

ไวรัสตับอักเสบ (Hepatitis) คือ เชื้อไวรัสที่ทำให้เซลล์ตับ เกิดการอักเสบ ซึ่งตับเป็นอวัยวะสำคัญในการทำลายสารพิษ สร้างน้ำดี ช่วยในการย่อยไขมัน สะสมพลังงานและสารอาหาร เมื่อเชื้อไวรัสเข้าทำลายเซลล์ตับ จะทำให้ตับอักเสบ และทำงานผิดปกติได้ ไวรัสตับอักเสบมีหลายชนิด ได้แก่ A, B, C, D และ E

ไวรัสตับอักเสบแต่ละชนิด ต่างกันอย่างไร?

1. ไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A)

ไวรัสตับอักเสบชนิด เอ (HAV) เป็น RNA virus เป็นสมาชิกตระกูล picornaviridae

การติดต่อ : อาหารและน้ำปนเปื้อน, สัมผัสอุจจาระของผู้ป่วย

ความรุนแรง : ไม่ก่อให้เกิดโรคเรื้อรัง โดยส่วนใหญ่สามารถหายได้เอง การรักษาเป็นเพียงประคับประคองป้องกันการขาดน้ำ

ระยะฟักตัวของโรค : อยู่ที่ประมาณ 2–4 สัปดาห์ และอาจนานถึง 50 วัน โดยผู้ป่วยสามารถแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ประมาณ 1 สัปดาห์ก่อนแสดงอาการ

อาการระวัง : ไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ แน่นท้อง ก่อนมีอาการตัวเหลือง ตาเหลืองภายใน 2–3 วัน อาการมีตั้งแต่เล็กน้อยหายได้ใน 1–2 สัปดาห์ ไปจนถึงรุนแรงที่ใช้เวลารักษาหลายเดือน (พบไม่บ่อย) โดยทั่วไปความรุนแรงเพิ่มตามอายุ

การป้องกัน : ดื่มน้ำสะอาด อาหารปรุงสุก ล้างมือก่อนรับประทานอาหาร ฉีดวัคซีนป้องกัน

2.ไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B)

การติดต่อ : เลือดและสารคัดหลั่ง เช่น เพศสัมพันธ์ที่ไม่ป้องกัน การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน เช่น ผู้ใช้ยาเสพติด การใช้เข็มสักตามตัว การติดเชื้อจากแม่สู่ลูกมีโอกาสพบบ่อยมากที่สุด

ความรุนแรง : ไวรัสตับอักเสบบีเป็นโรคติดเชื้อที่พบได้บ่อยในไทย มีโอกาสเกิดตับอักเสบรุนแรง และอาจเรื้อรัง เสี่ยงตับแข็ง มะเร็งตับ

อาการระวัง : ผู้ป่วยมักเริ่มมีอาการภายใน 2–5 เดือนหลังติดเชื้อ ได้แก่ ไข้ ตัวเหลือง ตาเหลือง ปวดชายโครงขวา ร่วมกับคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร และอ่อนเพลีย บางรายอาจรุนแรงจากการที่เซลล์ตับถูกทำลาย เสี่ยงภาวะตับวาย โดยทั่วไปอาการจะดีขึ้นใน 1–4 สัปดาห์ แต่หากร่างกายกำจัดเชื้อไม่หมด อาจพัฒนาเป็นการติดเชื้อเรื้อรังได้

การป้องกัน : วัคซีนป้องกันไวรัสบี ฉีดให้ทารกแรกเกิดทุกราย ช่วยลดการติดเชื้อจากแม่สู่ลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. ไวรัสตับอักเสบซี (Hepatitis C)

การติดต่อ : ผ่านเลือดเป็นหลัก เช่น ใช้เข็มร่วมกัน หรืออุปกรณ์สัก/เจาะที่ไม่สะอาด ลักษณะการติดต่อมีความใกล้เคียงกับ ไวรัสตับอักเสบบี แต่แตกต่างตรงที่ ไม่ติดต่อ ผ่านการให้นมบุตร การไอหรือจามรดกัน รวมถึงการกินอาหาร ดื่มน้ำ หรือใช้ภาชนะร่วมกัน

ความรุนแรง : พัฒนาเป็นเรื้อรังได้สูง เสี่ยงตับแข็งและมะเร็งตับ เชื้อไวรัสตับอักเสบซี เมื่อเข้าไปในร่างกายจะแบ่งตัวและอาศัย อยู่ในตับ ระยะแรกทำให้เกิดตับอักเสบเฉียบพลัน ซึ่งมีอาการไม่รุนแรง ทำให้ผู้รับเชื้อไม่ทราบว่าติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ซี

