วันนี้ (2 มิ.ย.2569) ที่สำนักงานศาลปกครองสูงสุด คณะของสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ สร.ทช. พร้อมด้วย นายเมธา มาสขาว เลขาธิการเครือข่ายสื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลง เข้ายื่นหนังสือถึง ดร.วิษณุ วรัญญู เลขานุการคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และรองประธานศาลปกครองสูงสุด เรื่อง ขอให้สอบสวนการดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. ที่อาจเข้าข่ายขัดต่อกฎหมาย
การยื่นหนังสือครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้เอกสารและข้อเท็จจริง ที่เกี่ยวข้องถึงมือคณะกรรมการสรรหาโดยตรง ก่อนการประชุมรอบ 2 วันที่ 5 มิ.ย.2569 โดยเฉพาะเอกสารผลสรุปของ กมธ. ICT วุฒิสภาชุดก่อน ซึ่งผู้ร้องเห็นว่าเป็นหนึ่งในเอกสารสำคัญ ที่ต้องถูกนำเข้าสู่การพิจารณาอย่างเป็นทางการ
เหตุผลที่ต้องมายื่นหนังสือโดยตรง เพราะไม่ต้องการให้เอกสารสำคัญตกค้างอยู่ในขั้นตอนธุรการ หรือถูกอ้างว่าไม่สามารถส่งต่อได้ หากกรรมการสรรหาจะพิจารณาเรื่องนี้ ต้องพิจารณาบนเอกสารและข้อเท็จจริงที่ครบถ้วน
หนังสือของ สร.ทช. ลงวันที่ 2 มิ.ย.2569 ส่งถึงประธาน เลขานุการ และคณะกรรมการสรรหา กสทช. มีสาระสำคัญคือ ขอให้สอบสวนการดำรงตำแหน่งของประธาน กสทช. ที่อาจเข้าข่ายขัดต่อกฎหมาย โดยอ้างถึงพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553 รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 พระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 และระเบียบสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาว่า ด้วยการจัดการเรื่องราวร้องทุกข์
ใจความสำคัญของหนังสือระบุว่า สร.ทช. ในฐานะองค์กรตัวแทนพนักงานรัฐวิสาหกิจของ บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ เห็นว่า หาก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. มีสถานะหรือพฤติการณ์ที่เข้าข่ายขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้าม ย่อมกระทบโดยตรงต่อการกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคม และต่อประโยชน์ของรัฐวิสาหกิจด้านโทรคมนาคม จึงมีสิทธิและหน้าที่ในการยื่นเรื่องให้ตรวจสอบ
ประเด็นข้อร้องเรียนหลักเกี่ยวข้องกับสถานะของ นพ.สรณ ในช่วงก่อนและระหว่างการได้รับการสรรหาเป็นกรรมการ กสทช. โดย สร.ทช. ตั้งข้อสังเกตว่า นพ.สรณ อาจยังมีความเกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยมหิดล และคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ทั้งในแง่การปฏิบัติหน้าที่ตรวจรักษาผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน รวมถึงการรับค่าตอบแทนรายชั่วโมง ในช่วงเวลาที่เกี่ยวข้องกับการสรรหาและแต่งตั้ง
ประเด็นดังกล่าวถูกเชื่อมโยงกับข้อห้ามตามกฎหมาย กสทช. โดยเฉพาะเรื่องการเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานรัฐ และการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพที่อาจขัดกับการปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลา หากข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่ร้องเรียน อาจนำไปสู่ข้อสรุปว่า ผู้ดำรงตำแหน่งประธาน กสทช.มีลักษณะต้องห้ามมาตั้งแต่ต้น และอาจต้องดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
ประเด็นไม่ได้อยู่แค่ว่าเป็นแพทย์หรือไม่ แต่ต้องตรวจสอบว่าในช่วงเวลาที่ได้รับการสรรหาและแต่งตั้ง ยังมีสถานะเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานรัฐ หรือมีการปฏิบัติหน้าที่และรับค่าตอบแทนที่เข้าข่ายลักษณะต้องห้ามหรือไม่
หนังสือของ สร.ทช. ยังอ้างถึงเอกสารหลายชุด ที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบก่อนหน้านี้ ทั้งบันทึกและหนังสือจากสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา หนังสือร้องเรียนถึงนายกรัฐมนตรี เอกสารจาก กมธ. ICT วุฒิสภาชุดก่อน ซึ่งมี พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ เป็นประธานกรรมาธิการ เอกสารจากมหาวิทยาลัยมหิดล และเอกสารข่าวจากสื่อมวลชน โดยเห็นว่าเอกสารเหล่านี้ควรถูกนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการสรรหาอย่างครบถ้วน
สร.ทช.ยื่น กก.สรรหา กสทช.หวั่นเกมสกัดเอกสาร-ตีกรอบอำนาจ ก่อนถกคุณสมบัติประธาน 5 มิ.ย.
