วงจรผู้สูงวัย "อายุยืน-โรครุมเร้า" ลูกสาว-คู่สมรส รับบท "ผู้ดูแลหลัก"

สังคม
16:02
จำนวนผู้ชม 124
Thai PBS
วงจรผู้สูงวัย "อายุยืน-โรครุมเร้า" ลูกสาว-คู่สมรส รับบท "ผู้ดูแลหลัก"

นับจากปี 2566 เป็นต้นมา ไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Aged Society )ไปแล้ว จากจำนวนผู้สูงอายุมากกว่า 60 ปี จำนวน 13 ล้านคน และไต่ขึ้นไปแตะ 14 ล้านคน หรือ 21% ของประชากร ผลสำรวจระดับประเทศ พบ ผู้สูงอายุเหล่านี้เป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอยู่ในระดับสูง ขณะที่ผู้ต้องการผู้ดูแลเพิ่มเป็น 1.8 ล้านคน งานวิจัยชี้ว่าในรอบ 16 ปีที่ผ่านมา ลูกสาว มีบทบาทหลักในการดูแล แต่ก็มีแนวโน้มลดลง ปัจจุบันการดูแลผู้ป่วยโดยคู่สมรสกลับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

นอกจากนี้ หากเจาะเทรนด์วงจรการเปลี่ยนแปลงตลอด 5 ทศวรรษ ตั้งแต่ปี 2513-2568 พบ ผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวจำนวน 1.4 ล้านคน เป็นเพศหญิง 1 ล้านคน และชาย 4 แสนคน จำแนกตามกลุ่มอายุ เป็นกลุ่ม Gen X อายุระหว่าง 60-69 ปี จำนวน 7 แสนคน กลุ่ม Baby Boomer อายุระหว่าง 70-79 ปี จำนวน 5 แสนคน และเป็นกลุ่ม Silent Generation อายุ 80 ปีขึ้นไป จำนวน 2 แสนคน

ข้อมูลจากการสำรวจสุขภาพประชาชนไทย โดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 พ.ศ.2567-2568 หรือ NHES 7 ในงาน “ถอดรหัสสุขภาพผู้สูงอายุไทย: ข้อมูลเพื่ออนาคตสังคมสูงวัย” จัดโดยคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อนำเสนอผลสำรวจด้านสุขภาพ ภาวะพึ่งพิง สมรรถภาพสมอง โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และข้อเสนอเชิงนโยบายรองรับสังคมสูงวัย เมื่อวันที่ 20 ก.ค.ที่ผ่านมา ชี้ว่า ผู้สูงอายุไทยที่ต้องเร่งรับมือกับปัญหาสุขภาพ หลังพบว่า ผู้สูงอายุร้อยละ 62.9 เป็นโรคความดันโลหิตสูง ร้อยละ 20.8 เป็นโรคเบาหวาน ร้อยละ 38.5 มีภาวะอ้วน และร้อยละ 48.5 มีระดับไขมัน LDL สูง ขณะที่การประเมินสมรรถภาพสมองพบร้อยละ 16.5 มีภาวะการรู้คิดถดถอย ส่วนผู้สูงอายุที่ต้องการผู้ดูแลมีประมาณ 1.8 ล้านคน จำนวนนี้ราว 9.7 แสนคนยังไม่มีผู้ดูแลตามความต้องการ

รศ.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

รศ.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

รศ.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า ประเทศไทยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปประมาณ 14 ล้านคน หรือร้อยละ 21 ของประชากรทั้งหมด เพิ่มขึ้นประมาณ 3 เท่าจากช่วง 30 ปีก่อน ส่วนประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปมีสัดส่วนร้อยละ 16.7

NHES 7 เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างอายุ 60 ปีขึ้นไป 8,843 คน ครอบคลุม 20 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร แบ่งเป็นผู้สูงอายุ 60-69 ปี จำนวน 5,603 คน อายุ 70-79 ปี จำนวน 2,492 คน และอายุ 80 ปีขึ้นไป 748 คน ทำให้เห็นทั้งสถาน การณ์ระดับประเทศและความแตกต่างระหว่างช่วงวัย ภูมิภาค และพื้นที่เมืองกับชนบท

วงจรสูงวัย “ป่วย” เพิ่มโรค ความดัน-เบาหวาน

ข้อมูลด้านโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่ ศ.นพ.วิชัย เอกพลากร รศ.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช และทีมสำรวจนำเสนอ พบความชุกของโรคความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้นตามอายุอย่างชัดเจน จากร้อยละ 57.2 ในกลุ่มอายุ 60-69 ปี เป็นร้อยละ 68.5 ในกลุ่มอายุ 70-79 ปี และเพิ่มเป็นร้อยละ 78.6 ในผู้มีอายุ 80 ปีขึ้นไป

วงจรผู้สูงวัย "อายุยืน-โรครุมเร้า" ลูกสาว-คู่สมรส รับบท "ผู้ดูแลหลัก"

วงจรผู้สูงวัย "อายุยืน-โรครุมเร้า" ลูกสาว-คู่สมรส รับบท "ผู้ดูแลหลัก"

