ปัญหาฝุ่น PM2.5 เป็นปัญหาด้านสุขภาพที่ถูกพูดถึงในทุกปี เพราะส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชน รายงานคุณภาพอากาศของ IQAir ระบุว่า ในปี 2568 ค่าเฉลี่ย PM2.5 ของประเทศไทยปรับตัวลดลง แต่ในช่วงที่มลพิษพุ่งสูง สถานการณ์ยังคงรุนแรง โดยเฉพาะในเดือน ม.ค. พบว่าร้อยละ 20 ของจังหวัดที่มีข้อมูลในรายงาน มีค่าเฉลี่ย PM2.5 รายเดือนสูงเกินกว่า 10 เท่าของเกณฑ์มาตรฐานรายปีขององค์การอนามัยโลก (WHO) สะท้อนให้เห็นว่า แม้ค่าเฉลี่ยทั้งปีจะดีขึ้น แต่ความเสี่ยงต่อสุขภาพในช่วงวิกฤตยังคงอยู่ในระดับสูง
นอกจากนี้ รายงานยังระบุว่า กรุงเทพมหานครมีค่าเฉลี่ย PM2.5 รายปีอยู่ที่ 17.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) ขณะที่หลายจังหวัดยังมีระดับฝุ่นอยู่ในเกณฑ์น่ากังวลตลอดทั้งปี และที่สำคัญยังไม่มีจังหวัดใดในประเทศไทย ที่ผ่านเกณฑ์คุณภาพอากาศรายปี ขององค์การอนามัยโลกได้เลย สะท้อนให้เห็นว่าปัญหามลพิษทางอากาศยังคงเป็นเรื่องใกล้ตัว และจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังและต่อเนื่อง
สำหรับสาเหตุของฝุ่น PM2.5 มีหลายปัจจัย ทั้งการเผาในที่โล่ง การเผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร และการเผาขยะ ซึ่งล้วนเป็นสาเหตุสำคัญของมลพิษทางอากาศ นอกจากนี้ ระบบขนส่งในเมืองใหญ่ที่มีการจราจรหนาแน่นอย่างกรุงเทพมหานคร ก็เป็นอีกแหล่งกำเนิดสำคัญของฝุ่น PM2.5 โดยเฉพาะรถยนต์ดีเซลที่ถูกระบุว่า เป็นหนึ่งในตัวการสำคัญในการปล่อยมลพิษ ขณะเดียวกัน ภาคอุตสาหกรรมและโรงงานบางแห่ง ที่ยังคงปล่อยมลพิษทางอากาศ ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหาฝุ่นสะสม
ปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่เกิดจากทั้งสภาพอากาศและกิจกรรมของมนุษย์ ยังคงเป็นปัญหาเรื้อรังของกรุงเทพมหานคร ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชน จึงเป็นอีกหนึ่งโจทย์สำคัญที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนต่อไป จะต้องเร่งเข้ามาแก้ไข
จากการสัมภาษณ์ น.ส.เอื้อหนุน นัดสูงวงศ์ อายุ 22 ปี นักศึกษาที่อาศัยอยู่ในเขตสายไหม ระบุว่า ปัญหาฝุ่น PM2.5 ถูกพูดถึงมาเป็นเวลานาน แต่ปัจจุบันยังไม่รู้สึกว่าปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันมากนัก และยังมองว่าเป็นเรื่องค่อนข้างไกลตัว อย่างไรก็ตาม เธอมีความกังวลว่าหากปัญหานี้ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างยั่งยืน อาจกลายเป็นปัญหา "ดินพอกหางหมู" ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพรุนแรงขึ้นในอนาคต
น.ส.เอื้อหนุน ยังแสดงความเป็นห่วงสุขภาพของผู้สูงอายุ โดยมองว่าฝุ่น PM2.5 อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคร้ายแรงหรือเสียชีวิตก่อนวัยอันควร พร้อมยกกรณีของหมอกฤตไท เจ้าของเพจ "สู้ดิวะ" ที่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปอดใน จ.เชียงใหม่ เป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบด้านสุขภาพที่อาจเกิดขึ้น จากการสะสมของมลพิษทางอากาศในระยะยาว
