ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายการปกครองของประเทศไทย ประเทศไทยมีลักษณะเป็น "รัฐเดี่ยว" หมายถึงรัฐบาลส่วนกลางเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจสูงสุดในเชิงนโยบายเพื่อความเป็นเอกภาพทั่วราชอาณาจักร โดยปกติแล้วจังหวัดทั้ง 76 แห่ง จะถูกบริหารผ่าน "ราชการส่วนภูมิภาค" ซึ่งมี "ผู้ว่าราชการจังหวัด" ที่มาจากการแต่งตั้งโดยกระทรวงมหาดไทย ทำหน้าที่เป็นตัวแทนส่วนกลางในการบังคับใช้กฎหมายและดำเนินตามนโยบาย
อย่างไรก็ตาม ภายใต้การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสังคมเมืองและเศรษฐกิจ ระบบการบริหารแบบ "ไซซ์เดียวใส่ได้ทุกคน" (One-size-fits-all) เริ่มใช้ไม่ได้ผลกับพื้นที่ที่มีความสลับซับซ้อนสูง กรุงเทพมหานคร และ เมืองพัทยา จึงถูกยกฐานะให้เป็น "องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ" (Special Local Administrative Area)
ความพิเศษนี้ไม่ใช่เพียงแค่ชื่อ แต่คือการได้รับมอบอำนาจบางประการจากส่วนกลางมาไว้ในมือคนในท้องถิ่น โดยมีใจความสำคัญคือ "การเปิดโอกาสให้ประชาชนเลือกผู้บริหารสูงสุดด้วยตนเอง" เพื่อให้การแก้ปัญหาสอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของพื้นที่ที่มีโจทย์เฉพาะตัวสูงเกินกว่าที่ระเบียบราชการปกติจะรองรับได้
เหตุผลที่ "กรุงเทพฯ" ต้องปกครองตัวเอง
กรุงเทพมหานครไม่ใช่เพียงจังหวัดหนึ่ง แต่สถานที่แห่งนี้คือ "หัวใจและสมอง" ของประเทศไทยที่เป็นศูนย์กลางในทุกมิติ ทั้งการเมือง การศึกษา การคลัง และการคมนาคม ด้วยพื้นที่กว่า 1,562 ตารางกิโลเมตร และประชากรที่รวมประชากรแฝงแล้วอาจสูงถึง 10 ล้านคน ทำให้ กทม. กลายเป็น "เมืองหัวโต" ที่มีความสลับซับซ้อนเกินกว่าระบบราชการส่วนภูมิภาคจะจัดการได้
เหตุผลความจำเป็นเชิงโครงสร้าง ?
- ความสลับซับซ้อนของโครงสร้างพื้นฐาน กทม. มีระบบรถไฟฟ้าที่เชื่อมต่อกันหลายสาย (BTS, MRT) มีตึกระฟ้าจำนวนมาก (ติดอันดับ 5 ของโลก) และการจราจรที่ติดขัดมหาศาล ปัญหาเหล่านี้ต้องการการตัดสินใจที่รวดเร็วและการบริหารงบประมาณจำนวนมากที่หน่วยงานจังหวัดทั่วไปไม่มีอำนาจทำได้เอง
- กฎหมายเฉพาะเพื่อความคล่องตัว กทม. ปกครองภายใต้ "พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528" กำหนดให้มีผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมาจากการ "เลือกตั้ง" โดยตรง เพื่อให้มีความรับผิดชอบต่อประชาชนในพื้นที่สูงกว่าผู้ว่าฯ ที่มาจากการ "แต่งตั้ง"
- การจัดการปัญหาเฉพาะหน้า ปัญหาน้ำท่วมในมหานครต้องอาศัยการจัดการระบบระบายน้ำและอุโมงค์ยักษ์ที่ซับซ้อน ซึ่ง กทม. ต้องบริหารจัดการร่วมกับหน่วยงานกว่า 30 แห่ง ความเป็นเมืองพิเศษจึงช่วยให้ กทม. มีฝ่ายนิติบัญญัติของตัวเองคือ "สภากรุงเทพมหานคร" ที่สามารถออกข้อบัญญัติท้องถิ่นเพื่อแก้ปัญหาได้ทันท่วงที
อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นเมืองพิเศษ แต่ผู้ว่าฯ กทม. ก็ยังเผชิญกับข้อจำกัด เพราะอำนาจหลายส่วนยังกระจัดกระจายอยู่กับ 37 หน่วยงานส่วนกลาง เช่น การจราจรที่ต้องประสานงานกับตำรวจและกระทรวงคมนาคม ทำให้ความเป็นเมืองพิเศษในปัจจุบันยังคงถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า "มีอำนาจไม่เต็มมือ"
เหตุผลที่ "เมืองพัทยา" ต้องปกครองตัวเอง
ในขณะที่ กทม. คือมหานครศูนย์กลางอำนาจ "เมืองพัทยา" กลับมีสถานะเป็น "เขตเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวระดับนานาชาติ" จากเดิมที่เป็นเพียงหมู่บ้านชาวประมงเล็ก ๆ แต่หลังการเข้ามาของกองทัพสหรัฐฯ ในช่วงสงครามเวียดนาม พัทยาได้เติบโตอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีรายได้มหาศาล
ทำไมพัทยาต้องมีโมเดลบริหารเฉพาะตัว ?
