การแข่งขันตะกร้อชิงแชมป์โลก ณ ประเทศมาเลเซีย ครั้งล่าสุดนี้ กลายเป็นที่จดจำ ไม่ใช่เพราะชัยชนะที่สวยงาม แต่เป็นเพราะความขัดแย้งที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ระหว่างมหาอำนาจตะกร้ออย่างทีมชาติไทยและเจ้าภาพมาเลเซีย 2 ทีมชาติที่ขับเคี่ยวกันมาอย่างยาวนาน
โดยในระบบการแข่งขัน จะต้องทำการแข่งขันรวมทั้งสิ้น 3 ชุด คือ ชุด A, ชุด B และ ชุด C ทีมใดที่สามารถคว้าชัยชนะได้ 2 ใน 3 ชุดก่อน จะถือเป็นผู้ชนะเลิศและคว้าแชมป์โลกไปครองอย่างสมบูรณ์แบบ
แข่ง 1 ครั้ง ผู้ตัดสิน 1 คนเท่านั้น
การแข่งขันเริ่มต้นด้วยความเข้มข้น เมื่อชุด A ไทยจับคู่กับมาเลเซีย โดยมีผู้ตัดสินชาวสิงคโปร์คือ "โมฮัมเหม็ด ราดี" ไทยพ่ายแพ้ให้กับเจ้าภาพมาเลเซียไปก่อนอย่างน่าเสียดาย แต่ชุด B สามารถเอาชนะคืนมาได้ ทำให้สกอร์รวมเสมอกันที่ 1-1 ต้องตัดสินแชมป์โลกกันในชุดสุดท้ายคือ ชุด C ซึ่งถือเป็น "ไฟนอลแมตช์" ที่คนทั่วโลกจับตามอง
การแข่งขันของชุด C นี้นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งยวด โดยเซ็ตแรกทีมไทยโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมและเก็บชัยชนะไปได้ก่อน ทำให้ต้องการอีกเพียงเซ็ตเดียวเท่านั้น เพื่อจะปิดเกมและครองแชมป์
ชนวนเหตุแห่งความแตกหักและบานปลาย เกิดขึ้นในระหว่างการแข่งขันเซ็ตที่ 2 ของชุด C โดยในเซ็ตแรกทีมไทยเป็นฝ่ายเก็บชัยชนะมาได้ก่อนแล้ว และในเซ็ตต่อมาคะแนนของทีมไทยกำลังเป็นฝ่ายนำอยู่ที่ 14 ต่อ 13 คะแนน ซึ่งตามกฎกติกาการแข่งขันสากล หากทีมใดสามารถทำแต้มแตะระดับ 15 คะแนนก่อน จะเป็นผู้ชนะในเซตนั้นทันที
ในจังหวะที่ "ภูตะวัน" ผู้เล่นตำแหน่งตัวฟาดทีมชาติไทย ขึ้นกระโดดเทคตัวฟาดลูกลงแดนคู่ต่อสู้ ผู้ตัดสิน "โมฮัมเหม็ด ราดี" ที่นั่งปฏิบัติหน้าที่บนเก้าอี้สนาม เป่านกหวีดหยุดเกมชะงัก พร้อมกับตัดสินจับฟาวล์ผู้เล่นไทย โดยระบุว่า เท้าหรือขาของภูตะวัน เหยียบเส้นแบ่งแดนกลางสนามในจังหวะกระโดด
ส่งผลให้คะแนน ที่ทีมไทยควรจะได้รับเพื่อปิดแมตช์และคว้าแชมป์โลก ถูกริบคืนและเปลี่ยนไปเป็นคะแนนของทางฝั่งมาเลเซียทันที ทำให้คะแนนขยับมาเสมอกันที่ 14 ต่อ 14 คะแนน อย่างค้านสายตาผู้ชม
ขณะขอ Challenge ดูภาพ VAR
ค้านทุกสายตา เว้นสายตาของ "ราดี"
สถานการณ์เริ่มทวีความตึงเครียดมากขึ้น เมื่อสตาฟฟ์โค้ชของทีมชาติไทย ตัดสินใจใช้สิทธิ์ขอดูภาพช้า หรือ "Challenge" เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของนักกีฬา ในระหว่างกระบวนการตรวจสอบ คณะกรรมการฝ่ายควบคุมเทคนิค ซึ่งรับผิดชอบดูแลระบบจอภาพมอนิเตอร์ย้อนหลัง ได้ตรวจสอบมุมกล้องอย่างละเอียดและพบหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า
