สงคราม-ความขัดแย้งดันโลกเร่งสะสม "อาวุธนิวเคลียร์"

ต่างประเทศ
19:21
จำนวนผู้ชม 50
Thai PBS
สงคราม-ความขัดแย้งดันโลกเร่งสะสม "อาวุธนิวเคลียร์"
ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรง ส่งผลให้โลกใช้จ่ายด้านกลาโหมเมื่อปี 2025 เพิ่มขึ้นเกือบ 3% ใกล้แตะ 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่สิ่งที่น่ากังวลมากขึ้นคือการพัฒนาและแข่งขันกันสะสมอาวุธนิวเคลียร์ของประเทศต่างๆ

สถาบันวิจัยสันติภาพระหว่างประเทศสตอกโฮล์มในสวีเดน จัดทำรายงานข้อมูลกลาโหมและคลังอาวุธนิวเคลียร์ของประเทศต่างๆ ทั่วโลกเป็นประจำทุกปี ซึ่งรายงานฉบับล่าสุดที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.2026 ชี้ว่า 9 ประเทศที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ กำลังถอยห่างออกจากนโยบายการปลดอาวุธ

มีการยกระดับการพัฒนาและประจำการระบบอาวุธนิวเคลียร์รุ่นใหม่ๆ ไปจนถึงการขยายคลังแสงอาวุธทำลายล้างสูงนี้ หลังจากประเทศต่างๆ หันมาพึ่งพิงนิวเคลียร์ในการรับประกันความมั่นคงเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เริ่มมีการพูดถึงกันมากขึ้น ในลักษณะเป็นการตั้งคำถามว่า หากอิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ อิหร่านจะไม่ถูกโจมตีหรือไม่

เสียงสะท้อนเหล่านี้ดังขึ้น แม้กระทั่งในหมู่ผู้มีอำนาจทางการเมือง และผู้นำประเทศที่สนับสนุนการถือครองอาวุธนิวเคลียร์อย่าง คิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ ซึ่งพูดชัดเจนว่าจะไม่ปลดอาวุธนิวเคลียร์ เพราะไม่อยากโดนเล่นงาน

ภาพประกอบข่าว สงคราม-ความขัดแย้งดันโลกเร่งสะสม

ปัจจุบันมีหัวรบนิวเคลียร์ทั่วโลกกว่า 12,000 หัวรบ ในจำนวนนี้มีพร้อมใช้งาน 9,745 หัวรบ โดยรัสเซียมีมากที่สุดในโลกกว่า 5,400 หัวรบ ตามด้วยสหรัฐฯ ซึ่ง 2 ประเทศนี้รวมกันคิดเป็นกว่า 80% ของทั้งโลก ขณะที่จีนผลิตอาวุธนิวเคลียร์เพิ่มเร็วมากกว่าทุกประเทศ ขณะนี้จีนมี 620 หัวรบ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 20 หัวรบ ฝรั่งเศสมี 370 หัวรบ อังกฤษมี 225 หัวรบ

ส่วนอินเดียมี 190 หัวรบและปากีสถานมี 170 หัวรบ แต่ต่างฝ่ายต่างเร่งพัฒนาและเพิ่มจำนวนอาวุธของตัวเอง ท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียด หลังจากเปิดศึกกันเมื่อปี 2025 ขณะที่อิสราเอลเดินหน้าพัฒนาขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์ ซึ่งคาดว่าขณะนี้มีอยู่ 90 หัวรบ ส่วนเกาหลีเหนือมี 60 หัวรบ แต่เชื่อว่าจะไม่หยุดอยู่แค่นี้

ผู้นำเกาหลีเหนือส่งสัญญาณชัดเจน มาตั้งแต่ก่อนที่ผู้นำจีนจะเดินทางไปเยือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้าเยี่ยมชมโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียม เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งผู้นำเกาหลีเหนือประกาศเพิ่มกำลังนิวเคลียร์อย่างก้าวกระโดด ขณะที่ คิม โย-จอง น้องสาวของคิม จอง-อึน ย้ำว่า การเจรจาใดๆ จะต้องไม่แตะประเด็นนิวเคลียร์อย่างเด็ดขาด