โรคเบาหวานมีแนวโน้มเพิ่มในทิศทางเดียวกัน โดยพบร้อยละ 19.6 ในกลุ่มอายุ 60-69 ปี ร้อยละ 21.9 ในกลุ่มอายุ 70-79 ปี และร้อยละ 24.0 ในกลุ่มอายุ 80 ปีขึ้นไป อย่างไรก็ตาม ผู้สูงอายุที่เป็นเบาหวานประมาณร้อยละ 13 ยังไม่รู้ว่าตนเองป่วย และเกือบครึ่งหนึ่งยังควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี ส่วนผู้มีความดันโลหิตสูงร้อยละ 36 ยังไม่ทราบว่าตนเองป่วย และเกือบครึ่งหนึ่งยังควบคุมความดันไม่ได้ตามเป้าหมาย

นอกจากนั้น ผู้สูงอายุร้อยละ 47.1 มีภาวะเมตาบอลิกซินโดรม ร้อยละ 30.5 มีไตรกลีเซอไรด์สูง ร้อยละ 29.1 มีไขมัน HDL ต่ำ ร้อยละ 11.0 มีความเสี่ยงโรคไตเรื้อรังระดับสูงขึ้นไป และร้อยละ 10.4 มีภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยร่วมกับสมรรถภาพทางกายลดลง

สมองเสื่อม สัมพันธ์ อายุ-การศึกษา-ฐานะเศรษฐกิจ

ผศ.ดร.พญ.ชโลบล เฉลิมศรี นำเสนอผลการประเมินสมรรถภาพสมองในผู้สูงอายุ 8,345 คน ด้วยแบบทดสอบ MoCA-B ร่วมกับการประเมินความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน พบผู้สูงอายุร้อยละ 16.5 มีภาวะการรู้คิดหรือสมรรถภาพสมองถดถอย

ในจำนวนนี้ร้อยละ 12.8 อยู่ในกลุ่มความบกพร่องทางการรู้คิดระยะเริ่มต้น หรือ MCI แบ่งเป็นกลุ่มที่ยังไม่มีข้อจำกัดทางกายร้อยละ 10.3 และกลุ่มที่มีความบกพร่องทางกายร่วมด้วยร้อยละ 2.5 ส่วนอีกร้อยละ 3.7 เข้าข่ายโรคสมองเสื่อม โดยร้อยละ 2.2 อยู่ในระยะเริ่มต้น และร้อยละ 1.5 อยู่ในระดับปานกลางถึงรุนแรงจนกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน

ภาพผลิตด้วยปัญญาประดิษฐ์

ภาพผลิตด้วยปัญญาประดิษฐ์

ผลวิเคราะห์ยังพบว่า สมรรถภาพสมองสัมพันธ์กับอายุ ระดับการศึกษา ฐานะทางเศรษฐกิจ ที่อยู่อาศัย และสถานะการทำงาน ผู้ที่ยังทำงาน ผู้มีการศึกษาระดับมัธยมศึกษาขึ้นไป และผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจสูงกว่ามีคะแนนสมรรถภาพสมองดีกว่า ขณะที่โรคไตเรื้อรังและโรคหลอดเลือดสมองสัมพันธ์กับคะแนนที่ลดลง

ด้านภาวะเปราะบาง ข้อมูลที่นำเสนอประกอบงานระบุว่า ผู้สูงอายุที่อาศัยในชุมชนร้อยละ 56.9 อยู่ในระยะก่อนเปราะ บาง ร้อยละ 15.4 มีภาวะเปราะบาง และร้อยละ 1.2 เปราะบางรุนแรง ขณะที่มีเพียงร้อยละ 26.5 อยู่ในกลุ่มแข็งแรง โดยภาวะเปราะบางสามารถคัดกรอง ป้องกัน และฟื้นกลับได้บางส่วน หากได้รับการดูแลก่อนสูญเสียความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวัน

สูงวัย 1.8 ล้านคน ยังไม่มีผู้ดูแล

ผลสำรวจ ยังพบอีกว่า ผู้สูงอายุประมาณร้อยละ 12 หรือราว 1.8 ล้านคน ต้องการผู้ดูแล โดยประมาณครึ่งหนึ่งต้องการความช่วยเหลือบางกิจกรรม และอีกครึ่งหนึ่งต้องพึ่งผู้ดูแลในทุกกิจกรรม ความต้องการดังกล่าวเพิ่มจากประมาณ 1.2 ล้านคนในปี 2557 เป็น 1.6 ล้านคนในช่วงปี 2562-2563 และ 1.8 ล้านคนในปี 2567-2568

ตัวเลขที่น่ากังวลคือ จำนวนผู้สูงอายุที่ต้องการผู้ดูแลแต่ยังไม่มีผู้ดูแล เพิ่มจาก 1.8 แสนคน หรือร้อยละ 15 ในปี 2557 เป็น 5.7 แสนคน หรือร้อยละ 35 ในช่วงปี 2562-2563 และเพิ่มเป็น 9.7 แสนคน หรือร้อยละ 55 ในการสำรวจครั้งล่าสุด

ในกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือบางกิจกรรม ร้อยละ 24.5 ยังไม่มีผู้ดูแล ส่วนกลุ่มที่ต้องพึ่งผู้ดูแลทั้งหมดมีเพียงร้อยละ 14.4 ที่มีผู้ดูแลตามความต้องการ เมื่อแยกรายภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีสัดส่วนผู้ต้องการผู้ดูแลแต่ไม่มีผู้ดูแลสูงสุดร้อยละ 68.9 รองลงมาคือกรุงเทพฯ ร้อยละ 55.2 และภาคกลางร้อยละ 53.1

วงจรผู้สูงวัย "อายุยืน-โรครุมเร้า" ลูกสาว-คู่สมรส รับบท "ผู้ดูแลหลัก"

วงจรผู้สูงวัย "อายุยืน-โรครุมเร้า" ลูกสาว-คู่สมรส รับบท "ผู้ดูแลหลัก"

อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลระบุว่า ในรอบ 16 ปีที่ผ่านมา ปี 2552-2568 พบว่า บทบาทการดูแลผู้สูงวัย บุตรสาว ยังเป็นผู้ดูแลหลัก แต่มีแนวโน้มลดลงอย่างชัดเจน ในขณะที่การดูแลโดยคู่สมรสมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น และปัจจุบันใกล้เคียงกับบุตรสาว ส่วนการดูแลโดยญาติพี่น้อง มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็น ค่อยไป ขณะที่บทบาทของหลานยังคงทรงตัว

ทำงาน-มีสังคม ลดเสี่ยงซึมเศร้า

ผลเปรียบเทียบจาก NHES 7 พบว่า ผู้สูงอายุที่ยังทำงานมีความชุกของเบาหวานร้อยละ 17.6 ต่ำกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ทำงานซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 24.1 ขณะที่ความดันโลหิตสูงอยู่ที่ร้อยละ 59.0 เทียบกับร้อยละ 67.2 และภาวะเมตาบอลิกซินโดรมอยู่ที่ร้อยละ 41.5 เทียบกับร้อยละ 53.4

กลุ่มที่ยังทำงานยังพบความเสี่ยงซึมเศร้าร้อยละ 12.3 ต่ำกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ทำงานซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 16.9 และมีประวัติพลัดตกหกล้มร้อยละ 14.8 เทียบกับร้อยละ 19.2 อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวแสดงความสัมพันธ์จากการสำรวจ ยังไม่ใช่ข้อสรุปว่าการทำงานเป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้สุขภาพดีขึ้น

การเข้าสังคมให้ผลในทิศทางเดียวกัน ผู้สูงอายุที่ร่วมกิจกรรมทางสังคมมีความเสี่ยงซึมเศร้าร้อยละ 12.6 เทียบกับร้อยละ 20.6 ในกลุ่มที่ไม่เคยเข้าร่วมกิจกรรม มีภาวะกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอร้อยละ 40.3 เทียบกับร้อยละ 58.3 และมีโรคเบาหวานร้อยละ 19.8 เทียบกับร้อยละ 23.7

วงจรผู้สูงวัย "อายุยืน-โรครุมเร้า" ลูกสาว-คู่สมรส รับบท "ผู้ดูแลหลัก"

วงจรผู้สูงวัย "อายุยืน-โรครุมเร้า" ลูกสาว-คู่สมรส รับบท "ผู้ดูแลหลัก"

สัดส่วนผู้สูงอายุที่ยังทำงานยังเพิ่มจากร้อยละ 35.8 ในปี 2547 เป็นร้อยละ 52.3 ในปี 2568 โดยกลุ่มอายุ 60-65 ปียังทำงานร้อยละ 69.4 กลุ่มอายุ 66-70 ปีร้อยละ 56.4 และกลุ่มอายุ 71-75 ปีร้อยละ 41.1 สะท้อนว่าคนจำนวนมากยังมีศักยภาพและยังคงอยู่ในตลาดแรงงานหลังอายุ 60 ปี

นอกจากนี้ยังมีการเสนอให้ภาครัฐพิจารณาปรับนิยามผู้สูงอายุจาก 60 ปีเป็น 65 ปี ควบคู่กับการขยายโอกาสการจ้างงานและอายุเกษียณ จัดพื้นที่และกิจกรรมทางสังคมในชุมชน ป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงต่อ NCDs ตั้งแต่วัยทำงาน และปรับนโยบายจากการรองรับภาระเมื่อเจ็บป่วย ไปสู่การป้องกันและเสริมความสามารถให้ผู้สูงอายุใช้ชีวิตได้อย่างอิสระนานที่สุด

อ่านข่าว :

ข้าวไทยปักหมุด "กว่างโจว" รุกจีนตอนใต้ ดัน"ข้าวประณีต"เจาะตลาดพรีเมียม

ทุจริต "ต้นตอหลัก" โศกนาฏกรรม ไฟไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว

"ทุ่งสงโมเดล" ค้นทุนวัฒนธรรม ยกฐานะ "เมืองรอง" สู่ "เมืองเศรษฐกิจ"