การรักษา : ปัจจุบันมียารักษารูปแบบรับประทานที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถหายขาดได้ ปฎิบัติตามที่แพทย์แนะนำ หากต้องรัปทานยาควรปรึกษาแพทย์ ว่าเป็นอันตรายต่อตับหรืไม่

การป้องกัน : ยังไม่มีวัคซีน ต้องเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ห้ามใช้เข้มฉีดยาร่วมกัน ห้ามใช้มีดโกนหนวด กรรไกรตัดเล็บร่วมกัน ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์

ผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรัง ควรให้ความสำคัญกับกับการ ป้องกันการเกิดภาวะตับอักเสบ ตับแข็ง และมะเร็งตับ เพราะหากปล่อยไปถึงขั้นนั้นจะเสี่ยงกับอันตรายมากขึ้น และการรักษาก็ยุ่งยากมากขึ้นด้วย

4. ไวรัสตับอักเสบดี (Hepatitis D)

การติดต่อ : ผ่านเลือด และเกิดร่วมกับไวรัสบี

ความรุนแรง : ทำให้โรคตับอักเสบบีรุนแรงขึ้นมาก ตับแข็ง มะเร็งตับ

การป้องกัน : ฉีดวัคซีนไวรัสบี ป้องกันไวรัสดีได้

ไวรัสตับอักเสบอี (Hepatitis E)

การติดต่อ : รับประทานเนื้อสัตว์ที่ปรุงไม่สุก โดยเฉพาะเนื้อหมู หอย หรือน้ำดื่มไม่สะอาด

ความรุนแรง : ไข้สูง ปวดเมื่อยตัว อ่อนเพลีย ส่วนใหญ่หายเอง แต่ในหญิงตั้งครรภ์, ผู้สูงอายุ อาจตับอักเสบรุนแรงได้

การป้องกัน : สุขอนามัยอาหารและน้ำดื่ม กินเนื้อหมูสุก ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกัน

"ไวรัสตับอักเสบ E" ไม่ใช่โรคใหม่

"ไวรัสตับอักเสบ E" อาจไม่คุ้นหูเท่า A หรือ B แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่โรคใหม่ โดย ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยอธิบายไว้ (18 พ.ย.2568) ว่า

มีการศึกษาในไทยมานาน และปัจจุบันสามารถตรวจหาเชื้อได้รวดเร็วและแม่นยำด้วยการตรวจ RNA โรคนี้ก่ออาการแบบเฉียบพลันได้เช่นเดียวกับไวรัสตับอักเสบตัวอื่นๆ เช่น A, B และ C อาการแบบเฉียบพลันไม่แตกต่างกันมาก มีไข้ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง อ่อนเพลีย ท้องเสีย และมีตัวเหลืองตาเหลือง เอนไซม์ตับสูง

ในประเทศไทยมักพบเป็นคน ๆ ไม่พบการระบาดหมู่มาก เหมือนในประเทศที่สุขอนามัยไม่ดี เช่น แอฟริกา อินเดีย สายพันธุ์ที่พบในบ้านเราเป็นสายพันธุ์ที่ 3 มีแหล่งรังโรคอยู่ในหมู

ศ.นพ.ยง ระบุว่า การติดต่อสำคัญ คือ การกินอาหารปนเปื้อน โดยเฉพาะอาหารที่เป็นผลิตภัณฑ์ของหมูไม่สุก เช่น การรับประทานหมูกระทะ และใช้ตะเกียบคีบหมู เพื่อปิ้ง ย่าง และใช้ตะเกียบอันเดียวกัน คีบอาหารเข้าปาก ซึ่งอาจจะปนเปื้อนเชื้อไวรัสตับอักเสบ E เข้าไปในหมูกระทะ

เนื้อหมูไม่ได้มาจากหมูตัวเดียว จะมาจากหมูเป็นจำนวนมากหลายตัวผสมกัน หรือปนเปื้อนกัน จึงทำให้มีโอกาสเสี่ยงสูงมากกว่าการกินจากหมูตัวเดียว และกินอาหารที่สุกสะอาด

