วันนี้ (2 มิ.ย.2569) จังหวัดเชียงใหม่ กำลังอยู่ในช่วงเวลาสำคัญของการขับเคลื่อนและผลักดันเมืองเข้าสู่การเป็นเมืองมรดกโลกขององค์การยูเนสโก (UNESCO) ภายใต้ชื่อโครงการ "อนุสรณ์สถานแหล่งต่าง ๆ และภูมิทัศน์วัฒนธรรมของเชียงใหม่ นครหลวงแห่งล้านนา"
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวส่งผลให้กลุ่มผู้ประกอบการท้องถิ่น และนักวิชาการอิสระ ออกมารวมตัวเรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการจัดระเบียบผังเมืองอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งเพิ่มมาตรการควบคุมการขยายตัวของกลุ่มทุนต่างชาติที่กำลังรุกคืบเข้าสู่พื้นที่อนุรักษ์อย่างหนักในปัจจุบัน
จากการลงพื้นที่สำรวจของทีมข่าวไทยพีบีเอส บริเวณย่านประตูท่าแพ ซึ่งตั้งอยู่ในเขตตัวเมืองเชียงใหม่ และเป็นหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์ของ 8 แหล่งมรดกวัฒนธรรม ที่ถูกเสนอชื่อเป็นมรดกโลก พบว่า ปัจจุบันในพื้นที่ดังกล่าวมีสถานบริการ ห้างร้าน ตลอดจนอาคารพาณิชย์สมัยใหม่หลากหลายรูปแบบเข้ามาเปิดตัวเป็นจำนวนมาก ซึ่งสิ่งก่อสร้างและประเภทธุรกิจเหล่านี้ดูแปลกแยกและไม่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมอันเป็นย่านเมืองเก่า
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจึงสะท้อนให้เห็นถึงการหลั่งไหลเข้ามาของเม็ดเงินและธุรกิจต่างชาติที่ไม่มีการควบคุมในเขตพื้นที่อนุรักษ์อย่างชัดเจน นอกเหนือจากนี้ ย่าน ถ.ศิริมังคลาจารย์ ย่านชุมชนอยู่อาศัยดั้งเดิมและตั้งอยู่ขนานกับ ถ.นิมมานเหมินท์ ก็กำลังเผชิญกับปัญหาในลักษณะเดียวกัน โดยพบว่ามีร้านค้าสมัยใหม่ คาเฟ่ และธุรกิจเกสต์เฮ้าส์เข้ามาเปิดตัวหนาตาขึ้น
ผู้ประกอบการในพื้นที่จึงเสนอแนะให้ภาครัฐเข้ามาจัดระเบียบผังเมือง เพื่อควบคุมและจำแนกประเภทกิจการในแต่ละย่านให้มีความชัดเจน โดยเสนอให้แบ่งสัดส่วนระหว่างย่านสถานบันเทิง ย่านวัฒนธรรม และย่านชุมชนดั้งเดิมออกจากกันอย่างเด็ดขาด เนื่องจากในปัจจุบันมีกลุ่มทุนต่างชาติเข้ามาดำเนินกิจการจำนวนมากโดยปราศจากการควบคุมจากกฎหมายผังเมือง
ทางด้าน น.ส.กมลวรรธ สุจริต นักวิชาการอิสระจังหวัดเชียงใหม่ ได้แสดงทัศนะต่อประเด็นดังกล่าวว่า ปัจจุบันเชียงใหม่ยังคงประสบปัญหาสำคัญคือการขาดความชัดเจนเชิงนโยบายจากภาครัฐ ว่าจะมุ่งเน้นการพัฒนาเมืองไปในแนวทางใดระหว่างการเป็น "เมืองท่องเที่ยวสมัยใหม่" หรือ "เมืองแห่งการอนุรักษ์"
เมื่อนโยบายหลักไม่ชัดเจน การบริหารจัดการและวางผังเมืองในปัจจุบันจึงขาดทิศทางและมีความยุ่งเหยิง พร้อมทั้งเร่งรัดให้ภาครัฐเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบการเข้ามาของกลุ่มทุนต่างชาติและขบวนการนอมินีที่ใช้ตัวแทนอำพรางในการถือครองและดำเนินธุรกิจในเขตเมืองเก่า
อย่างไรก็ตาม สำหรับความคืบหน้าในส่วนของการเตรียมความพร้อมด้านสถานที่ ล่าสุด จ.เชียงใหม่ ได้ดำเนินการปรับภูมิทัศน์ในพื้นที่ 8 แหล่งมรดกวัฒนธรรม ประกอบด้วย วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร, วัดอุโมงค์, วัดสวนดอก, วัดเชียงมั่น, วัดพระสิงห์, วัดเจ็ดยอด และแนวคูเมือง กำแพงเมือง แจ่ง ไปแล้วกว่าร้อยละ 80 ซึ่งถือว่ามีความพร้อมในระดับสูง ก่อนที่คณะผู้เชี่ยวชาญจากสภาการโบราณสถานระหว่างประเทศ หรือ อิโคโมส (ICOMOS) จะมีกำหนดการลงพื้นที่ปฏิบัติงานเพื่อตรวจประเมินศักยภาพจริงในระหว่างวันที่ 3 - 8 ส.ค.นี้
อ่านข่าว :
ราชกิจจาฯ เผยแพร่พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2569
ทหารไทยตรวจพบ "ทุ่นระเบิด" ดักรถถังที่ช่องบก เตรียมยื่น AOT ประท้วง
แบงก์ชาติจ่อคุมสินเชื่อ "ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง" พบวัยเริ่มทำงานมีหนี้เสียสูงสุด