อยากฝากว่า บางทีการแก้ปัญหาที่ผ่านมา มักเป็นการแก้เฉพาะหน้า ก็เข้าใจว่าปัญหาใหญ่มาก และอาจไม่สามารถแก้ให้จบได้ภายในวาระเดียว แต่บางครั้งเหมือนเป็นการแก้ให้ผ่านไป มากกว่าการแก้เพื่อให้ปัญหาหมดไปจริง ๆ
แม้ น.ส.เอื้อหนุนจะยอมรับว่า ยังไม่ทราบต้นตอของปัญหาอย่างละเอียด แต่เธอมองว่ายังไม่เห็นนโยบายหรือแนวทางที่เป็นรูปธรรมจากนักการเมืองหรือผู้ว่าฯ กทม. ในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง และมองว่าที่ผ่านมาส่วนใหญ่ เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้ามากกว่าการจัดการที่ต้นเหตุ
ด้าน น.ส.ลภัสรดา ศรีอรุณกิจ อายุ 21 ปี นักศึกษา ที่อาศัยอยู่ในเขตบางนา ระบุว่า ปัญหาฝุ่น PM2.5 ไม่ได้รบกวนการใช้ชีวิตมากเท่ากับในช่วงก่อนหน้า โดยยอมรับว่ารู้สึก "เฉย ๆ" หรือ "เคยชิน" กับปัญหานี้ เพราะต้องอยู่กับสถานการณ์ดังกล่าวมาหลายปี พร้อมระบุว่า วิธีรับมือคือการตรวจสอบค่าฝุ่นผ่านแอปพลิเคชันก่อนออกจากบ้าน หากค่าฝุ่นอยู่ในระดับสีเขียวก็จะไม่สวมหน้ากาก แต่หากอยู่ในระดับสีแดงจึงจะสวมหน้ากากป้องกัน
เรื่อง PM2.5 ทุกวันนี้ ไม่ค่อยรู้สึกถึงความรุนแรงแล้ว อาจเพราะอยู่กับปัญหานี้มานานจนชิน และเมื่อคนเริ่มลืม ปัญหาก็อาจถูกปล่อยให้เงียบหายไป โดยไม่ได้รับการแก้ไขอย่างยั่งยืน
น.ส.ลภัสรดา มองว่า สาเหตุของปัญหาส่วนหนึ่งมาจากโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ที่ปล่อยมลพิษจำนวนมาก รวมถึงการที่สังคมหันไปให้ความสนใจกับปัญหาอื่น จนทำให้ความรุนแรงของปัญหาฝุ่นถูกมองข้าม และเสนอแนวทางแก้ไขผ่านนโยบาย "โรงงานสีเขียว" (Green Factory)
โดยเห็นว่าภาครัฐควรเร่งจัดทำกฎหมาย และข้อบังคับที่ชัดเจนเกี่ยวกับมาตรฐานการดำเนินงานของโรงงาน พร้อมกำหนดบทลงโทษที่เหมาะสมสำหรับผู้ประกอบการที่ฝ่าฝืน เพื่อยกระดับการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน
ขณะเดียวกัน เธอมองว่าการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ควรดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยภาครัฐควรสนับสนุนทั้งด้านงบประมาณ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวได้ โดยไม่กระทบต่อการผลิตและการจ้างงานมากเกินไป
ส่องนโยบายผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. รับมือปัญหาฝุ่น PM2.5
- นายประทีป วัชรโชคเกษม ผู้สมัครอิสระ ภายใต้แคมเปญ "กรุงเทพ เมืองฟ้าอมร" เสนอแนวทางติดตั้งเครื่องฟอกอากาศทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็กทั่วกรุงเทพฯ เพื่อลดปริมาณฝุ่น รวมถึงติดตั้งระบบพ่นละอองน้ำตามแนวรถไฟฟ้าเพื่อลดฝุ่นและความร้อนบนท้องถนน พร้อมตรวจเข้มรถที่ปล่อยควันดำ
- นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ เสนอนโยบาย "เมืองสะอาด" โดยเน้นการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ตรวจจับรถควันดำ ควบคุมฝุ่นจากไซต์ก่อสร้าง และดำเนินการล้างถนนอย่างถูกวิธีเพื่อลดฝุ่น PM2.5