ส่วนตัวเคยรักษาผู้ป่วยหลายราย ที่มีประวัติชัดเจนไปรับประทานหมูกระทะ หรือเกี่ยวข้องสัมผัสกับหมู อีกวิธีหนึ่งที่อาจจะติดต่อกันได้ คือรับเลือดหรือผลิตภัณฑ์ของเลือดจากผู้บริจาคที่มีเชื้อแบบไม่มีอาการ เพราะการติดเชื้อในผู้ที่แข็งแรงดีจำนวนหนึ่งจะไม่มีอาการ และร่างกายก็จะกำจัดเชื้อให้หมดไปเอง การรับเลือดจำนวนมากให้กับผู้มีภูมิต้านทานต่ำ ควรขอเลือดจากศูนย์ที่ผ่านการตรวจไวรัสตับอักเสบ E

โรคนี้ไม่มียารักษา หากวินิจฉัยได้เร็วก็ไม่จำเป็นต้องให้ยามากมาย โดยเฉพาะยาปฏิชีวนะหลายอย่าง เพียงรักษาตามอาการ หรือในรายที่รุนแรง การให้ยาต้านไวรัสอยู่ในดุลพินิจของแพทย์ เพราะยาก็มีอาการข้างเคียง เราจะให้ในคนที่มีภูมิต้านทานต่ำเท่านั้น

โรคนี้ในประเทศไทยเสียชีวิตต่ำมาก ๆ ส่วนใหญ่ที่รุนแรงและเสียชีวิตจะเป็นผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำ กินยากดภูมิต้านทาน หรือโรคเรื้อรังที่ทำให้มีภูมิต้านทานลดลง

อาการเตือนไวรัสตับอักเสบ ที่ไม่ควรมองข้าม

โรค ไวรัสตับอักเสบ มักเริ่มจากอาการทั่วไปที่หลายคนมองข้าม แต่สังเกตให้ดีอาจช่วยพบโรคได้เร็วขึ้น

  • อ่อนเพลียผิดปกติ เหนื่อยง่าย ไม่มีแรง
  • ไข้ ปวดเมื่อย
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • ปัสสาวะสีเข้ม
  • ตัวเหลือง ตาเหลือง (สัญญาณสำคัญ)

เช็กสถานการณ์ "ไวรัสตับอักเสบ ปี 2568-2569"

สถานการณ์ในปี 2569 กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ระบุว่า "ไวรัสตับอักเสบเอใกล้ตัวกว่าที่คิด" พบผู้ป่วยสะสม 651 คน สูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลัง และมากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน

กลุ่มอายุที่พบมากคือวัยทำงาน โดยเฉพาะช่วง 30–39 ปี รองลงมา 40–49 ปี และ 20–29 ปี การแพร่เชื้อเกิดได้ง่ายจากการกินอาหารหรือใช้ภาชนะร่วมกัน มักพบการระบาดในครอบครัว โรงเรียน โรงงาน และชุมชน

ขณะเดียวกัน ข้อมูลของ กรมควบคุมโรค ณ วันที่ 15 ตุลาคม 2568 ระบุว่า ไทยมีผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิด B แบบเรื้อรังประมาณ 1.1 ล้านคน และชนิด C อีกประมาณ 230,000 คน ซึ่งการติดเชื้อทั้งสองชนิดนี้มีความเชื่อมโยงกับการเกิดมะเร็งตับสูงถึง 70% เนื่องจากผู้ป่วยจำนวนมากไม่ทราบว่าตนเองติดเชื้อ และไม่ได้รับการตรวจหรือรักษาอย่างต่อเนื่อง ทำให้โรคค่อย ๆ ลุกลามไปสู่ตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง และมะเร็งตับโดยไม่รู้ตัว

สุดท้าย อย่าลืมดูแลตัวเองให้ดี ออกกำลังกาย กินอาหารมีประโยชน์ เลือกกินสุก สะอาด เลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง และตรวจสุขภาพอย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อลดความเสี่ยงจาก ไวรัสตับอักเสบ

อ้างอิง กรมควบคุมโรค , Yong Poovorawan

อ่านข่าว

พบคลัสเตอร์ “ไวรัสตับอักเสบเอ” โรงงานชลบุรี ป่วย 55 คน - เร่งสอบสวนโรค

เตือนเฝ้าระวัง "โรคเมลิออยด์โดสิส" พบป่วยสะสม 732 คน เสียชีวิต 23 คน

"อีสุกอีใส" ไม่ใช่โรคในเด็กเล็กเสมอไป รู้จักอาการ การติดต่อ กลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวัง