ความเคลื่อนไหวทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ก้าวเข้าสู่ภาวะตึงเครียดระดับสูงสุดอีกครั้ง เมื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา สร้างเงื่อนไขใหม่ที่สร้างความประหลาดใจให้แก่เหล่านักการทูตทั่วโลก ด้วยการประกาศผูกโยงความสำเร็จของดีลสันติภาพและการคลี่คลายวิกฤตนิวเคลียร์กับอิหร่าน เข้ากับการขยายผล "ข้อตกลงอับราฮัม" (Abraham Accords)
โดยทรัมป์ระบุผ่านโพสต์ผ่านทรูธโซเชียล เมื่อวันที่ 25 พ.ค.2569 ว่า สหรัฐฯ ได้ทุ่มเทความพยายามอย่างยิ่งยวดในการแก้โจทย์ปัญหาทางการเมืองที่ซับซ้อนนี้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งและถือเป็นข้อบังคับขั้นต่ำที่กลุ่มประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางทั้งหมด จะต้องเข้ามาร่วมลงนามใน "ข้อตกลงอับราฮัม" พร้อม ๆ กันในทันที
เจาะลึก "ข้อตกลงอับราฮัม" พิมพ์เขียวการทูต "ทรัมป์" ใช้ต่อรองดีลอิหร่าน
"ข้อตกลงอับราฮัม" ไพ่ใบใหม่ของทรัมป์ปิดดีลตะวันออกกลาง
ย้อนรอยประวัติศาสตร์ "ข้อตกลงอับราฮัม หรือ Abraham Accords" คือชุดข้อตกลงทวิภาคีทางประวัติศาสตร์ที่รัฐบาลทรัมป์ 1.0 เป็นผู้ไกล่เกลี่ยและเป็นผู้อุปถัมภ์หลักเมื่อปี 2563 วัตถุประสงค์เพื่อปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่าง อิสราเอล และ กลุ่มประเทศอาหรับ-มุสลิม ให้กลับคืนสู่ระดับปกติ
ในขณะนั้นมีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, บาห์เรน, ซูดาน และโมร็อกโก เป็นกลุ่มแรก ๆ ที่ร่วมลงนาม ก่อนที่จะมีคาซัคสถานเข้ามาเป็นสมาชิกรายล่าสุดที่ร่วมลงนามเพิ่มเติมเมื่อเดือน พ.ย.2568
โดยที่ "อับราฮัม" ชื่อของข้อตกลงนี้ ตั้งขึ้นเพื่อสะท้อนถึงรากเหง้าความเชื่อที่มีร่วมกันในพระเจ้าของศาสนายูดาห์ อิสลาม และคริสต์
เป้าหมายหลักของข้อตกลงนี้คือการยุติความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์ แลกเปลี่ยนการเปิดสถานเอกอัครราชทูต การเปิดเส้นทางบินตรง และการสร้างพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ เพื่อต่อต้านอิทธิพลของอิหร่านในภูมิภาค โดยตัวเลขการค้าทวิภาคีระหว่างอิสราเอลและชาติอาหรับที่ไม่รวมภาคบริการพุ่งสูงขึ้นถึงร้อยละ 234 ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2564 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2563 โดยมี "ยูเออี" เป็นขุมทรัพย์หลักในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจ พลังงาน และการค้าทวิภาคี
