วันนี้ (21 พ.ค.2569) นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมฯ อยู่ระหว่างหารือกับสมาคมธนาคารไทย และกลุ่มธนาคารพาณิชย์ เพื่อเชื่อมโยงตรวจสอบข้อมูลเส้นทางการเงินแบบเรียลไทม์ มาตรการดังกล่าวจะอยู่ในรูปแบบคำสั่งนายทะเบียนกลาง คาดว่าจะเปิดรับฟังความคิดเห็นภายในประมาณ 2 เดือน และอาจเริ่มใช้ได้ราวเดือน ส.ค.2569 โดยหากผู้ถือหุ้นแจ้งลงทุน แต่ไม่มีเงินลงทุนเข้ามาจริง จะสามารถปฏิเสธการจดทะเบียนได้ตามกฎหมาย
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากระทรวงพาณิชย์
ปัจจุบันประเทศไทยมีนิติบุคคลประมาณ 990,000 ราย เป็นบริษัทประมาณ 800,000 ราย และพบว่า มีบริษัทที่ชาวต่างชาติถือหุ้นต่ำกว่า 50% ราว 120,000 ราย ซึ่งกรมฯ ประเมินว่า มีกลุ่มเสี่ยงเข้าข่ายนอมินีประมาณ 80,000 ราย โดยอยู่ระหว่างใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก ทั้งโครงสร้างผู้ถือหุ้น กรรมการ และงบการเงิน เพื่อส่งต่อข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น DSI ปปง. และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำหรับธุรกิจที่พบกลุ่มเสี่ยงมากที่สุด ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจบริการ นำเที่ยว โลจิสติกส์ ร้านอาหาร และร้านขายของที่ระลึก โดย อสังหาริมทรัพย์ เป็นกลุ่มที่พบมากที่สุด
นายพูนพงษ์ กล่าวว่า การลงทุนต่างชาติที่เพิ่มขึ้น เป็นผลจากมาตรการอำนวยความสะดวกของภาครัฐ ที่เร่งปลดล็อกขั้นตอนอนุญาตลงทุนให้รวดเร็วขึ้น โดยกรมฯ ตั้งเป้าลดระยะเวลาพิจารณาอนุญาต จากกรอบกฎหมายที่กำหนดไม่เกิน 60 วัน ให้เหลือไม่เกิน 30 วัน
นอกจากนี้ กรมฯ ยังเร่งเชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคลกับหน่วยงานภาครัฐกว่า 320 หน่วยงาน เพื่อให้การตรวจสอบข้อมูลเป็นแบบเรียลไทม์ และลดการใช้เอกสารกระดาษ โดยตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.2569 เป็นต้นไป หน่วยงานรัฐจะเริ่มเปลี่ยนจากการขอเอกสารกระดาษ มาใช้การเชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์แทน เพื่อลดภาระประชาชนและเพิ่มความถูกต้องของข้อมูลทะเบียนธุรกิจในระบบดิจิทัล
ส่วนสถานการณ์การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ เดือน เม.ย. พบว่า มีจำนวน 6,454 ราย เพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทุนจดทะเบียนรวมอยู่ที่ 22,765 ล้านบาท แต่ยอดการจัดตั้งธุรกิจใหม่ ช่วง 4 เดือนของปี 2569 รวม 29,679 ราย ลดลง 1.56% รวมทุนจดทะเบียนสะสมอยู่ที่ 81,341 ล้านบาท
ทั้งนี้ ตัวเลขการจัดตั้งธุรกิจที่ลดลงเล็กน้อย ยังไม่ได้มีนัยสำคัญในเชิงเศรษฐกิจ เพราะลดลงเพียงประมาณ 2% และส่วนหนึ่งเป็นผลจากมาตรการคุมเข้มการจดทะเบียน เพื่อป้องกันการใช้คนไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ หรือนอมินี ทำให้ยอดจัดตั้งธุรกิจบางส่วนลดลง และมีธุรกิจกลุ่มเสี่ยงทยอยเลิกกิจการเพิ่มขึ้น โดย 3 ประเภทธุรกิจ ที่ขยายตัวน่าสนใจ ได้แก่ ธุรกิจขายปลีกทางอินเทอร์เน็ต เพิ่มขึ้น 51.99% มูลค่าทุนจดทะเบียน 1,121 ล้านบาท / ธุรกิจบริการอื่นๆ เพื่อสนับสนุนธุรกิจซึ่งมิได้จัดประเภทไว้ในที่อื่น เพิ่มขึ้น 139.57% และ ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร เพิ่มขึ้น 13.82%
สำหรับการจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการเดือน เม.ย. มีจำนวน 981 ราย ลดลงจากเดือนก่อน 11.70% แต่เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 20.52% ส่วนทุนจดทะเบียนเลิกกิจการอยู่ที่ 5,214 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 26.21% ทั้งนี้ ได้มีการคาดการณ์ว่ายอดการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่คาดว่าปี 2569 ยอดจัดตั้งไม่ต่ำกว่า 8 หมื่นราย โดยแบ่งเป็นการจัดตั้งบริษัท 80% และห้างหุ้นส่วน 20%
อ่านข่าว:
ต่างชาติลงทุนไทยพุ่ง 124% จีน-ญี่ปุ่น แห่ปักหมุดลงทุนพื้นที่ EEC
เข้มปราบนอมินี-ทุนเทา กรมพัฒน์ฯ เตือน ผู้รับรองลายมือชื่อต้องรับผิดชอบ
คุมเข้มต่างชาติใช้คนไทยนอมินี กรมพัฒน์ออกคำสั่งใหม่บังคับใช้ 1 เม.ย.นี้
