เมื่อวันที่ 15 พ.ค.2569 รศ.กิริยา กุลกลการ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยถึงกรณีที่ทางการเกาหลีใต้ประกาศขึ้นบัญชีดำ หรือ Blacklist ห้ามนำเข้าแรงงานภาคเกษตรและประมงตามฤดูกาลภายใต้ VISA E-8 จาก 4 จังหวัดของประเทศไทย ได้แก่ อุดรธานี ขอนแก่น มหาสารคาม และชัยภูมิ ตลอดปี 2569 เนื่องจากพบปัญหาแรงงานไทยหลบหนีนายจ้าง ว่า สิ่งที่น่ากังวลมากที่สุดคือความเป็นไปได้ที่เกาหลีใต้อาจพิจารณายกเลิกโครงการ VISA E-8 อย่างถาวรในอนาคต
รศ.กิริยา อธิบายว่า แรงงานไทยที่ถูกขึ้นบัญชีดำในครั้งนี้ ถือเป็นแรงงานกลุ่มแรกภายใต้โครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับท้องถิ่นของเกาหลีใต้ ที่จัดส่งแรงงานไทยไปทำงานภาคเกษตรและประมงระยะสั้น 5 เดือน ผ่านระบบ VISA E-8 ซึ่งมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU ร่วมกันเมื่อปี 2566 แตกต่างจากระบบ EPS หรือ VISA E-9 ที่เป็นระบบแรงงานระยะยาวในภาคอุตสาหกรรมซึ่งเกาหลีใต้ดำเนินการร่วมกับหลายประเทศมาเป็นเวลานาน
นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ระบุว่า เกาหลีใต้มีนโยบายบริหารแรงงานต่างชาติที่ค่อนข้างรัดกุม และไม่ได้พึ่งพาแรงงานจากประเทศไทยเพียงประเทศเดียว โดยเฉพาะในระบบ EPS ที่เกาหลีใต้มีการทำข้อตกลงกับกว่า 17 ประเทศ ทำให้เมื่อประเทศไทยมีอัตราแรงงานหลบหนีสูง ก็อาจถูกลดสัดส่วนโควตาแรงงานในรอบถัดไปได้ง่าย และเมื่อโครงการ VISA E-8 ซึ่งเป็นโครงการใหม่เกิดปัญหาหนักตั้งแต่ช่วงแรก ทางเกาหลีใต้จึงใช้มาตรการเข้มงวดถึงขั้นขึ้นบัญชีดำทั้งจังหวัด
รศ.กิริยา เห็นว่า รัฐบาลไทยและกระทรวงแรงงานจำเป็นต้องเร่งดำเนินการทางการทูต โดยควรมีการแสดงความรับผิดชอบและเจรจากับฝ่ายเกาหลีใต้อย่างจริงจัง เพื่อรักษาความเชื่อมั่นและหาทางออกระยะยาว รวมถึงควรพิจารณาปรับเงื่อนไขของ VISA E-8 หรือกำหนดมาตรการเพิ่มเติมเพื่อป้องกันปัญหาแรงงานหลบหนีในอนาคต
ทั้งนี้ ได้เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาไว้ 5 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
- รัฐควรสร้างระบบจ้างงานรองรับแรงงานไทยหลังเดินทางกลับจากเกาหลีใต้ในช่วงที่เหลืออีก 7 เดือน เพื่อสร้างรายได้ต่อเนื่องและช่วยพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนในระดับท้องถิ่น
- ควรหารือกับนายจ้างเกาหลีใต้เพื่อกำหนดให้จ่ายค่าจ้างงวดสุดท้ายเมื่อแรงงานเดินทางกลับถึงประเทศไทยแล้ว เพื่อลดแรงจูงใจในการหลบหนี
- เพิ่มมาตรการคุ้มครองและความปลอดภัยของแรงงานไทยในเกาหลีใต้ โดยอาจมีการตรวจสอบสภาพการทำงานอย่างสม่ำเสมอ และหากพบปัญหาหรือความเสี่ยง ควรเปิดโอกาสให้แรงงานสามารถเปลี่ยนนายจ้างได้
- สร้างแรงจูงใจให้แรงงานปฏิบัติตามกฎหมาย ด้วยการให้สิทธิแรงงานที่เคยไปทำงานและเดินทางกลับอย่างถูกต้อง ได้รับการพิจารณาเป็นกลุ่มแรกในการเดินทางไปทำงานรอบถัดไป
- รัฐบาลไทยควรหารือกับเกาหลีใต้เพื่อขอเพิ่มช่องทางและสัดส่วนการรับแรงงานไทยในระบบอื่นเพิ่มเติม แม้จะเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก แต่หากขยายโอกาสได้ก็จะช่วยลดแรงกดดันของแรงงานที่ต้องการเดินทางไปทำงานต่างประเทศ
นอกจากนี้ รศ. ดร.กิริยา ยังมองว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้แรงงานไทยจำนวนมากตัดสินใจหลบหนีนายจ้าง อาจมาจากข้อจำกัดของ VISA E-8 ที่อนุญาตให้ทำงานเพียง 5 เดือน ทำให้แรงงานบางส่วนรู้สึกว่าไม่คุ้มค่ากับต้นทุนการเดินทางและต้องการรายได้ระยะยาวมากกว่า จึงเลือกหลบหนีไปทำงานในภาคอุตสาหกรรมอื่นที่ให้ค่าตอบแทนสูงกว่า หรือมีสภาพการทำงานดีกว่าภาคเกษตรและประมง
อีกทั้งยังมองว่า ปัญหาดังกล่าวสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย เนื่องจากรายได้แรงงานภาคเกษตรในไทยกับเกาหลีใต้แตกต่างกันอย่างมาก โดยแรงงานภาคเกษตรในไทยอาจมีรายได้ประมาณเดือนละ 10,000 บาท ขณะที่แรงงานในเกาหลีใต้มีรายได้เฉลี่ยไม่น้อยกว่า 50,000 บาทต่อเดือน และหากทำงานในภาคอุตสาหกรรมการผลิตอาจมีรายได้สูงถึง 70,000-100,000 บาทเมื่อรวมค่าล่วงเวลา ส่งผลให้แรงงานจำนวนหนึ่งยอมเสี่ยงทำงานผิดกฎหมายเพื่อหวังรายได้ที่สูงขึ้น
รศ. ดร.กิริยา กล่าวทิ้งท้ายว่า การแก้ปัญหาแรงงานหลบหนีจึงไม่ควรมองว่าเป็นความผิดของแรงงานเพียงฝ่ายเดียว แต่จำเป็นต้องพิจารณาถึงปัญหาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตในประเทศไทยควบคู่กันไปด้วย เพื่อสร้างทางเลือกและโอกาสที่มั่นคงให้กับแรงงานไทยในระยะยาว
อ่านข่าวอื่น :
ปชป.ส่ง "อนุชา บูรพชัยศรี" ชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. เปิดตัว สก. ครบ 50 เขต
รถไฟชนรถเมล์ ใกล้แอร์พอร์ตเรลลิงก์มักกะสัน เสียชีวิต 5 เจ็บหลายคน