- เศรษฐกิจที่พึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นหลัก ในปี 2561 พัทยามีรายได้จากการท่องเที่ยวกว่า 239,000 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 70 ของรายได้ทั้งหมด การบริหารเมืองที่ต้องรองรับนักท่องเที่ยวปีละกว่า 14 ล้านคน จำเป็นต้องมีอิสระในการจัดการพื้นที่ชายหาด สิ่งแวดล้อม และสถานบันเทิงที่มีลักษณะเฉพาะตัวสูง
- การจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม พัทยาต้องรับมือกับขยะวันละ 450 ตัน และระบบบำบัดน้ำเสียจำนวนมหาศาล ซึ่งต้องการงบประมาณและการตัดสินใจที่รวดเร็วกว่าเทศบาลปกติ ความเป็นเมืองพิเศษตาม พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ. 2521 จึงเกิดขึ้นเพื่อตอบโจทย์นี้
- นีโอ พัทยา (Neo Pattaya) และ EEC ปัจจุบันพัทยาถูกยกระดับให้เป็นศูนย์กลางของระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งต้องรองรับโครงการเมกะโปรเจกต์ เช่น รถไฟความเร็วสูงและท่าเรือขนาดใหญ่ การเป็นเมืองพิเศษทำให้พัทยาสามารถวางแผนพัฒนาเมืองระยะยาวให้สอดรับกับยุทธศาสตร์ระดับชาติได้ดีกว่าการอยู่ภายใต้โครงสร้าง จ.ชลบุรี แบบเดิม
พัทยาจึงมี "นายกเมืองพัทยา" ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง เพื่อทำหน้าที่เป็น "ผู้บริหารเมืองเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว" ที่เข้าใจบริบทของเมืองที่มีชื่อเสียงระดับโลก มากกว่าการรอรับนโยบายจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว
ตารางเปรียบเทียบความเหมือนและต่าง กทม. vs เมืองพัทยา
หัวข้อเปรียบเทียบ | กรุงเทพมหานคร (กทม.) | เมืองพัทยา |
|---|---|---|
ตำแหน่งผู้นำ | ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร | นายกเมืองพัทยา |
ที่มาของผู้นำ | เลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน (วาระ 4 ปี) | เลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน (วาระ 4 ปี) |
ฝ่ายนิติบัญญัติท้องถิ่น | สภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) | สภาเมืองพัทยา |
สถานะทางปกครอง | เทียบเท่าระดับจังหวัด (แต่ไม่ใช่จังหวัด) | เป็นส่วนหนึ่งของ "จ.ชลบุรี" แต่แยกบริหารอิสระ |
กฎหมายรองรับ | พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการ กทม. 2528 | พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา 2521 |
หน้าที่และภารกิจหลัก | ศูนย์กลางประเทศ, แก้จราจร-น้ำท่วม-ผังเมือง | ศูนย์กลางท่องเที่ยว, จัดการชายหาด-EEC |
โครงสร้างเขตพื้นที่ | แบ่งเป็น 50 "เขต" และ 180 "แขวง" | แบ่งเป็น "ตำบล" และ "หมู่บ้าน" |
การมีอยู่ของ กทม. และเมืองพัทยา ในฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ คือหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า "ความต้องการที่แตกต่าง ย่อมต้องการการบริหารที่จำเพาะตัว" ข้อดีของการปกครองรูปแบบนี้คือความยืดหยุ่น การที่คนในพื้นที่สามารถกำหนดอนาคตของเมืองตนเอง ผ่านปลายนิ้วในคูหาเลือกตั้ง และการสร้างการมีส่วนร่วมของพลเมืองที่เข้มข้นกว่าปกติ
อย่างไรก็ตาม นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ความพิเศษนี้ยังคงเป็นเพียง "มายาคติภายใต้รัฐรวมศูนย์" เพราะในทางปฏิบัติ ทั้ง 2 เมืองยังคงต้องพึ่งพาการอนุมัติงบประมาณและนโยบายสำคัญจากกระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานส่วนกลางอีกมาก อำนาจในการจัดการตนเองอย่างแท้จริง จึงยังไม่เกิดขึ้นอย่างเต็มรูปแบบ เช่น การที่ผู้ว่าฯ กทม. สามารถประกาศเขตควบคุมมลพิษได้ทันที โดยไม่ต้องผ่านส่วนกลาง
ถึงกระนั้น ความสำเร็จเบื้องต้นของ กทม. และ พัทยา ก็ได้กลายเป็นต้นแบบและแรงบันดาลใจให้กับจังหวัดใหญ่ที่เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ เช่น เชียงใหม่ และ แม่สอด ที่เริ่มมีการเรียกร้องให้ยกระดับเป็นการปกครองรูปแบบพิเศษบ้าง เพื่อให้เข็มทิศการพัฒนาเมืองถูกถือโดย "คนในพื้นที่" อย่างแท้จริง อันจะเป็นก้าวสำคัญในการนำประเทศไทย ออกจากกับดักการบริหารแบบรวมศูนย์ สู่การกระจายอำนาจที่ยั่งยืนในอนาคต
ที่มาข้อมูล : Shopping @Bangkok, Pattaya mail,กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา: มายาคติของเมืองพิเศษภายใต้รัฐราชการรวมศูนย์
อ่านข่าว :
เช็กชื่อ สส.ลงมติโหวต ไม่ส่งตัว “ชนนพัฒฐ์” ให้ “ดีเอสไอ” สอบสวนคดีโยงเว็บพนัน
งงทั้งโลก! "ทรัมป์" ขู่ระเบิดโอมาน พันธมิตรอาหรับที่เก่าแก่ที่สุดของสหรัฐฯ
"โอ๋ สุดซอย" จาก สส.สอบตก สู่ หัวหน้าทีมลุยสอบ "คลังกักตุนน้ำมัน"