อย่างไรก็ดี ข้อตกลงนี้มักถูกประชานชนในภูมิภาคต่อต้านเนื่องจากไม่มีการเอ่ยถึงหรือแก้ไขความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์เลย โดยเฉพาะซาอุดีอาระเบียที่เดิมทีมีแนวโน้มจะเข้าร่วม แต่หลังจากเกิดสงครามอิสราเอล-ฮามาส ทางซาอุดีฯ ได้ยื่นคำขาด ว่าจะตกลงด้วยก็ต่อเมื่อมีการสร้างเส้นทางสู่การจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์ที่เป็นอิสระเท่านั้น
เจาะลึก "ข้อตกลงอับราฮัม" พิมพ์เขียวการทูต "ทรัมป์" ใช้ต่อรองดีลอิหร่าน
ล่าสุด ทรัมป์ระบุว่า เขาได้ต่อสายตรงประชุมทางโทรศัพท์ร่วมกับผู้นำจาก 8 ประเทศ ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย, ยูเออี, กาตาร์, ปากีสถาน, ตุรกี, อียิปต์, จอร์แดน และบาห์เรน พร้อมยื่นคำขาดว่า ประเทศเหล่านี้ควรยินยอมทำให้ข้อตกลงด้วยการลงนามยอมรับอิสราเอลทันที หากประเทศใดไม่ปฏิบัติตาม ก็ไม่ควรได้เป็นส่วนหนึ่งของดีลนี้เพราะเป็นการแสดงถึง "ความไม่จริงใจ"
ทรัมป์ยังส่งสัญญาณอ้อม ๆ ว่าแม้กระทั่ง "อิหร่าน" เองก็อาจต้องเซ็นข้อตกลงอับราฮัมในท้ายที่สุด
ทำไม "ทรัมป์" พยายามผลักดัน "ข้อตกลงอับราฮัม" อย่างสุดโต่ง
เหตุผลหลัก ๆ ของทรัมป์ประกอบด้วย 2 ปัจจัยหลัก คือ
ประการแรก เพื่อใช้เป็น "หลักประกันความมั่นคง" และเอาใจ นายกฯ เบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล ที่กำลังคัดค้านดีลประนีประนอมกับเตหะราน และต้องการให้อิหร่านทำลายคลังยูเรเนียมทั้งหมด
ทรัมป์พยายามใช้โอกาสนี้จูงใจและเอาใจรัฐบาลอิสราเอล ด้วยการพยายามทำให้ชาติอาหรับยักษ์ใหญ่อย่างซาอุดีอาระเบียและกาตาร์ ยอมรับสถานะทางการเมืองของอิสราเอล หากทำสำเร็จ จะเป็นการสร้างวงล้อมทางการทูตที่โดดเดี่ยวอิหร่านโดยปริยาย และช่วยลดแรงกดดันจากฝ่ายขวาจัดในอิสราเอลที่มองว่าดีลกับอิหร่านเป็นเรื่องอันตราย
ประการที่สอง ทรัมป์เชื่อมั่นในกลยุทธ์ "การทูตเชิงเศรษฐกิจ" เขาหวังว่า หากชาติอาหรับเปิดความสัมพันธ์ปกติกับอิสราเอล เม็ดเงินลงทุนมหาศาลและการค้าทวิภาคีจะหลั่งไหลเข้าสู่ภูมิภาค ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความมั่งคั่งนี้จะเป็นโซ่ตรวนเส้นสำคัญที่ช่วยระงับไม่ให้เกิดสงครามขยายตัวในอนาคต
และยังช่วยพยุงสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและรากฐานพลังงานในตะวันออกกลาง ซึ่งจะส่งผลดีต่อเสถียรภาพราคาน้ำมันและกระเป๋าเงินของชาวอเมริกันตามนโยบาย "America First" ของเขาเอง
