วันที่ (17 มิ.ย.2569) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 11 มิ.ย.2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 227/2569 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ทั้งนี้ เพื่อให้การพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เป็นไปอย่างต่อเนื่องสอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศ และนโยบายของรัฐบาล ตลอดจนเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมบทบาทให้ภาคเอกชน ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ได้มีส่วนร่วมกับภาครัฐในการพัฒนาประเทศให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
“อนุทิน” ลงนามคำสั่งตั้งคณะกรรมการ กรอ. - นั่งประธานเอง
คณะกรรมการ กรอ. มีนายกฯ เป็นประธาน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง เป็นรองประธาน ส่วนกรรมการ ประกอบด้วย นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ, นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, รมว.เกษตรและสหกรณ์, รมว.คมนาคม, รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, รมว.พลังงาน,
รมว.พาณิชย์, รมว.อุตสาหกรรม, ปลัดกระทรวงการคลัง, ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, ปลัดกระทรวงพลังงาน, ปลัดกระทรวงพาณิชย์, ปลัดกระทรวงมหาดไทย, เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา, เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ, เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน, ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ, ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย, ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย, ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย
“อนุทิน” ลงนามคำสั่งตั้งคณะกรรมการ กรอ. - นั่งประธานเอง
เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการ และเลขานุการ, ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ และรองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่ได้รับมอบหมาย เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
ทั้งนี้ มีหน้าที่ และอำนาจพิจารณาและเสนอแนะแนวทางและมาตรการต่อคณะรัฐมนตรี ในการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ของภาคเอกชนทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค รวมทั้งให้ภาคเอกชนร่วมกับภาครัฐ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เจริญเติบโต และสามารถแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ทั้งนี้ คณะกรรมการ กรอ.จะมีการประชุมนัดแรก ในวันที่ 22 มิ.ย.เวลา 09.30 น. ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล
อ่านข่าว
นายกฯ ยันดึง EEC คุมเอง ไม่ได้ขัดแย้งหรือลดบทบาท "พิพัฒน์"