เท้าของนักกีฬาไทย เหยียบลงบนเส้นจริง แต่ไม่ได้ล้ำเข้าไปในแดนคู่ต่อสู้ หรือ Not Over ซึ่งตามนิยามกติกาไม่ถือเป็นการฟาวล์ คณะกรรมการเทคนิคจึงทำการชูป้ายสีเขียว เพื่อแจ้งผลอย่างเป็นทางการให้ทราบทั่วกันว่า ทีมไทยควรเป็นฝ่ายได้คะแนนในลูกดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม โมฮัมเหม็ด ราดี ผู้ตัดสินชี้ขาดในสนาม กลับแสดงพฤติกรรมดึงดันและยืนยันอย่างแข็งกร้าว ที่จะไม่ยอมกลับคำตัดสิน และไม่มอบคะแนนให้แก่ทีมไทย โดยงัดข้ออ้างและช่องโหว่ทางกฎหมาย กฎกติกา ขึ้นมาตอบโต้ว่า
ผู้ตัดสินชาวสิงคโปร์ โมฮัมเหม็ด ราดี (Mohd Radhi Che Mei)
การขอชาลเลนจ์ในกรณีที่เท้าเหยียบเส้นใต้เน็ตนั้น "ไม่ได้ถูกระบุไว้ในเงื่อนไขการขอ Challenge" พร้อมระบุว่า กติกาจะอนุญาตให้ขอดูภาพช้าได้เฉพาะใน 3 กรณีเท่านั้น คือ
- กรณีร่างกายข้ามเน็ตด้านบน (Over Net)
- กรณีลูกตะกร้อตกออกด้านข้างหรือออกด้านหลังสนาม
- กรณีที่เท้าหลุดออกจากวงกลมในขณะเสิร์ฟเท่านั้น
การปฏิเสธผลการตรวจสอบที่มีหลักฐานชัดเจนคาหน้าจอแบบนี้ ทำให้สมาคมและทีมงานทีมชาติไทยมองว่า เป็นการจงใจใช้ช่องโหว่ทางเทคนิค ของกฎระเบียบมาบิดเบือนความยุติธรรมและสร้างความได้เปรียบให้แก่ฝั่งเจ้าภาพ
เชื่อ "ราดี" ล็อกผลให้มาเลเซีย
ด้าน นายอวยชัย ศรีสุวรรณ ผู้จัดการทีมตะกร้อชายทีมชาติไทย ออกมาตั้งข้อสังเกต ถึงความไม่ปกติหลายประการในทัวร์นาเมนต์นี้
ประการแรกคือ การจัดสรรตัวผู้ตัดสิน "โมฮัมเหม็ด ราดี" ซึ่งเคยทำหน้าที่เป็นผู้ตัดสินหลักในแมตช์ชุด A ที่ทีมไทยแพ้มาแล้ว แต่อยู่ดี ๆ กลับปรากฏตัวซ้ำอีกครั้ง ในการแข่งขันชุด C ดูคล้ายจงใจให้มาควบคุมเกมในชุด C ซึ่งเป็นนัดตัดสินชี้ชะตา ซึ่งตามหลักการจัดการแข่งขันระดับสากล มักจะไม่ปล่อยให้เกิดการใช้ผู้ตัดสินคนเดิมซ้ำในลักษณะนี้
ประการต่อมาคือ ตลอดทัวร์นาเมนต์ที่ผ่านมา ชาติอื่น ๆ อาทิ มาเลเซีย อินโดนีเซีย หรือเมียนมา ต่างก็มีจังหวะทางเทคนิค ที่เท้าเหยียบเส้นกลางสนามในลักษณะนี้เช่นกัน แต่กลับไม่เคยมีชาติใดถูกจับฟาวล์หรือลงโทษเลย มีเพียงทีมชาติไทยเพียงทีมเดียว ที่ถูกเพ่งเล็งและลงโทษในแต้มสำคัญ
นอกจากนี้ ผู้จัดการทีมไทยยังกล่าวเสริมอีกว่า ภายใต้กฎระเบียบสากล หากเกิดความขัดแย้ง หรือข้อสงสัยที่หาข้อยุติไม่ได้ในสนาม และตัวผู้ตัดสินเองเกิดความไม่มั่นใจ แม้ว่าฝั่งนักกีฬาจะไม่มีสิทธิ์ขอชาลเลนจ์ตามกติกา แต่ตัวผู้ตัดสินบนเก้าอี้มี "อำนาจเด็ดขาดสูงสุด" ที่จะส่งสัญญาณขอดูภาพช้า VAR ด้วยตนเองได้ เพื่อพิสูจน์ความโปร่งใสและบริสุทธิ์ยุติธรรม แต่ในเหตุการณ์นี้ โมฮัมเหม็ด ราดี กลับเพิกเฉยต่ออำนาจดังกล่าว และมุ่งหน้าดึงดันที่จะมอบแต้มให้มาเลเซีย
คณะกรรมการ Challenge บอกไม่ฟาวล์ แต่ ราดี บอก ฟาวล์
ด้วยเหตุปัจจัยแวดล้อมทั้งหมดนี้ สตาฟฟ์โค้ชและนักกีฬาไทยจึงปฏิเสธการแข่งขันต่อ โดยระบุเหตุผลว่า การฝืนเล่นต่อไปไม่มีประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากผลลัพธ์ของการแข่งขันได้ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว จากทัศนคติของผู้ตัดสินที่ทีมไทย เชื่อมั่นว่ามีพฤติกรรม "ล็อกผล" เพื่อเอื้อประโยชน์ให้ประเทศเจ้าภาพได้ครองแชมป์โลก