เจาะลึก "ข้อตกลงอับราฮัม" พิมพ์เขียวการทูต "ทรัมป์" ใช้ต่อรองดีลอิหร่าน
ผู้เชี่ยวชาญชี้ชาติมุสลิมไม่มีวัน "ให้รางวัล" อิสราเอล
ทว่าแผนการนี้กลับถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า ละเลยสิทธิของชาวปาเลสไตน์ และมองข้ามข้อตกลงสันติภาพอาหรับปี 2545 (Arab Peace Initiative) ดร.เจมส์ มาร์ติน ดอร์ซีย์ นักวิชาการอาวุโส มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยาง ประเทศสิงคโปร์ เปิดเผยกับสำนักข่าว CNA ว่า สิ่งที่ทรัมป์คิดจะไม่มีวันเกิดขึ้นจริง ไม่มีแม้แต่โอกาสจะคิดด้วยซ้ำ
ดร.ดอร์ซีย์ วิเคราะห์ว่า ยุทธวิธีของทรัมป์ในขณะนี้ มีความคล้ายคลึงกับกลยุทธ์ของที่ฝั่งอิหร่านใช้ ต้นทางคือการพยายามผูกโยงความขัดแย้งในสมรภูมิต่างๆ แต่ปลายทางนั้นผลลัพธ์ต่างกันราวฟ้ากับเหว
สิ่งที่เหมือนกัน คือทั้งทรัมป์และอิหร่านต่างพยายาม "มัดรวมทุกปัญหาเข้าด้วยกัน" ฝั่งอิหร่านบอกว่า ถ้าจะคุยเรื่องหยุดยิง ก็ต้องหยุดยิงให้หมดทุกที่รวมถึงในเลบานอนด้วย แต่ทรัมป์บอกว่า ถ้าจะทำดีลสันติภาพกับอิหร่าน ชาติอาหรับทั้งหมดก็ต้องยอมจับมือกับอิสราเอลด้วย ถึงจะยอมตกลง
ส่วนความต่างคือ "ความจริงที่เป็นไปไม่ได้" ของทรัมป์ ดร.ดอร์ซีย์ มองว่า แผนของทรัมป์นั้น เพ้อฝันและตัดขาดจากความจริง เพราะในสายตาของชาติอาหรับ สหรัฐฯ กับอิสราเอลคือผู้ที่ร่วมมือกันเปิดฉากโจมตีจนตะวันออกกลางพังพินาศในตอนนี้
ในเมื่อทำเรื่องไว้ขนาดนี้ ชาติอาหรับจึงไม่มีทางที่จะยอมมอบ "รางวัลใหญ่ทางการทูต" ด้วยการไปจับมือเซ็นสัญญาเป็นมิตรกับอิสราเอลเพื่อตอบแทนสิ่งที่ทำไว้แน่นอน
นอกจากนี้ ดร.ดอร์ซีย์ ยังระบุว่า ในสมรภูมิจริง อิสราเอลยังคงเดินหน้าทิ้งระเบิดถล่มเลบานอน จนมีผู้เสียชีวิตทะลุ 3,000 คน ประกอบกับการที่กองทัพสหรัฐฯ เพิ่งเปิดฉากยิงขีปนาวุธถล่มภาคใต้อิหร่าน ยิ่งทำให้บรรยากาศทางการทูตเต็มไปด้วยความหวาดระแวง และทำให้อิหร่านไม่มีแรงจูงใจที่จะยอมรับข้อตกลงใด ๆ ตราบใดที่สหรัฐฯ ยังไม่สามารถรับประกันความปลอดภัยจากอิสราเอลได้
ความตึงเครียดที่สวนทางกันนี้ทำให้ทุกฝ่ายหวั่นเกรงว่า ดีลสันติภาพรอบนี้ส่อแววล่มสลายและอาจนำภูมิภาคกลับไปสู่สงครามที่ทวีความรุนแรงกว่าเดิมในท้ายที่สุด
อ่านข่าว :
พฐ.ตรวจสอบเหตุ "พ่อ-แม่-ลูก" เสียชีวิต 3 คน บ้านพักย่านบางบัวทอง
ไทยเฝ้าระวัง "อีโบลา" เปิดศูนย์กักโรครับผู้เดินทางจาก "คองโก-ยูกันดา"
ครอบครัวขอความเป็นธรรม “ยธ.” คดีแท็กซี่จิตอาสาถูกรุมทำร้ายจนเสียชีวิต บนเกาะสมุย










