วันนี้ (8 พ.ค.2569) พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผู้อำนวยการกองคดีคุ้มครองผู้บริโภค และในฐานะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยความคืบหน้าหลัง พนักงานสอบสวนคดีพิเศษออกหมายเรียก นายสุรัตน์ สุขเจริญไกรศรี น้องชายของนายสมบูรณ์ สุขเจริญไกรศรี หรือ "เสี่ยตือ" ผู้บริหารบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด จ.อ่างทอง ให้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาในคดีพิเศษที่ 66/2569 ในความผิดฐาน ร่วมกันเป็นผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิงตามมาตรา 10 กระทำการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิง หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดอันทำให้ลักษณะหรือคุณภาพของน้ำมันเชื้อเพลิงแตกต่างไปจากที่อธิบดีประกาศกำหนดหรือให้ความเห็นชอบตามมาตรา 25 วรรคหนึ่ง เพื่อจำหน่าย ตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 โดยกำหนดให้เข้าพบพนักงานสอบสวนในวันจันทร์ที่ 8 มิ.ย.2569
โดย นายสุรัตน์ เข้าพบคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาก่อนกำหนดไปเมื่อวันที่ 6 มิ.ย.2569 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการเข้ารับทราบข้อกล่าวหา ในพฤติการณ์ทางคดี เนื่องด้วย นายสุรัตน์ถือเป็นผู้รับผลประโยชน์ตัวจริงจากการประกอบกิจการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงของบริษัทฯ โดยมีพยานหลักฐานเป็นเส้นทางการเงินรับโอนกับบัญชีนิติบุคคล ซึ่งขัดแย้งกับชื่อในโครงสร้างของกรรมการและผู้ถือหุ้นบริษัท ที่ไม่เคยปรากฏชื่อของ นายสุรัตน์ มาก่อน และยังเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังดำเนินการจัดการธุรกิจน้ำมันของบริษัทฯ ว่า
ผู้ถูกกล่าวหาให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ที่พนักงานสอบสวนได้แจ้งไป โดยการสอบสวนของดีเอสไอเป็นระบบการกล่าวหา ดังนั้น พนักงานสอบสวนจะมีหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานก่อนว่า ตามข้อเท็จจริงนั้น มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะกล่าวหาหรือไม่ แต่ในกรณีนี้พนักงานสอบสวนมองแล้วเห็นว่า มีพฤติกรรมที่น่าจะร่วมกันกระทำความผิดกับผู้ถูกกล่าวหา 2 คน ก่อนหน้านี้ จึงต้องเชิญมารับทราบข้อกล่าวหา
ซึ่งทางผู้ถูกกล่าวหาก็ได้เข้าพบพนักงานสอบสวนเรียบร้อยแล้ว และได้รับทราบข้อเท็จจริงตามที่พนักงานสอบสวนเห็นว่า เข้าลักษณะที่เป็นการกระทำความผิด และหลังจากนี้ผู้ต้องหาก็มีสิทธิที่จะนำพยานหลักฐานที่มองว่าตนเองเป็นผู้บริสุทธิ์ มาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ก็เป็นกระบวนการสอบสวนปกติทั่วไป
ส่วนกรณีที่ผู้ต้องหาปฏิเสธข้อหาปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิง ก็เป็นการปฏิเสธตามข้อหา ที่พนักงานสอบสวนได้แจ้งไปในกรณีการร่วมกันปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงหรือกระทำการใด ๆ เพื่อให้น้ำมันเชื้อเพลิงมีคุณภาพไม่เป็นไปตามที่มีการประกาศกำหนดไว้ โดยเจ้าตัวปฏิเสธว่า ไม่ได้มีการกระทำความผิด