ไทยโต้ไม่ได้ Walkout แต่เป็น Walkover
ประเด็นเรื่องกฎกติกาที่กลายมาเป็นข้อพิพาท และถูกถกเถียงอย่างหนักหน่วงในเวลาต่อมา คือนิยามคำว่า "Walkout" (การวอล์กเอาต์หนีการแข่งขัน) กับ "Walkover" (การขอยอมแพ้ถอนตัวตามสิทธิ์)
ล่าสุดวันนี้ (27 พ.ค.2569) นายบุญชัย หล่อพิพัฒน์ รักษาการประธานสหพันธ์ตะกร้อนานาชาติ (ISTAF) ออกมาแสดงท่าทีตำหนิและวิพากษ์วิจารณ์ทีมชาติไทยว่า ขาดสปิริตของน้ำใจนักกีฬา และกระทำการ Walkout ที่เดินออกจากสนาม ซึ่งการกระทำดังกล่าวอาจส่งผลให้สหพันธ์ฯ พิจารณาลงโทษสถานหนักถึงขั้นสั่งแบนทีมชาติไทย ออกจากการแข่งขันมหกรรมกีฬาสำคัญ ๆ เช่น เอเชียนเกมส์
ทว่า "บิ๊กต้อม" นายธนา ไชยประสิทธิ์ สมาคมกีฬาตะกร้อแห่งประเทศไทย ออกโรงโต้แย้งอย่างเป็นทางการทันที โดยยืนยันว่าพฤติการณ์ของไทยคือการ "Walkover" หรือการใช้สิทธิ์ขอยอมแพ้ เนื่องจากไม่สามารถดำเนินกิจกรรมแข่งขัน ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ไร้ซึ่งความยุติธรรมและขัดต่อธรรมาภิบาลได้
ซึ่งมีลักษณะทางกฎกีฬาที่คล้ายคลึงกัน เช่น กรณีที่นักกีฬาเกิดอาการบาดเจ็บรุนแรง แล้วขอถอนตัวจากการแข่งขัน พร้อมกางหลักฐานยืนยันว่า นักกีฬาและสตาฟฟ์โค้ชไทย ยังคงยืนหยัดอยู่ในบริเวณพื้นที่สนามแข่งขันตลอดเวลา ไม่ได้เดินหนีหายไปไหน และยังคงเข้าร่วมพิธีการรับเหรียญรางวัลรองแชมป์โลก พร้อมเงินรางวัลตามระเบียบทุกประการ
ทีมชาติไทยยังอยู่ในสนามและรับเหรียญรางวัล
"บิ๊กต้อม" เตรียมฟ้องศาลกีฬาโลก หากถูกแบนจริง
ด้านนายกสมาคมกีฬาตะกร้อแห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์ยืนยันจุดยืนว่า ทีมชาติไทยจะไม่ยอมรับบทลงโทษใด ๆ ที่เกินกว่าเหตุหรือปราศจากความยุติธรรม หากสหพันธ์ตะกร้อนานาชาติ มีมติส่งหนังสือสั่งแบนทีมชาติไทยจริง ทางสมาคมฯ เตรียมทีมกฎหมายและผู้เชี่ยวชาญ พร้อมที่จะยื่นเรื่องอุทธรณ์และฟ้องร้องต่อ ศาลกีฬาโลก (CAS) ณ เมืองโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อเรียกร้องขอความเป็นธรรมในระดับสากลทันที
เนื่องจากทางสมาคมฯ พิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วว่า การตัดสินใจหยุดเล่นในแมตช์ดังกล่าว เป็นการทำเพื่อปกป้องมาตรฐาน ศักดิ์ศรี และรากเหง้าของกีฬาตะกร้อ ไม่ให้ถูกทำลายลงด้วยการตัดสินที่ค้านสายตาชาวโลกและไร้ซึ่งความโปร่งใส
เหตุการณ์นี้จึงไม่ใช่เพียงแค่การแพ้ชนะในเกมกีฬา แต่เป็นการตั้งคำถามถึงธรรมาภิบาล และการบริหารจัดการของผู้มีอำนาจในวงการตะกร้อระดับนานาชาติ ที่อาจต้องมีการปฏิรูปครั้งใหญ่ในอนาคต
อ่านข่าวอื่น :
ทีมสัตวแพทย์รักษา "พลายสาริกา" บาดเจ็บเท้าหน้าซ้าย
กกต.เปิดสีบัตร “เขียว-ชมพู” เลือกตั้ง กทม.-พัทยา 28 มิ.ย.นี้
"พิรงรอง" ร่อน จม.เปิดผนึก "วาระคาใจ" แผนแม่บททีวีดิจิทัลขยับไม่ได้