สาระสำคัญอีกประการหนึ่งของหนังสือคือ การโต้แย้งข้ออ้างที่ว่า สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาไม่มีอำนาจส่งเอกสารหรือดำเนินการต่อ เนื่องจากเรื่องยังไม่ถูกนำเข้าสู่ที่ประชุมวุฒิสภาชุดก่อน โดย สร.ทช.เห็นว่า ประเด็นนี้เป็นเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่ง กสทช. ซึ่งเกี่ยวข้องกับกฎหมายโดยตรง จึงไม่ควรถูกปัดตกด้วยเหตุผลทางธุรการ
หนังสือของ สร.ทช. ขอให้คณะกรรมการสรรหาดำเนินการอย่างน้อย 3 เรื่อง คือ 1.ตรวจสอบข้อเท็จจริงและคุณสมบัติของ นพ.สรณ ว่ามีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่ 2.หากพบว่าขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม ขอให้ดำเนินการตามกฎหมาย รวมถึงการสรรหาบุคคลใหม่แทน และ 3.แจ้งผลการตรวจสอบต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงาน กสทช. สำนักงาน ป.ป.ช. หรือหน่วยงานที่มีอำนาจ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
ภายหลังการยื่นหนังสือ สร.ทช. ได้รับการตอบรับว่า ประธานกรรมการสรรหาอนุญาตให้เข้าชี้แจง และให้จัดทำเอกสารยื่นต่อกรรมการสรรหาที่เหลือ 6 คนได้ โดยมีกำหนดประชุมคณะกรรมการสรรหา กสทช. ครั้งต่อไปที่รัฐสภา ฝั่งวุฒิสภา วันที่ 5 มิ.ย.2569
ทั้งนี้ มีข้อมูลจากผู้ประสานงานว่า หากผู้ร้องจะยื่นเอกสารเพิ่มเติมให้กรรมการสรรหาโดยตรงในวันประชุม ควรเตรียมพร้อมที่วุฒิสภา พร้อมทำหนังสือขอเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมการสรรหาในวันดังกล่าว เพื่อให้เอกสารและคำชี้แจงเข้าสู่กระบวนการพิจารณาโดยตรง
การประชุมกรรมการสรรหา กสทช. ครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงวาระตรวจสอบบุคคลคนหนึ่ง แต่เป็นการทดสอบความน่าเชื่อถือของกระบวนการสรรหาองค์กรอิสระว่า จะยืนอยู่บนหลักกฎหมาย ความโปร่งใส และเอกสารข้อเท็จจริงครบถ้วน หรือจะเปิดช่องให้กลไกนอกระบบเข้ามากำหนดทิศทางการตรวจสอบ
หากเอกสารผลสรุปของ กมธ. ICT ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญจากกระบวนการตรวจสอบของวุฒิสภาชุดก่อน ไม่ถูกส่งถึงมือกรรมการสรรหาอย่างครบถ้วน ย่อมทำให้สังคมตั้งคำถามได้ว่า การพิจารณาปมคุณสมบัติประธาน กสทช.ครั้งนี้ เป็นการตรวจสอบเพื่อหาความจริง หรือเป็นเพียงพิธีกรรมเพื่อให้เรื่องผ่านไปโดยไม่มีผู้ใดต้องรับผิดชอบ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมคณะกรรมการสรรหา กสทช. ครั้งที่ 2 ในวันที่ 5 มิ.ย.2569 ที่ห้องประชุมกรรมาธิการ BA429 อาคารรัฐสภา เป็นการพิจารณาต่อเนื่องจากการประชุมครั้งแรกเมื่อวันที่ 8 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งมีรายงานว่า คณะกรรมการสรรหาเสียงข้างมากเห็นว่า คณะกรรมการสรรหามีอำนาจพิจารณา เรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับคุณสมบัติของประธาน กสทช. ได้
อย่างไรก็ตาม ก่อนถึงวันประชุมรอบ 2 กลับมีความเคลื่อนไหวหลายด้านที่ทำให้ประเด็นนี้ร้อนแรงขึ้น ทั้งความพยายามตั้งคำถามต่ออำนาจของคณะกรรมการสรรหา ความพยายามไม่ให้เอกสารผลสรุปของคณะกรรมาธิการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม หรือ กมธ. ICT วุฒิสภาชุดที่แล้ว ถึงมือกรรมการสรรหา รวมถึงการยื่นหนังสือโดยตรงจากภาคประชาชนและสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ (สร.ทช.)