- นายวีรพจน์ ลือประสิทธิ์สกุล ผู้สมัครอิสระ เสนอให้ติดตั้ง HEPA Sensor ในทุกโรงเรียน เพื่อช่วยลดผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 พร้อมผลักดันแนวคิด Bangkok Active City หรือเมืองที่เดินได้ ออกกำลังกายได้ และเดินทางไปทำงานได้สะดวก เพื่อส่งเสริมสุขภาพของประชาชน
- นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครอิสระ ชูนโยบายแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ทั้งด้านการเผา ยานพาหนะ และโรงงานอุตสาหกรรม โดยอ้างอิงข้อมูลจากโครงการ "นักสืบฝุ่น" ที่ระบุว่าการเผาเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของ PM2.5 พร้อมระบุว่าที่ผ่านมา กทม. สามารถลดจุดความร้อนได้ร้อยละ 24 นอกจากนี้ ยังมีแผนจัดตั้ง "ศูนย์ติดตามการเผาและช่วยเหลือเกษตรกรครบวงจร" เพื่อติดตามจุดความร้อนแบบเรียลไทม์ ประสานการดับไฟ บังคับใช้กฎหมายกับผู้ลักลอบเผา และสนับสนุนตลาดสำหรับผลผลิตทางการเกษตรที่ปลอดการเผา ด้านมลพิษจากยานพาหนะ นายชัชชาติ เตรียมขยายมาตรการเขตมลพิษต่ำ (Low Emission Zone : LEZ) พร้อมเพิ่มการควบคุมรถยนต์ดีเซลเก่าและรถกระบะที่ปล่อยมลพิษสูง ส่วนภาคอุตสาหกรรม มีแผนยกระดับมาตรฐานการปล่อยมลพิษจากโรงงาน ติดตั้งระบบตรวจวัดมลพิษอัตโนมัติอย่างต่อเนื่อง (CEMs) และจัดตั้ง War Room เพื่อติดตามข้อมูลการปล่อยมลพิษแบบเรียลไทม์
- นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครจากพรรคประชาชน เสนอนโยบายแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างครบทุกมิติ โดยมองว่าปัญหามีต้นตอจากรถควันดำ โรงงานอุตสาหกรรม และการเผาในภาคเกษตร จึงเสนอให้ขยายพื้นที่ Low Emission Zone เพิ่มความเข้มงวดกับรถบรรทุกควันดำ ผลักดันมาตรการควบคุมมลพิษโรงงาน และสนับสนุนเครื่องจักรทางการเกษตรเพื่อลดการเผา
- นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครอิสระ เสนอแนวทางแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ด้วยการใช้เทคโนโลยีควบคู่กับการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในกรุงเทพมหานคร
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของนโยบายด้านการจัดการฝุ่น PM2.5 ที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. นำเสนอในการเลือกตั้งครั้งนี้ ซึ่งแต่ละคนมีแนวทางและเครื่องมือที่แตกต่างกัน ทั้งการควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษ การบังคับใช้กฎหมาย การใช้เทคโนโลยี และการเพิ่มพื้นที่สีเขียว เพื่อรับมือกับปัญหาฝุ่นสะสมที่ยังคงเป็นความท้าทายสำคัญของกรุงเทพมหานคร
รายงาน : น.ส.ฐิตินันท์ คุ้มตะสิน นักศึกษาฝึกงาน คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
อ่านข่าวอื่น :
ชายวัย 29 ปี ขับรถพุ่งลงสระน้ำ คาดเครียดปัญหาครอบครัว
"รักชนก" ยัน "ภาวุธ" สส.ปชน.พร้อมให้ DSI ตรวจสอบปมโยงคดี Forex
เจาะลึก "Pay to Fly จ่ายเพื่อบิน" เมื่อจะขับเครื่องบินต้องใช้เงินมากกว่าความพยายาม