การเดินหน้านโยบายพัฒนานิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ ด้านหนึ่งผลักให้ประเทศอื่นๆ ต้องขยับตัวตาม อย่างเกาลีใต้ แม้ว่าประธานาธิบดีอี แจ-มยอง จะพยายามฟื้นฟูการพูดคุยเจรจากับเกาหลีเหนือต่างจากยุคของ ยุน ซอก-ยอล แต่ในขณะเดียวกันเกาหลีใต้ ก็จับมือกับสหรัฐฯ พัฒนาเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ และความร่วมมือด้านนิวเคลียร์อื่นๆ

ภาพประกอบข่าว สงคราม-ความขัดแย้งดันโลกเร่งสะสม

กรณี 2 เกาหลีและกรณีของอินเดีย-ปากีสถาน ถือเป็นตัวอย่างหนึ่ง ที่สะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก นอกเหนือจากสงครามที่ปะทุขึ้นในหลายจุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งทำให้นิวเคลียร์ กลายเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ความมั่นคงและการป้องกันประเทศ ที่ถูกมองว่าสำคัญเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

การพัฒนาและเร่งสะสมอาวุธนิวเคลียร์ทั่วโลก สะท้อนผ่านตัวเลขงบประมาณที่เพิ่มสูงขึ้นทุกประเทศ โดยรายงานฉบับล่าสุดของคณะกรรมการรณรงค์ระหว่างประเทศ เพื่อยกเลิกอาวุธนิวเคลียร์ ชี้ว่า เมื่อปี 2025 โลกอัดฉีดงบพัฒนานิวเคลียร์กว่า 1.1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 19% จากปี 2024 ซึ่งสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นมากที่สุดถึง 22% และที่น่าสนใจคือ สหรัฐฯ ใช้งบด้านนี้สูงกว่าอีก 8 ประเทศรวมกัน

ตัวเลขงบประมาณที่ว่ามหาศาลถือว่ามากแค่ไหน หากคำนวณออกมาเป็นงบประมาณรายนาที จะเห็นว่าโลกใช้เงินพัฒนาและผลิตอาวุธนิวเคลียร์เมื่อปี 2025 มากถึงประมาณ 7.4 ล้านบาทต่อนาที มากกว่าครึ่งเป็นงบประมาณที่สหรัฐฯ ใช้ ตามด้วยจีน อังกฤษ รัสเซีย ฝรั่งเศส แม้กระทั่งเกาหลีเหนือที่เผชิญพิษเศรษฐกิจ และผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตร จ่ายเงินพัฒนาอาวุธชนิดนี้นาทีละมากกว่า 40,000 บาท

ภาพประกอบข่าว สงคราม-ความขัดแย้งดันโลกเร่งสะสม

แต่ปัญหาที่น่าหนักใจในขณะนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องการพัฒนา และผลิตอาวุธนิวเคลียร์เท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องความโปร่งใส หลังจากเริ่มมีการจำกัดการเข้าถึงข้อมูลเรื่องนิวเคลียร์ อย่างฝรั่งเศสระบุว่า มีแผนจะเพิ่มจำนวนหัวรบนิวเคลียร์ แต่จะไม่เปิดเผยข้อมูลคลังอาวุธดังกล่าวต่อสาธารณชน ขณะที่อิสราเอลยังคงนโยบายไม่พูดเรื่องนิวเคลียร์ให้ชัดเจน เน้นให้ดูกำกวม โดยปัจจัยเหล่านี้ยิ่งเพิ่มความเสี่ยง ของการเผชิญหน้าระหว่างชาติที่ครอบครองนิวเคลียร์

แม้จำนวนหัวรบนิวเคลียร์ทั่วโลกขณะนี้ จะยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก แต่จากการเพิ่มงบประมาณของประเทศที่มีนิวเคลียร์อยู่แล้วและยังไม่มี ทำให้เชื่อได้ว่าอาวุธชนิดนี้อาจเพิ่มจำนวนมากขึ้นในอีกไม่กี่ปีนับจากนี้ ซึ่งหากนำเทคโนโลยี AI เสริมเข้า ก็ไม่แปลกที่ผู้เชี่ยวชาญบางส่วน จะกังวลถึงสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น

อ่านข่าว

แผ่นดินไหว "ฟิลิปปินส์" ยอดตายทะลุ 40 คน เผชิญอาฟเตอร์ช็อกนับพันครั้ง

37 ครั้ง "ทรัมป์" บอก "ใกล้ปิดดีลอิหร่าน" สื่อนอกถามเทคนิคหรือคิดไปเอง ?

เจาะลึกเหตุผล "สี จิ้นผิง" เยือนเกาหลีเหนือ ส่งสัญญาณกระชับมิตรเปียงยาง