แหล่งข่าวในรัฐสภา เปิดเผยว่า ก่อนการประชุมวันที่ 5 มิ.ย. ยังมีความพยายามทำให้คณะกรรมการสรรหาขาดความชอบธรรมในการพิจารณา เรื่องคุณสมบัติของประธาน กสทช. โดยหยิบยกข้อกฎหมายหลายประเด็นมาอ้างว่า คณะกรรมการสรรหาไม่มีอำนาจพิจารณาเรื่องดังกล่าว แม้ที่ประชุมครั้งแรกจะมีมติเสียงข้างมากไปแล้วว่ามีอำนาจพิจารณา
ประเด็นนี้ไม่ได้เป็นเพียงข้อถกเถียงทางกฎหมายตามปกติ แต่มีความพยายามทำให้คณะกรรมการสรรหาถูกตั้งคำถามเรื่องอำนาจและความชอบธรรม ทั้งที่ที่ประชุมครั้งแรกมีมติไปแล้วว่ากรรมการสรรหามีอำนาจพิจารณาเรื่องนี้
แหล่งข่าวระบุว่า หนึ่งในความเคลื่อนไหวที่ถูกจับตาคือ มีหนังสือจากนักกฎหมายอาวุโสรายหนึ่ง ซึ่งถูกมองว่าใกล้ชิดกับประธาน กสทช. ส่งถึงกรรมการสรรหา โดยชี้ประเด็นข้อกฎหมายหลายข้อ เพื่อให้เห็นว่าคณะกรรมการสรรหาไม่มีอำนาจพิจารณาเรื่องคุณสมบัติของประธาน กสทช. และพยายามตีกรอบไม่ให้เรื่องดังกล่าว เข้าสู่การวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาโดยตรง
นอกจากนี้ ยังหยิบยกประเด็นสถานะของกรรมการสรรหาบางคนขึ้นมาเป็นข้อโต้แย้ง ว่าไม่สามารถเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการสรรหาได้ เนื่องจากไม่ได้เป็นกรรมการสรรหาชุดแรกที่ร่วมพิจารณาตั้งแต่ต้น
แหล่งข่าวมองว่า ประเด็นดังกล่าวเป็นอีกความพยายามหนึ่ง ในการทำให้กระบวนการประชุมและการวินิจฉัย ของคณะกรรมการสรรหาถูกตั้งคำถามเรื่องความชอบธรรม
หากใช้เหตุผลว่า ผู้ว่าการแบงก์ชาติคนใหม่เข้าประชุมไม่ได้ เพราะไม่ได้อยู่ในชุดแรกตั้งแต่ต้น ก็เท่ากับทำให้ตำแหน่งตามกฎหมายกลายเป็นเรื่องตัวบุคคล ทั้งที่กรรมการสรรหาหลายตำแหน่งเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง
อีกประเด็นที่ถูกจับตามาก คือ เอกสารผลสรุปของ กมธ. ICT วุฒิสภาชุดก่อน อาจไม่ถูกส่งเข้าสู่โต๊ะประชุมคณะกรรมการสรรหาอย่างครบถ้วน โดยอ้างเหตุผลด้านขั้นตอนธุรการว่า รายงานดังกล่าวยังไม่ผ่านการสรุปเข้าสู่ที่ประชุมวุฒิสภาในสมัยก่อน และวุฒิสภาชุดเดิมได้สิ้นสุดวาระไปแล้ว
ข้ออ้างดังกล่าวทำให้เกิดคำถามว่า เป็นเพียงปัญหาทางระเบียบราชการ หรือเป็นความพยายามจากมือที่มองไม่เห็น ในการสกัดไม่ให้เอกสารสำคัญถึงมือกรรมการสรรหา ก่อนวันประชุมที่อาจมีผลโดยตรงต่อสถานะของประธาน กสทช.
อ่านข่าว :
"ฟรีทีวี" ส่อวิกฤต ผู้ประกอบการร้องรัฐ หลัง กสทช. ชะลอ Roadmap
สมาคมฯ ขีดเส้น 30 มิ.ย.นี้ กสทช.เคาะจบ "แผนแม่บท" อนาคตทีวีดิจิทัล
สส.ฝ่ายค้าน-รัฐบาล ซัด กสทช. กลางสภาฯ ชี้ 16 ปีล้มเหลวคุ้มครองผู้บริโภค