ส่วนขั้นตอน เมื่อมีการแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว ถ้ากรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาปฏิเสธข้อกล่าวหา ก็มีสิทธิที่จะนำพยานหลักฐานมาอธิบายกับพนักงานสอบสวนว่า ทำไมตัวเองถึงไม่ได้กระทำความผิดนั้น ทั้งนี้พนักงานสอบสวนต้องรับฟังทั้งหมด และถึงจะได้มาพิจารณาว่าจากข้อเท็จจริงทั้งสองฝ่าย ฟังความได้ความว่าอย่างไร จึงจะได้สรุปความเห็นทางคดี
สำหรับพฤติการณ์ทางคดีว่า บริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด มีการรับน้ำมันจากโรงกลั่นแห่งไหน หรือสาเหตุว่า ทำไมต้องปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อลดต้นทุนหรือไม่นั้น ตนขอชี้แจงว่า รายละเอียดภายในสำนวน ขอไม่ลงลึกมากไป แต่พฤติการณ์ที่ใช้ในการแจ้งข้อกล่าวหา คือพบว่า น้ำมันมีลักษณะที่ไม่เป็นไปตามประกาศที่กรมธุรกิจพลังงานกำหนด ส่วนแหล่งที่มาของน้ำมันอย่างไร ทราบว่าในสำนวนมีอยู่แล้ว ซึ่งพนักงานสอบสวนจะต้องไปใช้ขยายผล
โดยสาเหตุที่ผู้ต้องหาให้ผู้อื่นมาเป็นกรรมการบริษัทบริหารแทนตน ตัวเองไม่เคยปรากฏชื่อในโครงสร้างผู้บริหารมาตลอด แต่รับผลประโยชน์จากบริษัทในการค้าน้ำมันนั้น เป็นสิ่งที่พนักงานสอบสวนก็ตรวจสอบอยู่ และส่วนหนึ่งก็เป็นสิ่งที่เขามีสิทธิจะนำข้อเท็จจริงมาอธิบายเพื่อแก้ข้อกล่าวหาด้วย
อย่างไรก็ตาม มูลค่าเม็ดเงินที่ได้จากการค้าขายน้ำมันของบริษัทฯ นั้นถือเป็นข้อมูลภายในสำนวน จึงขอสงวนการเปิดเผยเชิงลึก แต่หลักฐานสำคัญที่ทำให้รู้ว่า ผู้ต้องหามีการรับผลประโยชน์จากบริษัทฯ ก็มีทั้งเส้นทางการเงินและพยานหลักฐานอื่นประกอบกัน ซึ่งผู้ต้องหาพร้อมชี้แจงในวันเสาร์ที่ 6 มิ.ย.2569 จึงประสานพนักงานสอบสวนขอเข้าชี้แจงในวันดังกล่าว และยังมีเวลาในการนำพยานหลักฐานอื่นเพิ่มเติมมาชี้แจงได้
พ.ต.ต.วรณัน ยังระบุว่า กรณีของบริษัทฯ ตอนนี้มีผู้ต้องหารวมทั้งสิ้น 3 ส่วน คือ 1.บริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด จ.อ่างทอง ในฐานะนิติบุคคล 2.กรรมการผู้มีอำนาจลงนามแทนของบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด และ 3 นายสุรัตน์ สุขเจริญไกรศรี
ส่วนกรณีการตรวจสอบใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางเรือ จำนวน 166 ฉบับ ที่กรมธุรกิจพลังงาน โดยชุดสุดซอยได้เคยมาร้องทุกข์กล่าวโทษไว้ และคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ได้มีมติออกหมายเรียกผู้ค้าน้ำมัน ตามมาตรา 7 เข้ารับทราบข้อกล่าวหา ในวันที่ 11-12 มิ.ย.2569 นั้น ส่วนนี้ทางกรมธุรกิจพลังงานได้มายื่นเรื่องกล่าวหาว่า มีผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 จำนวน 6 ราย มีการออกใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งกฎหมายได้กำหนดรูปแบบและรายละเอียดว่า จะต้องกรอกให้ครบถ้วน แต่ปรากฏว่า ได้มีการกรอกข้อมูลในใบกำกับการขนส่งน้ำมันไม่ครบถ้วนตามกฎหมายกำหนด จึงเป็นพฤติกรรมที่มีพยานหลักฐานตามที่พนักงานสอบสวนมองว่า มีหลักฐานพอสมควรว่า ได้กระทำความผิด จึงได้ออกหมายเรียกผู้ต้องหา เพื่อเข้ารับทราบข้อกล่าวหาในวันเวลาดังกล่าว
สำหรับกรณีการตรวจสอบบริษัทเจ้าของเรือและเที่ยวเรือ ที่มีชื่อเกี่ยวข้องกับการขนส่งน้ำมันในทะเลจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งก่อนหน้านี้มีข้อมูลว่า มีเที่ยวเรือถึง 99 เที่ยว ที่อาจเชื่อมโยงกับน้ำมันที่ล่องหนกลางทะเลสุราษฎร์ธานี 60 ล้านลิตรนั้น ยืนยันว่า คณะพนักงานสืบสวนยังคงเดินหน้าตรวจสอบต่อเนื่อง ซึ่งในวันศุกร์ที่ 12 มิ.ย.2569 คณะพนักงานสืบสวนจะได้มีการสรุปข้อมูลนำเสนอในที่ประชุม เนื่องด้วยอธิบดีดีเอสไอได้เชิญประชุมขอติดตามความคืบหน้าการตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมด
ดังนั้น ตอนนี้คดีอาญาที่มีความคืบหน้าสำคัญจากกรณีการกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะมี 2 เรื่อง คือ กรณีบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด และผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 จำนวน 6 ราย ที่ไม่กรอกข้อมูลในใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางเรือให้ครบถ้วนตามประกาศของกรมธุรกิจพลังงาน
สำหรับคดีของบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด ปัจจุบันมีผู้ต้องหาทั้งสิ้น 3 ส่วน คือ 1.ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด ในฐานะนิติบุคคล 2.กรรมการผู้มีอำนาจลงนามแทนบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด และ 3.นายสุรัตน์ สุขเจริญไกรศรี ฐานร่วมกันเป็นผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิงตามมาตรา 10 กระทำการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงหรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด อันทำให้ลักษณะหรือคุณภาพของน้ำมันเชื้อเพลิงแตกต่างไปจากที่อธิบดีประกาศกำหนด หรือให้ความเห็นชอบตามมาตรา 25 วรรคหนึ่ง เพื่อจำหน่าย ตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 มาตรา 49 วรรคสอง ประกอบมาตรา 25 วรรคหนึ่ง และมาตรา 50
ขณะที่การตรวจสอบใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางเรือ จำนวน 166 ฉบับ ของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 หรือโรงกลั่น 6 แห่งในประเทศไทย ที่ไม่มีการกรอกข้อมูลให้ครบถ้วน 8 ข้อสำคัญ ตามประกาศกรมธุรกิจพลังงาน เรื่อง กำหนดวิธีการและเงื่อนไขในการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2562 ซึ่งถือเป็นความผิดตามกฎหมาย พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 ที่กำหนดว่า จะต้องกรอกข้อมูลให้ครบถ้วนทั้ง 8 ข้อสำคัญนั้น
ทางคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ได้ออกหมายเรียกผู้ต้องหา ซึ่งเป็นนิติบุคคลระดับมหาชนทั้ง 6 บริษัท เพื่อให้มารับทราบข้อกล่าวหา ฐานเป็นผู้ค้าน้ำมันทำการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงไม่เป็นไปตามวิธีการและเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด ในราชกิจจานุเบกษา ตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 โดยได้นัดหมายให้โรงกลั่นเข้ามารับทราบข้อกล่าวหาในระหว่างวันที่ 11-12 มิ.ย.2569 ซึ่งในบรรดา 6 โรงกลั่นที่ถูกคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษออกหมายเรียก ยังคงไม่มีรายใดส่งหนังสือขอเลื่อนเข้ารับทราบข้อกล่าวหา จึงยังคงเป็นกำหนดนัดหมายเดิม
อ่านข่าว :
“น้องชายเสี่ยตือ”เข้ารับทราบข้อกล่าวหา "พลังงาน" สั่งเบรกเงินชดเชยกองทุนน้ำมัน
แกะรอยเครือข่ายคลังน้ำมัน 6 จังหวัด เส้นทาง "บิดเบือน" ใบกำกับภาษี
อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน แจงเอาผิดโรงกลั่น ใบขนส่งน้ำมันไม่ถูกต้อง

